ยืนยันหลักการอำนาจ กกต. คดีการเมืองต้องไม่ถูกฝ่ายบริหารแทรกแซง
วันนี้ (6 ตุลาคม 2568) ผมร่วมอภิปรายรายงานการพิจารณาศึกษา เรื่อง ปัญหาด้านกระบวนการยุติธรรมและการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งคณะกรรมาธิการกิจการองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ วุฒิสภา พิจารณาเสร็จแล้ว โดยผมได้ย้ำประเด็นสำคัญเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ขององค์กรในการดำเนินคดีกรณีการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับหลักความเป็นอิสระ ความเที่ยงธรรม และความยุติธรรมทางการเมือง
.
คดีทางการเมืองโดยเฉพาะคดีที่เกี่ยวกับการได้มาซึ่งสถานะของผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภา หากองค์กรที่ถืออำนาจรัฐเข้ามาแทรกแซงหรือดำเนินคดีกับฝ่ายที่เห็นต่างย่อมกระทบต่อหลักความเป็นธรรมอย่างร้ายแรง ดังนั้นการดำเนินคดีลักษณะนี้จำเป็นต้องอยู่ในมือขององค์กรที่มีความเป็นอิสระและมีประสิทธิภาพในการตรวจสอบโดยไม่เอนเอียงต่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
.
ตั้งแต่รัฐธรรมนูญปี 2540 ประเทศไทยได้วางรากฐานการปฏิรูปการเมืองด้วยการจัดตั้งคณะกรรมการการเลือกตั้งหรือ กกต. เพื่อทำหน้าที่ควบคุม กำกับ และตรวจสอบการได้มาซึ่งสมาชิกของสภาทั้งสองฝ่าย เจตนารมณ์ดังกล่าวยังคงดำรงอยู่ในรัฐธรรมนูญปัจจุบัน โดยบัญญัติไว้ในหมวดที่ 12 มาตรา 222 ถึง 227 รวมถึงในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งระบุอำนาจของ กกต. ในการสอบสวน ไต่สวน และดำเนินคดีไว้อย่างชัดเจน ทั้งยังเน้นย้ำในคำอธิบายประกอบรายมาตราของรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช 2560 ว่า กกต. ต้องมีความเป็นกลางทางการเมืองและเป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ ดังนั้น กกต. จึงเป็นเจ้าภาพหลักตามรัฐธรรมนูญในการตรวจสอบการได้มาซึ่ง สส. และ สว. และผมยืนยันว่าการดำเนินคดีลักษณะนี้ควรเป็นอำนาจโดยตรงของ กกต. เท่านั้น
.
อย่างไรก็ตามสิ่งที่ผมรู้สึกประหลาดใจในช่วงที่ผ่านมา คือ การได้ยินบางฝ่ายพูดในทำนองว่า “ถ้าฝ่ายเราไม่ได้เป็นรัฐบาล คดี สว. ก็จะถูกเป่าไป” ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเข้าใจผิดในหลักความเป็นอิสระของกระบวนการยุติธรรม เพราะหากฝ่ายบริหารสามารถมีอิทธิพลต่อการดำเนินคดีทางการเมืองได้จริงก็เท่ากับว่าโครงสร้างการถ่วงดุลอำนาจที่เราพยายามออกแบบไว้ได้ถูกทำลายลงโดยสิ้นเชิง การเมืองในลักษณะเช่นนี้จะไม่เหลือพื้นที่ให้หลักนิติธรรมยืนอยู่ได้
.
ประเด็นหนึ่งที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคืออำนาจของกรมสอบสวนคดีพิเศษหรือ DSI ในการเข้ามาดำเนินคดีลักษณะนี้ ผมเห็นว่าต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง เพราะ DSI เป็นหน่วยงานที่อยู่ภายใต้กำกับของกระทรวงยุติธรรมซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของฝ่ายบริหาร การที่รัฐบาลใช้ DSI เข้ามาดำเนินคดีกับฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองในบางช่วงเวลาอาจทำให้บางคนรู้สึกพอใจ แต่ในระยะยาวคือการทำลายหลักการพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตย วันนี้ฝ่ายหนึ่งอาจสะใจกับการที่คู่แข่งถูกดำเนินคดี แต่วันหนึ่งหากอำนาจเปลี่ยนมือเราเองก็อาจตกอยู่ในสถานะเดียวกัน ไม่มีหลักประกันใดว่าหน่วยงานภายใต้ฝ่ายบริหารจะไม่ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองในอนาคต
.
ผมเห็นว่าโจทย์สำคัญในเวลานี้จึงไม่ใช่การโยกอำนาจไปยังหน่วยงานอื่น แต่คือการเสริมสร้างประสิทธิภาพของ กกต. ให้สามารถทำหน้าที่ได้อย่างรวดเร็ว โปร่งใส และตรวจสอบได้ เพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองโดยไม่ปล่อยให้เกิดความเคลือบแคลงใจในสังคม หากผลการสอบสวนหรือวินิจฉัยออกมาชัดเจนว่าผู้ใดบริสุทธิ์ก็จะเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย เพราะยุติข้อสงสัยได้อย่างเป็นทางการและสร้างความมั่นใจในระบบได้มากกว่าการปล่อยให้ DSI ซึ่งอยู่ภายใต้ฝ่ายบริหารเป็นผู้ดำเนินการ
.
ประชาธิปไตยนั้นเป็นทั้งวิธีการและเป้าหมาย จึงไม่มีทางลัดให้เดิน การได้มาซึ่งผลลัพธ์ที่ดีจะต้องอาศัยวิธีการที่ชอบธรรมด้วยเช่นกัน เพราะหากเรายอมแลก “ความอิสระ” เพื่อ “ความรวดเร็ว” วันนี้ ต่อไปทุกคดีที่เกี่ยวข้องกับการเมือง ไม่ว่าจะเป็น สว. สส. หรือแม้แต่นักการเมืองท้องถิ่นก็อาจถูกแทรกแซงผ่าน DSI ได้ทั้งสิ้น และจะกลายเป็นบรรทัดฐานที่อันตรายต่อระบบการเมืองในอนาคต
.
ตามบทสรุปและข้อเสนอแนะในรายงานของคณะกรรมาธิการกิจการองค์กรอิสระ หน้า 116–120 ได้เสนอให้แก้ไข พรป. ว่าด้วย กกต. ให้ชัดเจนว่าคดีที่เกี่ยวกับความผิดฐานการเลือกตั้งต้องอยู่ในอำนาจเด็ดขาดของ กกต. พร้อมเสนอแนวทางสองรูปแบบในการจัดการคดีที่มีความผิดหลายบท โดยให้ กกต. มีอำนาจสืบสวนทุกประเด็นที่เกี่ยวพันกับการเลือกตั้ง หรือให้พนักงานสอบสวนส่งเรื่องให้ กกต. ภายใน 30 วันเพื่อพิจารณา ซึ่งสะท้อนหลักการที่ถูกต้องว่า กกต. คือ “เจ้าภาพหลัก” ที่มีอำนาจโดยตรงในทางกฎหมายและโดยเจตนารมณ์ทางรัฐธรรมนูญ
.
แต่ในทางปฏิบัติ DSI กลับพยายามใช้เทคนิคทางกฎหมายตั้งข้อหาในฐานอื่น เช่น อั้งยี่ หรือฟอกเงิน เพื่อดึงคดีออกจากมือ กกต. ทั้งที่ พรป. ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. มาตรา 77 (1) ได้บัญญัติไว้อย่างชัดเจนแล้วว่าการให้ทรัพย์สินหรือผลประโยชน์เพื่อให้ได้รับเลือกถือเป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายฟอกเงิน และอยู่ในอำนาจของ กกต. ที่จะส่งเรื่องให้ ปปง. ดำเนินการต่อได้ ซึ่งยืนยันอีกครั้งว่า กกต. ต้องเป็นผู้เริ่มกระบวนการก่อน มิใช่ DSI
.
ดังนั้นการที่ DSI เข้ามาดำเนินคดีในลักษณะนี้อาจถือได้ว่าเป็นการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม และส่อให้เห็นถึงการครอบงำจากฝ่ายการเมืองโดยตรง ที่ไม่เพียงบั่นทอนความเชื่อมั่นของประชาชนต่อองค์กรอิสระแต่ยังทำลายหลักการพื้นฐานของรัฐธรรมนูญเองด้วย
.
แม้ประชาชนจำนวนมากอาจวิพากษ์วิจารณ์ กกต. ว่าล่าช้าและขาดความโปร่งใส แต่สิ่งที่ควรทำคือให้ กกต. เร่งดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และมีแผนการดำเนินงานชัดเจน พร้อมทั้งใช้ข้อมูลจาก DSI ในฐานะ “ข้อมูลสนับสนุน” มิใช่การโอนอำนาจให้ดำเนินการแทน เพราะในทางโครงสร้าง กกต. เองก็มีคณะอนุกรรมการที่ปรึกษาซึ่งมีเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานอื่นรวมถึง DSI มาร่วมงานอยู่แล้ว
.
ท้ายที่สุดแม้เราจะตั้งคำถามต่อประสิทธิภาพของ กกต. ได้ แต่ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า DSI ไม่มีความเป็นอิสระ เพราะอยู่ภายใต้ฝ่ายบริหารอย่างชัดเจน ดังนั้นเพื่อคงไว้ซึ่งหลักนิติธรรมและความยุติธรรมในสังคม ผมขอยืนยันว่าคดีที่เกี่ยวกับการได้มาซึ่งตำแหน่งทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็น สส. หรือ สว. ต้องเป็นอำนาจของคณะกรรมการการเลือกตั้งเท่านั้น เพราะองค์กรนี้ถูกออกแบบมาเพื่อทำหน้าที่นั้นโดยเฉพาะ และนี่คือหลักการสำคัญที่เราทุกคนควรปกป้อง เพื่อให้ความยุติธรรมคงอยู่เหนืออำนาจทางการเมืองอย่างแท้จริง
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น