วันยุติโทษประหารชีวิตสากล 10 ตุลาคม: บทเรียนจากช่างภาพเรือนจำ และเสียงสะท้อนจากแดนประหาร
.
โทชิกล่าวแนะนำตัวอย่างถ่อมตนว่า เขาเป็นเพียงชาวญี่ปุ่นที่อาศัยอยู่ในนิวยอร์ก แต่ได้เดินทางมาประเทศไทยหลายครั้ง และรู้สึกประทับใจกับความมีเมตตากรุณาของคนไทยที่หยิบยื่นความช่วยเหลือแก่ผู้ยากไร้ เขาเลือกใช้เลนส์กล้องเป็นเครื่องมือสะท้อนสิ่งที่ไม่ถูกต้องในสังคม โดยเฉพาะการประหารชีวิต ซึ่งเขามองว่าไม่อาจนำมาซึ่งความยุติธรรมที่แท้จริง
.
โทชิเล่าว่าในการเดินทางเข้าไปถ่ายภาพนักโทษในเรือนจำหลายประเทศรวมทั้งที่เรือนจำบางขวาง ประเทศไทย เขาได้เห็นความจริงอันโหดร้ายของโทษประหาร ที่มักลงโทษ “ผู้ขนยา” ซึ่งเป็นเพียงฟันเฟืองเล็ก ๆ ของขบวนการค้ายาเสพติด คนเหล่านี้ส่วนใหญ่ยากจนและไร้การศึกษา การประหารพวกเขาจึงไม่อาจแก้ปัญหายาเสพติดได้จริง ประเทศไทยยังคงมีผู้ต้องโทษประหารคดียาเสพติดจำนวนมาก เขาเล่าว่าการถ่ายภาพนักโทษประหารทำให้ได้เรียนรู้เกี่ยวกับ "การฆ่าคนในนามความยุติธรรม" ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียได้ยกเลิกการบังคับใช้โทษประหารในคดียาเสพติดแล้วตั้งแต่ปี 2023 พร้อมยกตัวอย่างว่า แม้สิงคโปร์จะยังคงใช้โทษประหารอย่างเข้มงวด แต่ก็ไม่ได้ทำให้ปัญหายาเสพติดลดลง สิ่งนี้พิสูจน์ให้เห็นว่าการฆ่าคนไม่อาจขจัดปัญหาได้ และ ทั่วโลกก็เห็นแล้วว่าการใช้โทษประหารเพื่อปราบยาเสพติดไม่ได้ผลเพราะเป็นเพียงการฆ่าคนขนยา
.
เขายังเล่าว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมของไทยเคยอนุญาตให้ตนเข้าไปบันทึกภาพในเรือนจำบางขวางได้ แต่สุดท้าย ผบ. เรือนจำไม่ให้ เขาเชื่อว่าหากได้ถ่ายภาพนักโทษประหารทุกคนในบางขวางก็อาจทำให้คนเปลี่ยนใจได้ หากประเทศนี้ยังมีการประหารทุกคนก็ต้องร่วมรับผิดชอบ ไม่ใช่โยนให้เป็นเรื่องของเพชฌฆาต ตนรักประเทศไทย เห็นว่าได้เวลาแล้วที่ต้องคิดถึงและมีเมตตากรุณาต่อคนอื่น เพราะชีวิตมีคุณค่า
.
เขายังอ้างถึงปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (Universal Declaration of Human Rights – UDHR) ข้อ 3 ระบุว่าคนทุกคนมีสิทธิในการดำรงชีวิต เสรีภาพ และความมั่นคงแห่งตัวตน และยังมีพิธีสารเลือกรับของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights – ICCPR) ฉบับที่ 2 เพื่อการกำจัดการประหารชีวิต ก่อนที่จะนำเสนอภาพถ่ายนักโทษประหารในไต้หวันซึ่งมีแม่คนอยู่ด้วย นักโทษจะมาจุดธูปหน้าพระ เดินมาให้พนักงานอัยการ 3 คนตรวจสอบชื่อ แล้วเข้าไปในห้องประหารซึ่งปูพื้นด้วยทรายสีดำ นักโทษจะได้กินอาหารมื้อสุดท้าย นำผ้ารองของตนมาวางบนทราย นอนคว่ำหน้าลงบนผ้า แล้วเพชฌฆาตก็จะเอาปืนมายิงจนตาย ที่ใช้ทรายสีดำเพื่อให้มองไม่เห็นเลือดและกระสุนก็จะทะลุทรายไปไม่โดนใคร ส่วนที่ต้องจุดธูปก็เพื่อให้นักโทษอโหสิให้เพชฌฆาตและวิญญาณไม่กลับมาจองเวรอีก หรือก็คือสนใจเพชฌฆาตมากกว่านักโทษ อีกวิธีประหารคือการช็อตไฟฟ้า ซึ่งปล่อยกระแสไฟฟ้าจากหัวลงไปถึงกระดูกก้นกบและขา ทำให้ตาถลนออก ร่างกายไหม้เกรียม ขับถ่ายออกมาจากทุกทวาร
.
อีกวิธีประหารคือการฉีดยา โดยเริ่มจากการฉีดยาระงับประสาท ต่อด้วยยานอนหลับ และยาที่หยุดกล้ามเนื้อทั้งหมดรวมทั้งหัวใจ ทำให้ตายภายใน 60 นาที สารเคมีนี้มาจากจากฝรั่งเศส แต่เมื่อฝรั่งเศสรู้ว่าเอาไปใช้ประหารคนก็เลิกส่งออก ทำให้ประเทศที่ประหารด้วยวิธีนี้ประสบปัญหาในการหาสารเคมี
.
โทชิเผยด้วยว่าแม้แต่เพชฌฆาตเองก็ไม่อยากฆ่าคนและต้องการยุติโทษประหาร จึงถ่ายทอดเรื่องราวเหล่านี้ให้เขาฟังเพื่อให้โทษประหารหมดไปโดยเร็ว
.
เขายังได้แบ่งปันความเห็นเรื่องการทำให้สังคมตระหนักถึงการยุติโทษประหารว่า การพูดชักจูงบุคคลในระดับผู้นำเป็นการส่วนตัวเป็นเรื่องง่าย แต่การชักจูงคนหมู่มากเป็นเรื่องยาก ตนจึงไปหาคนระดับผู้นำก่อน ตอนที่ฝรั่งเศสยกเลิกโทษประหารคนส่วนใหญ่ก็ยังสนับสนุนอยู่ แต่ รมว. ยุติธรรมอยากให้ยกเลิก ช่วงแรก ๆ ชาวฝรั่งเศสก็อยากให้นำกิโยตินกลับมา แต่หลังจากนั้นก็ไม่มีใครสนับสนุนอีก คำถามคือใครจะกล้าหาญพอที่จะทำเรื่องนี้ในไทย การพูดคุยกับคนระดับสูงง่ายกว่าการคุยกับคนไทยส่วนใหญ่ เพราะเมื่อคนเข้าใจว่าโทษประหารไม่เป็นประโยชน์ก็จะเลิกเรียกร้อง หากเราเป็นนักสิทธิมนุษยชนก็ต้องไม่สนับสนุนโทษประหาร
.
ช่างภาพรายนี้ชี้ว่าการทำความเข้าใจระดับรากหญ้าก็เป็นเรื่องสำคัญ แต่โทษประหารเป็นเรื่องที่ใช้อารมณ์สำหรับชนชั้นล่างซึ่งต้องการแก้แค้น จึงไม่อภัยกันง่าย ๆ องค์กรอย่างแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลก็พยายามรณรงค์แล้ว แต่สุดท้ายแล้วจะประสบความสำเร็จได้ก็ต้องทำจากบนลงล่าง พร้อมเสนอทิ้งท้ายว่าขั้นแรกไทยควรยกเลิกโทษประหารคดียาเสพติดก่อน ตนไปคุกมาหลายประเทศรวมทั้งบางขวาง คุกเป็นเครื่องสะท้อนภาพของประเทศ ทำไมเรายังคงฆ่าคนอยู่โดยเฉพาะคดียาเสพติด ควรยกเลิกเสียเพื่อให้ประเทศพัฒนาไปในทางดีขึ้น
.
อีกด้านหนึ่งอัยการน้ำแท้ มีบุญสล้างกล่าวเสริมในที่ประชุมว่า สำหรับไทยอาจลดจำนวนความผิดที่มีโทษประหารชีวิตลงไปเหลือเพียงแค่คดีที่เป็นชีวิตต่อชีวิต คือ ฆ่าคน และยกเว้นโทษประหารในคดีอื่น ๆ เช่น ยาเสพติด รวมถึงเปลี่ยนโทษประหารชีวิตเป็นจำคุกตลอดชีวิตโดยไม่ได้ลดโทษ แต่ก็มีปัญหาอีกเพราะนักโทษที่รู้ว่าจะติดคุกตลอดชีวิตก็มักยอมสู้ตาย หากจะขังก็อาจต้องขังเดี่ยวแบบละเมิดสิทธิมนุษยชน จึงอาจลดโทษเหลือจำคุก 20 ปีแล้วค่อยลดโทษ ซึ่งทำให้นักโทษยังมีความหวัง หรืออาจยกเลิกโทษประหารไปเลยด้วยการแก้กฎหมาย แต่ในสภาก็ยังมีความเห็นที่ขัดแย้งกันอยู่มาก ประชาชนเองก็มีความเห็นต่างเช่นกัน
.
โทษประหารชีวิตไม่สามารถลดอาชญากรรมได้ เพราะคนที่กระทำผิดไม่เคยคิดว่าตนจะถูกลงโทษ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่รัฐผู้ทำคดีเองมักไม่กลัวว่าจะโดน กระบวนการยุติธรรมไทยก็สามารถทำลายหลักฐานได้ง่าย ๆ ในขั้นตอนการสืบสวน การแก้ปัญหาจึงไม่ใช่การประหารชีวิตแต่คือการเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินคดีและบังคับโทษจริงจัง ต่อให้เหลือโทษเพียงจำคุก 10 ปีแต่หากบังคับใช้จริงจังคนก็จะกลัวและไม่กล้ากระทำผิดมากกว่า
.
อนึ่ง นอกเหนือจากโทษประหารแล้ว อีกเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กันคือเรื่องของผู้เสียหายในกระบวนการยุติธรรมหรือที่เรียกว่า "แพะ" ข้อมูลจากกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพในปี 2565 ระบุว่า ในแต่ละปีรัฐต้องใช้งบประมาณจำนวนมากเพื่อจ่ายเงินเยียวยาให้กับทั้งผู้เสียหายจากคดีอาญาและจำเลยที่ถูกกล่าวหาโดยไม่เป็นธรรม รวมเป็นเงินเฉลี่ยปีละกว่า 400 ล้านบาท ซึ่งเป็นภาระทางการคลังที่สะท้อนถึงความบกพร่องของกระบวนการยุติธรรมในหลายมิติ
.
ในปี 2563 มีผู้เสียหายที่ได้รับเงินเยียวยาจำนวน 8,770 ราย รวมวงเงินทั้งสิ้น 437,066,543 บาท ส่วนจำเลยในคดีอาญาที่ถูกศาลยกฟ้องมีจำนวน 60 ราย ได้รับเงินเยียวยารวม 12,933,457 บาท
.
ต่อมาในปี 2564 จำนวนผู้เสียหายที่ได้รับเงินเยียวยาลดลงเหลือ 7,248 ราย คิดเป็นวงเงิน 365,521,845.44 บาท ขณะที่จำเลยซึ่งถูกยกฟ้องมีจำนวน 67 ราย รัฐต้องจ่ายเงินเยียวยา 15,702,941 บาท
.
ส่วนในปี 2565 มีผู้เสียหายได้รับเงินเยียวยาจำนวน 7,848 ราย รวมวงเงิน 389,813,351 บาท และมีจำเลยในคดีอาญาที่ได้รับการเยียวยา 46 ราย เป็นเงิน 10,186,649 บาท ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า แม้รัฐจะมีระบบเยียวยา แต่จำนวน “แพะ” ในคดีอาญายังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นปัญหาที่ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการปฏิรูประบบยุติธรรมให้มีความโปร่งใสและเที่ยงธรรมมากยิ่งขึ้น
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น