ปฏิรูปค่าจ้าง ชั่วโมงการทํางาน สร้างความรับผิดชอบทั้งห่วงโซ่การผลิต และปฏิรูปกลไกทางการเมืองและรัฐสภาเพื่อให้แรงงานมีตัวตนมากขึ้น




เมื่อวันที่ 5 ต.ค.ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสร่วมแลกเปลี่ยนในเวทีสัมมนาเชิงปฏิบัติการ “การพัฒนาชุดข้อเสนอเชิงนโยบายรัฐสวัสดิการถ้วนหน้าจากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน" ของเครือข่ายรัฐสวัสดิการเพื่อความเท่าเทียม(We Fair) ในส่วนหัวข้อย่อย เรื่องงานและรายได้ ซึ่งทาง We Fair มีข้อเสนอในส่วนนี้ประกอบด้วย
• ค่าจ้างพื้นฐานดูแลครอบครัว ปรับตามเงินเฟ้อ
• ค่าจ้างแรงงานปรับขึ้นตามอายุการทำงาน
• ลดชั่วโมงการทำงาน 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์
• สิทธิลาคลอดเลี้ยงดูบุตรมารดา 180 วัน สิทธิเลี้ยงดูบุตร/ คู่สมรส 90 วัน ทุกเพศสภาพ
• รับรองอนุสัญญา ILO 87 98 ว่าด้วยเสรีภาพการสมาคม สิทธิการรวมตัวและเจรจาต่อรองร่วม
การปฏิรูปค่าจ้าง ชั่วโมงการทํางาน และความเหลื่อมล้ําทางเศรษฐกิจ
ซึ่งผมเห็นด้วยกับชุดข้อเสนอที่เกี่ยวกับการยกระดับค่าจ้างและวันหยุด แต่เสนอให้ดําเนินการควบคู่กันไปและมองหาแหล่งรายได้เพิ่มเติมเพื่อชดเชยสิ่งที่แรงงานขาดทุนไปตลอด
หลายทศวรรษ เห็นด้วยกับการเปลี่ยนนิยามค่าแรง และการกําหนดวันหยุด แต่เน้นย้ําว่าการ ลดชั่วโมงการทํางาน (เช่น เหลือ 5 วันต่อสัปดาห์) ต้องทําพร้อมกับการคุ้มครองรายได้ หากทําเพียงด้านใดด้านหนึ่ง เช่น ลดวันทํางานลง แต่แรงงานยังมีรายได้ไม่พอ ก็จะยิ่งทําให้ แรงงานต้องแสวงหาการทํางานล่วงเวลา (OT) มากขึ้น
นอกจากนี้ผมยังชี้ให้เห็นว่าแรงงานไทยขาดทุนมาโดยตลอด โดยเปรียบเทียบค่าแรงขั้นต่ํากับ GDP ต่อหัว (GDP per Capita) พบว่าในปี พ.ศ. 2533 ค่าแรงอยู่ที่ประมาณ 60% ของ GDP ต่อหัว แต่ลดลงเหลือเพียง 44-50% ในปี พ.ศ. 2566 แสดงให้เห็นว่าแม้พลังการผลิตของประเทศจะเพิ่มขึ้น แต่ผลตอบแทนที่แรงงานได้รับกลับสวนทางกับความเหลื่อมล้ํา
ผมเสนอให้ใช้กลไกของรัฐในการดึงมูลค่าเพิ่มที่เกิดจากการผลิต (โดยเฉพาะการใช้เทคโนโลยีอย่าง AI, Machine Learning, หรือ Robot) มาเป็นผลประโยชน์ ให้กับสังคมผ่านการจัดเก็บ ภาษี AI และควรพิจารณาถึง รายได้พื้นฐาน (UBI) หรือกลไก รายได้อื่นๆ ที่รัฐจัดหา
การสร้างความรับผิดชอบในห่วงโซ่การผลิต (Supply Chain)
ผมเสนอให้ใช้เครื่องมือทาง กฎหมายเพื่อบังคับให้ผู้ประกอบการและแบรนด์ดังต้องรับผิดชอบต่อแรงงานในทุกส่วนของห่วงโซ่อุปทานเสนอให้นําแนวคิดเช่น EU Supply Chain Directive มาใช้ เพื่อให้แบรนด์ต่างๆ ต้อง รับผิดชอบต่อการผลิตในโรงงานท้องถิ่นหรือโรงงานห้องแถวที่พวกเขาจ้างผลิต ซึ่งปัจจุบันมัก ไม่รับผิดชอบ ควรออกแบบกฎหมายที่สร้าง ความรับผิดชอบต่อแบรนด์และดึงผู้บริโภคมาเป็นพันธมิตรกับแรงงาน
ปฏิรูปกลไกทางการเมืองและรัฐสภาเพื่อให้แรงงานมีตัวตนมากขึ้น
เพิ่มอํานาจต่อรองของแรงงาน การปฏิรูป โครงสร้างอํานาจ เสนอให้เพิ่มสัดส่วนของ ส.ส. บัญชีรายชื่อให้มากขึ้น (เช่น เป็น 250 ต่อ 250) เพื่อให้แรงงานที่อยู่ต่างพื้นที่กัน เช่น เบตงกับแม่สาย แต่มีผลประโยชน์ร่วมกัน สามารถ เลือกพรรคการเมืองที่มี ข้อเสนอระดับชาติ และมีจุดยืนด้านแรงงานที่ชัดเจนได้เสนอให้เปลี่ยนระบบการเลือกตั้งโดยอนุญาตให้ใช้ ทะเบียนประกันสังคม ในการยืนยันสิทธิ์เลือกตั้ง (แทนการใช้ทะเบียนบ้านเท่านั้น) เพื่อทําให้ ประชากรแฝง ในพื้นที่อุตสาหกรรม (เช่น กรุงเทพฯ, ปริมณฑล, ชลบุรี) ซึ่งมีจํานวนมากถึง 8-9 ล้านคน ให้กลายเป็นโหวตเตอร์ที่มีความสําคัญต่อนักการเมืองและพรรคการเมือง จนถึงเป็นตัวแทนเองในพื้นที่อาศัยและทำงานจริง
ขับเคลื่อนในระยะสั้น
ในช่วงเวลาที่เหลือไม่มากของรัฐบาลและรัฐสภา ควรเร่งรัดการออกกฎหมายที่ไม่มีข้อขัดแย้ง และไม่ซับซ้อน โดยใช้การพิจารณาแบบกรรมาธิการเต็มสภา (3 วาระรวด) เพื่อป้องกันไม่ให้ กฎหมายเหล่านั้นตกไปเมื่อมีการยุบสภา หากกฎหมายสําคัญ (เช่น การลดชั่วโมงการทํางาน) ไม่สามารถเข้าสู่การพิจารณาของวุฒิสภาได้ทัน ภาคประชาสังคมควรรณรงค์ให้พรรค การเมืองให้สัตยาบัน (ให้คํามั่นสัญญา) ว่าจะนํากฎหมายนั้นกลับมาและรับรองทันทีเมื่อจัดตั้ง รัฐบาลใหม่ เพื่อให้กฎหมายเดินหน้าต่อไปได้
ภาคประชาสังคมควรใช้สิทธิ์ในการ ล่ารายชื่อ เสนอกฎหมาย เพื่อให้ได้เป็นส่วนหนึ่งของคณะกรรมาธิการวิสามัญ (อย่างน้อย 1 ใน 3) ซึ่งจะช่วยสร้างการมีส่วนร่วมและเพิ่มโอกาสในการผลักดันกฎหมาย

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

เอกสารงบประมาณ 2569 (ขาวคาดแดง)

แจกเอกสารประกอบการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 69 : เศรษฐกิจ-สังคม-ความมั่นคง-ภัยพิบัติ-บริหาร

เก็บตกข้อเสนอภาควิชาการ เลือกตั้งเสรีและเป็นธรรม หน้าตาเป็นอย่างไร?