เสียงจากผู้ประสบภัยฟ้องปิดปาก กับเส้นทางสู่กฎหมาย Anti-Slapp Law



เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2568 ที่ห้อง B1-5 ชั้น B1 อาคารรัฐสภา ผมและทีมงานร่วมกิจกรรม “กฎหมาย Anti-SLAPP กับมาตรฐานสิทธิมนุษยชนสากล : อนาคต ความหวัง และเสรีภาพในการแสดงออก” จัดโดยคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร ร่วมกับคณะกรรมการนักนิติศาสตร์สากล (ICJ) โดยกิจกรรมดังกล่าวมีเนื้อหาที่น่าสนใจดังนี้
.

[ภาพรวมปัญหาการฟ้องปิดปาก กับทิศทางการเขียนกฎหมาย Anti-SLAPP]

.
สัณหวรรณ ศรีสด จากคณะกรรมการนักนิติศาสตร์สากล (ICJ) ชี้ว่า คำว่า “ฟ้องปิดปาก” หรือ SLAPP เป็นที่รู้จักในต่างประเทศมานาน แต่ในไทยเพิ่งเริ่มพูดถึงไม่กี่ปี โดยกรณีส่วนใหญ่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงบริษัทเอกชน แต่รวมถึงเจ้าหน้าที่รัฐด้วย
.
การฟ้องปิดปากไม่เกี่ยวกับว่าฟ้องโดยใครหรือผ่านใคร แต่ฟ้องเพื่อให้หยุดการวิจารณ์หรือการรณรงค์ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ ทางโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (United Nations Development Programme – UNDP) ได้รวบรวมไว้ว่าในไทยมีเป็นร้อยคดี มีตั้งแต่นักเคลื่อนไหวไปจนถึงผู้บริโภค กฎหมายที่มักใช้คือกฎหมายหมิ่นประมาททางอาญา ซึ่งเมื่อขึ้นศาลแล้วมักยกฟ้องเกือบหมดเพราะพูดเป็นประโยชน์สาธารณะ แต่กว่าจะยกฟ้องก็ใช้เวลาหลายปีเพื่อพิสูจน์ตนเอง ผู้ถูกฟ้องจึงเสียทั้งเงิน เวลา และสุขภาพจิต
.
สัณหวรรณอธิบายว่าแม้ไทยจะมีกลไกบางส่วนในกฎหมาย เช่น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161/1 ที่ให้ศาลสามารถไม่รับฟ้องหากเห็นว่าเป็นการฟ้องกลั่นแกล้ง แต่ในทางปฏิบัติศาลมักไม่ใช้ เพราะเกรงจะถูกวิจารณ์ว่าใช้อำนาจเกินจำเป็น เราจึงต้องมีการเขียนกฎหมายใหม่ให้ศาลและอัยการกล้าใช้เครื่องมือเหล่านี้ และกำหนดนิยามคำว่า “ประโยชน์สาธารณะ” ให้ชัดเจนไม่ต้องตีความ
.
เธอยังเสนอให้นิยามคำอื่น ๆ ในกฎหมายให้ชัดเจนเพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าใจได้ง่ายและไม่ต้องตีความเช่นกัน คดีต่าง ๆ ไม่ควรไปถึงชั้นศาลแต่ควรพูดคุยไกล่เกลี่ยกัน ทั้งนี้อำนาจของทั้งสองฝ่ายต้องเท่าเทียมกันด้วย เพราะผู้ถูกฟ้องมักเหนื่อยหน่ายกับการเดินทางมาศาลจนต้องยอมทุกเรื่อง เสนอให้ผลักดันคดีเหล่านี้ออกจากศาลให้เร็วที่สุด โดยให้ใส่เรื่องเหล่านี้ลงในกฎหมายด้วย
.

[เสียงสะท้อนสื่อมวลชนกับประสบการณ์การถูกฟ้องปิดปาก]

.
ชุติมา สีดาเสถียร อดีตผู้สื่อข่าวภูเก็ตหวาน เล่าประสบการณ์ถูกกองทัพเรือฟ้องหมิ่นประมาทจากการรายงานข่าวเมื่อสิบกว่าปีก่อนว่าสถานการณ์ปัจจุบันแย่เท่าเดิมหรือยิ่งแย่ เมื่อสื่อถูกฟ้องก็ไม่สามารถนำเสนออะไรได้ ยุค คสช. กองทัพเรือติดรูปและชื่อของตนไว้และไม่ให้เข้าเพราะเป็นบุคคลอันตราย เป็นการข่มขู่คุกคามและทำลายความน่าเชื่อถือของตน นอกจากนี้ยังกระทบต่อจิตใจตน เพื่อน และญาติ ซ้ำยังมีค่าใช้จ่ายในการต่อสู้คดี หากตนตกงานก็กระทบต่อครอบครัว
.
หลังถูกฟ้องก็เกิดบรรยากาศแห่งความกลัว ไม่รู้ว่าเขียนอะไรได้บ้าง ทั้ง ๆ ที่ตนแค่ยกข้อความของสำนักข่าว Reuters มาเท่านั้น คนอื่นที่ทำแบบเดียวกันก็ไม่โดน เพื่อนสื่อก็ไม่กล้าพูดประเด็นข่าวนี้กับตนและไม่กล้าไปขอกองทัพเรือให้เชิญตนเข้าไปทำข่าวอีก แม้แต่หัวหน้าสมาคมสื่อแห่งหนึ่งก็บอกว่าหากเป็นตนเองโดนกล่าวหาแบบนั้นก็จะฟ้องเช่นกัน แม้แต่กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพก็เชื่อว่าภูเก็ตหวานน่าจะกระทำผิดเพราะกองทัพเรือน่าเชื่อถือ และเมื่อตนเปิดโปงเรื่องธนาคารออมสินปล่อยกู้ให้กองทุนหมู่บ้านก็ถูกนายกเทศมนตรี ต.บัลลังก์ อ.โนนไทย จ.นครราชสีมา ฟ้องอีก ทั้ง ๆ ที่ตนวิจารณ์ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่นายกเทศมนตรี
.
เธอเล่าต่อว่าตำรวจไม่เข้าใจกฎหมาย ทำให้ทุกคนอาจถูกฟ้องได้ ต้องแก้ไขกฎหมายในทันทีโดยไม่รอช้า กฎหมายหมิ่นประมาททางอาญาเป็นอันตรายกับประชาธิปไตยเพราะเป็นเครื่องปิดกั้นการเปิดโปงการทุจริต เงินประกันตัวก็เป็นปัญหา ชาวบ้านธรรมดาหาไม่ได้ เมื่อตนยื่นขอให้กรมคุ้มครองสิทธิฯ ช่วยค่าประกันตัว กรมฯ กลับบอกว่าตนจนไม่พอ ทุกวันนี้ชาวบ้านเดือดร้อนทั้งจากเหมืองแร่และกองทุนหมู่บ้าน แล้วยังต้องขึ้นโรงพักและหาทนาย ซึ่งทนายดี ๆ ก็หายาก หาได้แต่ทนายอาสา ชาวบ้านเชื่อทนายแต่บางครั้งพาไปลงเหวก็มี
.
อดีตผู้สื่อข่าวภูเก็ตหวานยังระบุว่าทุกวันนี้มองไม่เห็นอนาคตหากเจ้าหน้าที่รัฐยังไม่เข้าใจเรื่องสิทธิเสรีภาพและสิทธิมนุษยชน จนตนถึงต้องอธิบายให้ตำรวจฟังถึงเรื่องสิทธิเสรีภาพและการฟ้องปิดปาก
"ขอให้ภาครัฐและกรมคุ้มครองสิทธิฯ คุ้มครองจริง ๆ อย่าใช้ภาษากฎหมายคุยกับชาวบ้านเพราะเขากลัว ให้ใช้ใจคุยและคิดถึงหัวอกเขาด้วย อัยการก็เช่นกัน การฟ้องปิดปากทำลายเสรีภาพสื่อมวลชน ถ้าแม้แต่สื่อยังโดนฟ้องปิดปากแล้วชาวบ้านจะทำอย่างไร" เธอกล่าว
.
ชุติมายังสะท้อนวา ตนเสียเงินและเวลาต่อสู้คดีในศาลหลายปีโดยไม่ได้รับแม้แต่คำขอโทษจากรัฐ
กระบวนการยุติธรรมไทยฆ่าคนดี อยากถามเจ้าหน้าที่กลับไปว่าจะรับผิดชอบอย่างไร ตนเป็นนักข่าวยังมีต้นทุนอยู่บ้างแล้วชาวบ้านจะทำอย่างไร กฎหมายเหล่านี้ไม่ได้ส่งเสริมประชาธิปไตยหรือสิทธิเสรีภาพแต่กลับส่งเสริมผู้ทุจริต กรณีที่นายกเทศมนตรีฟ้อง 5 คดีถ้าตนผิดหมดจะติดคุก 18 ปี ตนเป็นมะเร็งอยู่แล้วคงได้ตายในคุก ตำรวจเองก็ออกหมายเรียกตนมาแล้วแต่ยังไม่รู้ว่าจะฟ้องด้วยโพสต์ไหนของตนด้วยซ้ำ
.
ตำรวจเกรงใจไม่กล้าปฏิเสธคำแจ้งความของผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น ต้องตั้งคำถามว่าตำรวจมีความเป็นมืออาชีพแค่ไหนจึงรับฟ้องไปตามกระบวนการแทนที่จะหยุดกระบวนการเสีย การฟ้องปิดปากหลาย ๆ กรณีก็ไม่ได้รับการรายงาน ชาวบ้านที่ร้องเรียนเรื่องกองทุนหมู่บ้านหายก็ถูกฟ้องเช่นกัน กฎหมายเหล่านี้สมควรถูกยกเลิกไปทั้งหมดแล้วร่างใหม่โดยยึดผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก เพราะตอนนี้ผู้สื่อข่าวยังไม่กล้าแม้จะใส่ชื่อคนเพราะกลัวถูกฟ้องแล้วไม่ได้รับการประกันตัวเพราะไม่มีกฎเกณฑ์และมาตรฐานชัดเจนเลย จนกลายเป็นสังคมที่เงียบงัน
.

[ภาคประชาสังคมตกเป็นเป้าการฟ้องปิดปากอย่างต่อเนื่อง]

.
วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี (BioThai) เล่าประสบการณ์ว่าถูกบริษัทใหญ่ในอุตสาหกรรมอาหารและพลังงานฟ้องร้องจากการแสดงความเห็นในเวทีวิชาการ โดยเคยโดนบริษัทสารเคมีฟ้องในปี 2562 ซึ่งตำรวจไม่รับ จึงต้องลงขันกันไปไปฟ้องศาลเองและศาลก็ยกฟ้อง มาครั้งนี้ตนก็โดน CPF ฟ้องอีกซึ่งน่ากลัวกว่า เพราะศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางได้พิพากษาจำคุก ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรอง รามสูตไปแล้ว
.
"สมัยก่อนใช้วิธีฆ่าปิดปาก แต่ปัจจุบันใช้วิธีฟ้องปิดปาก ปัจจุบันมีนักสิ่งแวดล้อมถูกฟ้องนับสิบคดี และยังมีการข่มขู่คุกคามตามมา ระดับศาสตราจารย์หรือนักข่าวก็ยังโดน" วิฑูรย์กล่าว และเล่าต่อว่านอกจากคดีสิ่งแวดล้อมแล้วกลุ่มทุนอาหารและปศุสัตว์รวมถึงกลุ่มทุนพลังงานก็ฟ้องปิดปากเช่นกัน ซึ่งเป็นทุนผูกขาดทั้งสิ้น ตนเองก็ถูกฟ้องจากการแสดงความเห็นในวงวิชาการ ซึ่งเป็นเรื่องเลวร้ายมาก ทำให้ประเทศไม่พัฒนา
.
ชาวบ้านลุกขึ้นมาเพราะรัฐไม่ทำงาน เมื่อสัปดาห์ก่อนก็เพิ่งมีคนฆ่าตัวตายไปเพราะปลาหมอคางดำ แต่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกลับไม่ทำงาน ทั้ง ๆ ที่ตอนเรือน้ำตาลล่มกลางแม่น้ำเจ้าพระยาก็ร่วมกันฟ้อง จนถึงตอนนี้ผ่านไปกว่า 10 ปีแล้วบริษัทยังต้องปล่อยปลาชดเชยอยู่ แต่กรณีปลาหมอคางดำกลับไม่ทำอะไร กลุ่มทุนก็ยึดกุมอำนาจรัฐ ต้องจัดการไปพร้อมกัน
.
วิฑูรย์ชี้ว่า BioThai ก่อตั้งมา 30 ปีแต่การต้องไปขึ้นโรงพักบ่อย ๆ ก็ส่งผลกระทบกระเทือนเช่นกัน ถ้าทำได้เราต้องลุกขึ้นมาสั่งสอนคนที่ฟ้องว่าหากฟ้องแล้วก็ต้องจ่าย เราจะไม่หยุดแน่นอน จะใช้กระบวนการต่อสู้คดีเพื่อเปิดเผยตัวผู้รับผิดชอบให้ชาวบ้านรู้ เราไม่ได้แค่สู้เรื่องการฟ้องปิดปากแต่จะสู้ให้สังคมตื่นรู้ไปพร้อมกันเพื่อไม่ให้รัฐและทุนใหญ่มาทำลายสิ่งแวดล้อมได้
.
เขายังสะท้อนว่าแม้จะเกิดเรื่องบ้า ๆ บอ ๆ มากมายแต่ประชาชนก็เรียนรู้ ขึ้นอยู่กับว่าจะแสดงออกเมื่อไร หากไปถามประชาชนว่าใครต้องรับผิดชอบเรื่องปลาหมอคางดำคนก็รู้ ทาง CPF ก็จับตาดูทั้งตนกับสฤณีตลอดเวลา สื่อมี 3 ประเภท ได้แก่ 1. พูดสองมุม เช่น Thai PBS 2. รับเงินมาเพื่อวางเฉย ซึ่งถือว่ายังมีความละอายใจอยู่บ้าง และ 3. ทำลายความจริง จึงต้องมีระบบช่วยเหลือคนที่โดนฟ้องปิดปากด้วย
.
วิฑูรย์ยังบอกด้วยว่าการฟ้องโดยเอกชนต่อประชาชนที่ปกป้องประโยชน์สาธารณะทำให้ระบบยุติธรรมกลายเป็นเครื่องมือของทุนใหญ่ที่ทำลายสิ่งแวดล้อมหรือประโยชน์สาธารณะ ฝาก สส. และ สว. ให้ช่วยออกกฎหมายด้วย ต้องมีการกำกับกลุ่มทุนมากขึ้น นักสิทธิมนุษยชนเป็นนักสู้ ไม่ใช่เหยื่อ
.

[การฟ้องปิดปากกับการคุ้มครองผู้บริโภค ความท้าทายใหม่ในยุคออนไลน์]

.
โสภณ หนูรัตน์ หัวหน้าฝ่ายคุ้มครองผู้บริโภค สภาองค์กรของผู้บริโภค กล่าวว่าปัญหาการฟ้องปิดปากเกิดขึ้นกับผู้บริโภคเพิ่มขึ้นมากโดยเฉพาะในยุคออนไลน์ เช่น คดีที่ผู้บริโภคร้องเรียนปัญหารถยนต์ไม่ได้มาตรฐานแต่กลับถูกบริษัทฟ้องเรียกค่าเสียหาย 84 ล้านบาท
.
เขาระบุว่าสภาองค์กรของผู้บริโภคตั้งขึ้นตาม พรบ. ในปี 2562 ซึ่งเขียนขึ้นตาม รธน. 2560 เพื่อพิทักษ์สิทธิของผู้บริโภคไม่ให้ถูกเอาเปรียบจากสินค้า บริการ และสัญญาที่ไม่เป็นธรรม และต้องได้รับการชดเชย สภาฯ มีหน้าที่คุ้มครองและพิทักษ์สิทธิของผู้บริโภค เสนอแนะนโยบาย มีอำนาจตรวจสอบ ติดตาม เฝ้าระวังปัญหา แจ้งเตือนภัย เสนอทางเลือกสินค้าและบริการให้ รวมถึงเปิดเผยชื่อสินค้าและผู้ประกอบการที่กระทบสิทธิผู้บริโภค ฟ้องคดีแทนผู้บริโภค และช่วยเหลือทางคดีแก่ผู้บริโภคที่ถูกฟ้อง ซึ่งถ้าสภาฯ ใช้สิทธิในการเตือนภัยและฟ้องคดีแทนโดยสุจริตกฎหมายก็จะให้เราพ้นผิด สภาฯ เตือนภัยสินค้าและบริการหลายครั้งแต่โชคดีที่ยังไม่เคยถูกฟ้อง สภาฯ ไม่เหมือนสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) คือสภาฯ สามารถฟ้องแทนผู้บริโภคได้เหมือน สคบ. แต่ สคบ. จะช่วยคดีที่ผู้บริโภคถูกฟ้องไม่ได้เหมือนสภาฯ
.
ปัญหาของผู้บริโภคมีมานานแล้วตั้งแต่ก่อตั้งมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคเมื่อ 20 ปีก่อน สภาฯ ได้รับงบประมาณให้ทำงานจริง ๆ ช่วงปี 2564 ซึ่งเป็นช่วงโควิดและผู้บริโภคได้รับปัญหาจากการซื้อสินค้าไม่ได้มาตรฐานมาก ผู้บริโภคเองเมื่อซื้อไปแล้วก็อาจวิจารณ์สินค้าและถูกฟ้องปิดปาก บางคนซื้อรถไปแล้วไม่พอใจก็ทุบรถหรือไปชูป้ายในงานมหกรรมรถยนต์เพื่อให้บริษัทออกมารับผิดชอบและเตือนคนอื่น ซึ่งเป็นการรักษาผลประโยชน์ส่วนรวม แต่ผู้บริโภคก็ถูกฟ้องทางแพ่ง 84 ล้านบาทด้วยข้อหาใช้สิทธิเกินส่วนทำให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงและขายรถได้ลดลง มูลนิธิฯ ก็ส่งทนายความเข้าไปช่วยเหลือจนยกฟ้องในศาลฎีกา และศาลก็ย้ำว่าผู้ประกอบการไม่ควรฟ้องโดยไม่สุจริตแต่ควรหาทางแก้ปัญหาให้ผู้บริโภคแทน
.
โสภณเผยว่าสภาฯ ช่วยผู้บริโภคจากการถูกฟ้องปิดปากมาแล้ว 3 คดี ซึ่งผู้บริโภคมักถูกฟ้องกลั่นแกล้งให้เดินทางไกล ๆ จากการเขียนข้อความออนไลน์ซึ่งสามารถฟ้องที่ใดก็ได้ สุดท้ายก็เรียกมาไกล่เกลี่ยกับบริษัทและจบด้วยการขอให้ลบข้อความเสีย ซึ่งผู้บริโภคก็มักยอมทำตามเพราะเหนื่อยหน่ายต่อการสู้คดี มีทั้งคดีรถยนต์มือสองและคดีผลไม้เสียหายซึ่งคู่ความตกลงกันได้และถอนฟ้อง และคดีบ้านสำเร็จรูป (บ้านน็อคดาวน์) ซึ่งผู้ซื้อเขียนข้อความในกลุ่มปิดและถูกฟ้อง ซึ่งนอกจากศาลจะยกฟ้องแล้วสภาฯ ยังฟ้องเรียกค่าชดเชยกลับและเปิดเผยชื่อบริษัทด้วย แต่สภาฯ ก็ไม่ได้ถูกบริษัทดังกล่าวฟ้องปิดปากแต่อย่างใด ซึ่งอัยการควรพิจารณาให้ดีก่อนฟ้องด้วย พร้อมกันนี้นอกจากจะต้องมีกฎหมายป้องกันการฟ้องปิดปากแล้วควรมีกฎหมายส่งเสริมการเปิดปากด้วย โดยเฉพาะสื่อมวลชน

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

เอกสารงบประมาณ 2569 (ขาวคาดแดง)

แจกเอกสารประกอบการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 69 : เศรษฐกิจ-สังคม-ความมั่นคง-ภัยพิบัติ-บริหาร

เก็บตกข้อเสนอภาควิชาการ เลือกตั้งเสรีและเป็นธรรม หน้าตาเป็นอย่างไร?