ตั้งข้อกังขาศาลรัฐธรรมนูญ จากความเชื่อมั่นหลักสูตรคอนเนคชั่น

 

วันนี้ (28 ตุลาคม 2568) ผมได้ร่วมอภิปรายรายงานประจำปี 2567 ของสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญใน 2 ประเด็น ซึ่งทั้งสองประเด็นนี้เกี่ยวข้องกับความเชื่อมั่นของประชาชนต่อองค์กรตุลาการรัฐธรรมนูญอันเป็นหัวใจสำคัญของหลักนิติธรรมในระบอบประชาธิปไตย
.
1. ตัวชี้วัดความเชื่อมั่นของสาธารณชนต่อการอำนวยความยุติธรรม
.
สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญได้วางแผนปฏิบัติราชการ 5 ปี ตั้งแต่ปี 2566 ถึง 2570 โดยกำหนดเป้าประสงค์ข้อที่ 4 คือ “ประชาชนมีความเชื่อมั่นต่อการอำนวยความยุติธรรมของศาลรัฐธรรมนูญ” หากพิจารณาในเอกสารประกอบงบประมาณฉบับที่ 3 เล่มที่ 15 ของปี 2568 จะเห็นว่ามีการกำหนดตัวเลขร้อยละ 85 เป็นระดับศรัทธาที่ตั้งเป้าไว้สำหรับปี 2567
.
ผมตั้งคำถามว่ามีการติดตามประเมินผลอย่างไร ตัวชี้วัดดังกล่าวบรรลุผลไปมากน้อยเพียงใด เพราะรายงานประจำปีที่เสนอให้สภาครั้งนี้ยังไม่ปรากฏข้อมูลเหล่านั้นอย่างเพียงพอ ทั้งที่ปีงบประมาณ 2566 และ 2567 ผ่านมาแล้ว
.
ยิ่งไปกว่านั้นผลสำรวจของนิด้าโพลเมื่อวันที่ 25 - 26 พฤศจิกายน 2567 ภายหลังคำวินิจฉัยยุบพรรคก้าวไกลในเดือนสิงหาคม พบว่าร้อยละ 61.30 ของประชาชนมองว่าโทษยุบพรรคไม่ใช่มาตรการที่เหมาะสมและควรมีวิธีการลงโทษอื่นแทน ผลสำรวจดังกล่าวสะท้อนความรู้สึกของประชาชนต่อองค์กรอย่างมีนัยสำคัญ ผมจึงขอตั้งข้อสังเกตว่าตัวเลขเป้าหมายร้อยละ 85 ที่วางไว้ยังคงสอดคล้องกับความเป็นจริงในสังคมหรือไม่
2. หลักสูตร “นิติธรรมเพื่อประชาธิปไตย (นธป.)” กับข้อกังวลเรื่องเครือข่ายอำนาจ
.
ประเด็นที่สองคือโครงการอบรมหลักสูตรนิติธรรมเพื่อประชาธิปไตย รุ่นที่ 12 ซึ่งระบุไว้ในรายงานหน้า 221 มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาบุคลากรทุกภาคส่วนให้มีความรู้ด้านรัฐธรรมนูญ นิติธรรม สิทธิเสรีภาพ หลักสิทธิมนุษยชน รวมทั้งสร้างผู้นำที่สามารถวิเคราะห์สถานการณ์ร่วมสมัยได้
.
ผมเห็นว่าเจตนารมณ์ของหลักสูตรตามเอกสารถือว่าดีมาก อย่างไรก็ตามรายชื่อผู้เข้าร่วมจำนวน 52 คนส่วนใหญ่ล้วนเป็นชนชั้นนำของสังคม ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการทหารตำรวจระดับสูงถึง 13 คน กลุ่มทุนเอกชน 11 คน โดย 7 คนเกี่ยวข้องกับธุรกิจพลังงาน อีกทั้งยังมีผู้เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรมและองค์กรอิสระอื่นกันอยู่ไม่น้อย
.
การจัดหลักสูตรเช่นนี้จึงเสี่ยงต่อการถูกมองว่าเป็นการสร้าง “เครือข่ายผู้มีอำนาจ” หรือ connection มากกว่าการสร้างองค์ความรู้เพื่อสาธารณะ นักวิจัยอย่างศาสตราจารย์ผาสุก พงษ์ไพจิตร รวมถึงงานศึกษาโดยอาจารย์นวลน้อย ตรีรัตน์ และภาคภูมิ วาณิชชกะ เคยตั้งคำถามถึงหลักสูตรสำหรับกลุ่มชนชั้นนำในอดีต เช่น วปอ. ว่ามักเป็นเครื่องมือรวมกลุ่มเพื่อสนับสนุนผลประโยชน์ระหว่างผู้มีอำนาจด้วยกันเอง
.
สิ่งที่ทำให้สาธารณชนกังวลมากขึ้นคือการร่วมเดินทางไปดูงานต่างประเทศในหลักสูตรรุ่นนี้และรุ่นต่อ ๆ มา โดยมีตุลาการศาลรัฐธรรมนูญร่วมกิจกรรมอย่างใกล้ชิด ซึ่งอาจก่อให้เกิดเครือข่ายความสัมพันธ์ที่กระทบต่อความเป็นอิสระขององค์กรและความเป็นกลางในการวินิจฉัยข้อพิพาททางการเมือง
.
ยิ่งเมื่อมีการเปิดเผยงบประมาณสำหรับการเดินทางดูงานต่างประเทศสูงถึง 13.6 ล้านบาท และอีกโครงการหนึ่ง 2.5 ล้านบาท จึงต้องตั้งคำถามว่างบดังกล่าวเป็นงบประมาณจากภาษีประชาชนหรือเป็นค่าใช้จ่ายที่ผู้เข้าอบรมออกเอง เพราะมีผลต่อความชอบธรรมและภาพลักษณ์ต่อองค์กรตุลาการโดยตรง
.
ด้านนางสาวร่มปรางค์ สวมประคำ เลขาธิการศาลรัฐธรรมนูญ ชี้แจงตอบคำถามของผมว่า ผลการสำรวจความเชื่อมั่นของประชาชนต่อศาลรัฐธรรมนูญประจำปี 2567 ซึ่งสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญมอบหมายให้สถาบันวิจัยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ดำเนินการ ผลสำรวจพบว่าระดับความเชื่อมั่นอยู่ที่ร้อยละ 74.02 เพิ่มขึ้นจากปี 2566 ที่อยู่ร้อยละ 73.07 แต่ยังต่ำกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ที่ร้อยละ 85 ถึง 10.89 จุด
.
สาเหตุสำคัญที่ทำให้คะแนนไม่เพิ่มสูงขึ้น ได้แก่ ประชาชนยังมีความรู้ความเข้าใจต่อภารกิจและอำนาจหน้าที่ของศาลเพียงระดับปานกลาง อีกทั้งปีนี้มีการขยายพื้นที่สำรวจไปยังอำเภอห่างไกลที่ไม่เคยเก็บข้อมูลมาก่อน ส่งผลต่อการรับรู้ข้อมูลที่แตกต่างจากพื้นที่เดิม
.
สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญเตรียมนำผลวิจัยไปใช้เป็นทิศทางเชิงยุทธศาสตร์ในการเพิ่มความเชื่อมั่น ผ่านการประชาสัมพันธ์เชิงรุกในสื่อสังคมออนไลน์และโทรทัศน์ การเน้นสื่อสารความเป็นอิสระและความเป็นกลางของศาล รวมถึงการพัฒนาให้ประชาชนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้สะดวกมากขึ้น
.
ส่วนประเด็นหลักสูตร “นิติธรรมเพื่อประชาธิปไตย (นธป.) รุ่นที่ 12” เลขาธิการศาลรัฐธรรมนูญชี้แจงว่าจัดขึ้นเพื่อพัฒนาความรู้ด้านหลักนิติธรรม ประชาธิปไตย สิทธิเสรีภาพ และสิทธิมนุษยชนแก่บุคลากรภาครัฐและเอกชน พร้อมสร้างเครือข่ายทางวิชาการด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม โดยอัตราการคัดเลือกเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2559 ที่กำหนดให้ภาครัฐร้อยละ 75 และภาคเอกชนร้อยละ 25
.
สำหรับการศึกษาดูงานต่างประเทศ ศาลรัฐธรรมนูญให้ความสำคัญกับประเทศที่เป็นสมาชิกสมาคมศาลรัฐธรรมนูญและสถาบันเทียบเท่าแห่งเอเชีย (ACC) และมีระบบตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ โดยการเดินทางไปกัมพูชาในปี 2566 มีเป้าหมายขยายเครือข่ายสมาชิกของ ACC ในช่วงที่ไทยดำรงตำแหน่งประธาน
.
ในช่วงท้าย เลขาธิการศาลรัฐธรรมนูญได้กล่าวถึงอำนาจในการวินิจฉัยคำร้องเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญและการยุบพรรคการเมือง โดยยืนยันว่าศาลดำเนินการตามที่กฎหมายบัญญัติ และตุลาการใช้ดุลพินิจอย่างอิสระเพื่อแก้ไขปัญหาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย


ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

เอกสารงบประมาณ 2569 (ขาวคาดแดง)

แจกเอกสารประกอบการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 69 : เศรษฐกิจ-สังคม-ความมั่นคง-ภัยพิบัติ-บริหาร

เก็บตกข้อเสนอภาควิชาการ เลือกตั้งเสรีและเป็นธรรม หน้าตาเป็นอย่างไร?