ปกป้องเอกสิทธิ์คุ้มครองสมาชิกรัฐสภา การอภิปรายของผู้แทนปวงชนต้องไม่ถูกฟ้องปิดปาก



การอภิปรายในสภาเป็นกลไกสำคัญของระบอบประชาธิปไตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรวมถึงสมาชิกวุฒิสภามีหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหารแทนประชาชน ถ้อยคำที่ใช้ในการอภิปรายจึงอาจรุนแรง ตรงไปตรงมา หรือสร้างความไม่พอใจแก่ฝ่ายที่ถูกพาดพิง แต่คำถามคือ หากรัฐมนตรีเห็นว่าตนถูกกล่าวหาเสียหาย จะสามารถใช้สิทธิฟ้องร้อง สส. - สว. ได้หรือไม่ ดังกรณีที่ ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประกาศจะฟ้องร้องรังสิมันต์ โรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หลังอภิปรายพาดพิงในการแถลงนโยบายของรัฐบาลเมื่อวันที่ 30 กันยายนที่ผ่านมา
.
รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 124 วางหลักว่า สส. และ สว. “ไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่ง ทางอาญา หรือทางวินัย” เพราะการแสดงความคิดเห็นหรือการลงคะแนนในที่ประชุมรัฐสภา หลักการนี้เป็นรากฐานของสิ่งที่เรียกว่า "เอกสิทธิ์ของสมาชิกรัฐสภา" (parliamentary privilege) มีขึ้นเพื่อให้ผู้แทนปวงชนตามระบอบประชาธิปไตยสามารถทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมา สามารถเป็นปากเป็นเสียงและเป็นตัวแทนของประชาชนโดยไม่ต้องหวาดกลัวต่อการถูกกลั่นแกล้งหรือดำเนินคดี
.
ดังนั้นหากถ้อยคำที่อยู่ในที่ประชุมสภา ไม่ว่าจะรุนแรงหรือพาดพิงเพียงใด รัฐมนตรีก็ไม่มีสิทธิฟ้องร้องได้เพราะรัฐธรรมนูญบัญญัติให้ความคุ้มครองอย่างชัดเจน แต่หาก สส. นำถ้อยคำเดียวกันออกไปเผยแพร่ภายนอก เช่น แถลงข่าว โพสต์ผ่านโซเชียลมีเดีย หรือปราศรัยต่อสาธารณะ ก็จะไม่อยู่ในขอบเขตของเอกสิทธิ์ และรัฐมนตรีสามารถใช้สิทธิฟ้องร้องได้ตามกฎหมาย
.
นอกจากเอกสิทธิ์ในสภาแล้วกฎหมายไทยยังมีบทบัญญัติที่คุ้มครองสิทธิการวิพากษ์วิจารณ์เพื่อประโยชน์สาธารณะ เช่น ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329 ที่ให้การแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต เป็นเหตุยกเว้นความผิดฐานหมิ่นประมาท หลักการนี้สะท้อนว่าแม้จะอยู่นอกสภา หาก สส. วิจารณ์ด้วยเจตนาตรวจสอบเพื่อประโยชน์สาธารณะและกระทำไปด้วยความสุจริตใจก็จะได้รับการยกเว้นไม่ต้องรับผิดได้
.
สิ่งที่น่ากังวลคือการใช้สิทธิฟ้องร้องโดยรัฐมนตรีหรือผู้มีอำนาจทางการเมือง อาจกลายเป็นเครื่องมือกดดันฝ่ายตรวจสอบให้เงียบเสียงหรือที่เรียกว่า "การฟ้องปิดปาก" (Strategic Lawsuit Against Public Participation: SLAPP) ซึ่งมีเป้าหมายไม่ใช่เพื่อเอาชนะคดี แต่เพื่อสร้างภาระทางเวลา ค่าใช้จ่าย และความกังวลแก่ผู้ถูกฟ้อง จนทำให้ไม่กล้าพูดหรือไม่กล้าวิจารณ์อีก ซึ่งกฎหมายไทยเองก็ตระหนักถึงปัญหานี้ จึงบัญญัติมาตรา 161/1 และ 165/2 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ให้อำนาจศาลยกฟ้องได้หากเห็นว่าคดีมีลักษณะเป็นการกลั่นแกล้งหรือเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตเพื่อตัดสิทธิในการมีส่วนร่วมทางการเมือง
.
อนึ่ง แม้รัฐมนตรีจะฟ้องร้อง สส. จากการอภิปรายในสภาไม่ได้แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าสมาชิกจะใช้ถ้อยคำอย่างไร้ความรับผิดชอบโดยสิ้นเชิง เพราะยังมีกลไกตรวจสอบถ้อยคำ เช่น การตักเตือนโดยประธานสภา การสั่งถอนคำพูด หรือกระบวนการทางจริยธรรม ทั้งหมดนี้ช่วยให้การอภิปรายยังอยู่ในกรอบที่เหมาะสมโดยไม่ต้องอาศัยการฟ้องร้อง
.
ถึงที่สุดแล้วรัฐมนตรีไม่สามารถฟ้องร้องได้จากถ้อยคำที่ สส. อภิปรายในสภาเนื่องจากรัฐธรรมนูญให้เอกสิทธิ์คุ้มครอง ต่อเมื่อถ้อยคำเดียวกันถูกนำไปเผยแพร่ภายนอกรัฐมนตรีจึงจะมีสิทธิฟ้องร้องได้ อย่างไรก็ตามการใช้สิทธิเช่นนี้ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะอาจถูกมองว่าเป็นการฟ้องปิดปาก ซึ่งทำลายวัฒนธรรมการตรวจสอบและบั่นทอนระบอบประชาธิปไตย
.
ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น การฟ้องร้องสมาชิกสภาที่ทำหน้าที่อภิปรายตรวจสอบไม่ควรกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ในสังคมการเมืองไทย เพราะจะสร้างบรรยากาศแห่งความหวาดกลัว ทำให้ผู้แทนไม่กล้าตั้งคำถาม ไม่กล้าวิจารณ์ และไม่กล้าเปิดโปงความไม่โปร่งใส ทั้งที่เป็นหน้าที่หลักตามรัฐธรรมนูญ การรักษาเอกสิทธิ์และเสรีภาพในการอภิปรายจึงเป็นหลักประกันสำคัญเพื่อให้สมาชิกรัฐสภาสามารถทำหน้าที่ได้โดยสุจริต กล้าพูดความจริง และกล้าปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

เอกสารงบประมาณ 2569 (ขาวคาดแดง)

แจกเอกสารประกอบการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 69 : เศรษฐกิจ-สังคม-ความมั่นคง-ภัยพิบัติ-บริหาร

เก็บตกข้อเสนอภาควิชาการ เลือกตั้งเสรีและเป็นธรรม หน้าตาเป็นอย่างไร?