ไขกุญแจเปิดประตูทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่: วาระพิจารณาแก้ไขมาตรา 256 และเพิ่มเติมหมวด 15/1



ในวันที่ 14-15 ตุลาคม 2568 ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาจะพิจารณาวาระที่ 1 ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ม.256 และเพิ่มเติมหมวด 15/1 ผมขอชวนทุกท่านร่วมไขกุญแจดอกแรกสู่การร่างรัฐธรรมนูญใหม่ครั้งนี้ไปด้วยกัน
.
1. ทั้ง 3 ร่าง ในส่วนหลักการพูดถึงการแก้ ม.256 และเพิ่มเติมหมวด 15/1 โดยไม่มีร่างใดล็อกไม่ให้ประชาชนเลือก สสร.โดยตรง แต่จะไปลงรายละเอียดรายมาตรา ดังนี้
.
- ร่างพรรคภูมิใจไทย: ให้รัฐสภาเลือกจากผู้สมัคร 77 จังหวัด อีก 22 คนมาจากผู้เชียวชาญ โดยทั้งหมดให้รัฐสภาเห็นชอบ ไม่มีส่วนที่ประชาชนได้เลือก และให้ สสร. นั้นเลือก กมธ. ยกร่าง
.
- ร่างพรรคเพื่อไทย: เลือกจากจังหวัด 300 คน จากนั้นให้รัฐสภาเคาะเลือกเหลือ 100 คน อีก 51 คน จากการเสนอชื่อขององค์กรต่างๆ ส่วน กมธ. ยกร่าง 27 คน มาจาก สสร. 14 อีก 13 เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ
.
- ร่างพรรคประชาชน: กมธ. ยกร่างมี 35 คน ใช้บัญชีรายชื่อ/ทีมเสนอให้ประชาชนเลือกโดยใช้เขตประเทศ(เหมือนระบบบัญชีรายชื่อ) จำนวน 70 คน จากนั้นให้รัฐสภาเลือก โดยสมาชิกรัฐสภา 20 คน เลือกได้ 1 คน เหลือ 35 คน อีกองค์กรหนึ่งคือ สภาที่ปรึกษา 100 คน มาจากการเลือกของประชาชนแบบแบ่งเขต ไม่มีอำนาจร่าง แต่มีบทบาทในเรื่องรวบรวมความเห็นของประชาชนและให้คำปรึกษา กมธ. ยกร่าง
.
2. ภายหลังรัฐธรรมนูญ 2560 ประกาศใช้ มีความพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญ 26 ร่าง มีผ่านเพียง 1 ร่างคือร่างแก้ระบบเลือกตั้ง ที่เหลือ 25 ร่างตกหมด ในจำนวนนี้มี 11 ร่างที่ผ่านเกณฑ์กึ่งหนึงของรัฐสภาแต่ไม่ผ่าน 1 ใน 3 ของ สว. ชุดที่แล้ว จนถูกขนานนามว่าเป็น สว. องครักษ์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ ส่วนวันที่ 15 ตุลาคมนี้ จะเป็นบทพิสูจน์แรกของ สว. ชุดใหม่ว่าจะยังเป็นองครักษ์พิทักษ์รัฐธรรมนูญอยู่หรือไม่
.
3. จากท่าทีแกนนำ สว. อย่างน้อย 3 คน ที่เป็นเสียงส่วนใหญ่และมีบทบาทสำคัญให้สัมภาษณ์ท่าทีน่าจะเห็นชอบกับทั้ง 3 ร่างในวาระแรก
.
4. การประชุม 2 วันใช้เวลา 19 ชม. 30 นาที แบ่งเป็นประธาน 1 ชม สส. ฝ่ายรัฐบาล 3 ชม. สส. ฝ่ายค้าน 10 ชม. และ สว. 5 ชม. 30 นาที ขณะนี้มี สว. ลงชื่ออภิปราย 56 คน คึกคักมาก ตกคนละ 6 นาที
.
5. โจทย์สำคัญที่ทั้ง 3 ร่าง ไม่เขียนให้ สสร. มาจากการเลือกของประชาชน เป็นผลมาจากความเห็นแถมของศาลรัฐธรรมนูญล่าสุดที่ว่า "รัฐธรรมนูญ 2560 รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างได้โดยตรง" ประเด็นนี้มีส่วนที่รัฐสภาควรพิจารณาดังนี้
.
5.1 หลักการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญคือวินิจฉัยตามสิ่งที่อยู่ในบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ เมื่อศาลรัฐธรรมนูญว่าตามรัฐธรรมนูญนี้รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือก สสร. ได้โดยตรงเนื่องจากไม่มีบทบัญญัติไว้ สิ่งที่รัฐสภาในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติทำได้ก็คือบัญญัติบทนั้นขึ้นมา และเมื่อเป็นการแก้ไขในหมวด 15 ก็ต้องไปถามประชามติผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ ตาม ม.256 (8 ) อยู่ดี
.
ดังนั้นผมเห็นว่าหลังผ่านวาระ 1 ไปแล้ว กมธ. พิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญนี้ยังสามารถแก้ให้ สสร. มาจากการเลือกตั้งโดยตรงได้ เพราะถึงที่สุดก็ต้องไปถามผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญที่จะเป็นคนอนุมัติสุดท้ายอยู่ดีตามกลไกของ ม.256 (8 ) รัฐสภาไม่ได้กระทำการเองโดยลำพังแน่นอน การกระทำการเองไม่สามารถยังผลให้เกิดการ "ให้ประชาชนเลือก สสร. โดยตรง" แน่นอน
.
สิ่งนี้ถูกยืนยันในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่อธิบาย ม.256 ว่าเป็นการมอบอำนาจแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญจาก 'ประชาชน' ผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ 'ดั้งเดิม' ให้แก่ 'รัฐสภา' โดยกำหนดขั้นตอนพิเศษที่ต้องออกเสียงประชามติ ตาม ม.256 (8 ) คือ หลังผ่านวาระ 3 ก่อนขึ้นทูลเกล้าฯ หากแก้ ม.256 หรือเพิ่มเติมหมวด 15 ว่าด้วยเรื่องการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญนี้จะต้องทำประชามติ
.
5.2 หาก กมธ. และรัฐสภาไม่ยันว่า สสร. มาจากการเลือกของประชาชนโดยตรง ก็ยังมีช่องทางคือ หากเราจำกันได้ปี 66 ประชาชนล่ารายชื่อกว่า 200,000 รายชื่อ เสนอคำถามประชามติไปยัง ครม. ว่า “ท่านเห็นชอบหรือไม่ว่า รัฐสภาต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 เพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับโดยสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน” ซึ่งคำถามดังกล่าวก็ยังอยู่ระหว่างการรอการพิจารณาของ ครม.
.
ดังนั้นเพื่อให้โอกาสประชาชนผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญดั้งเดิม การเลือกตั้งที่จะถึงนี้ถ้าหากรัฐสภายังคงเดินหน้า สสร. ไม่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงแล้วจะจัดทำประชามติพร้อมเลือกตั้ง ก็เพิ่มคำถามที่ 3 นี้ไปเลยแล้วก็ดูว่าประชาชนเห็นด้วยกับวิธีการจัดทำรัฐธรรมนูญแบบเลือก สสร. โดยตรง หรือโดยอ้อมตามที่รัฐสภาแก้ไขหมวด 15/1 หากเป็นอย่างหลังก็เดินหน้าต่อ หากเป็นอย่างแรกก็เป็นหน้าที่ของรัฐสภาใหม่ที่จะต้องเอามตินั้นมาแก้ไขเพิ่มเติมหมวด 15/1 ใหม่ ให้ สสร. มาจากการเลือกตั้งโดยตรง
.
6. ถึงนาทีนี้ พรบ. ประชามติฉบับแก้ไขยังไม่ประกาศลงราชกิจจาฯ ซึ่งเหลืออีกไม่กี่วันจะครบ 90 วันแล้ว หากครบแล้วยังไม่โปรดเกล้าต้องใช้เสียงรัฐสภายืนยันถึง 2 ใน 3 ซึ่งสถานการณ์นี้เมื่อเทียบกับประเด็นที่ สส. สว. ขัดแย้งกันเรื่องแก้ พรบ. ประชามตินี้อาจจะผ่าน 2 ใน 3 ยาก เพราะท่าทีภูมิใจไทยคืองดออกเสียง เท่ากับมีโอกาสที่เราจะจัดทำประชามติที่จะถึงด้วย พรบ. เดิม ซึ่งมีประเด็นต้องพิจารณา ได้แก่
.
6.1 ยังใช้เกณฑ์ระบบเสียงข้างมาก 2 ชั้น (double majority) ดังนั้นต้องมีผู้มาออกเสียง 26 ล้านเสียง รวมทั้งเห็นชอบ 13 ล้านเสียงขึ้นไป ซึ่งก็มีโอกาสเป็นไปได้เนื่องจากมันตรงกับวันเลือกตั้ง แต่รัฐบาลและองคาพยพต่าง ๆ ก็ไม่ควรอยู่เฉย ๆ ควรรณรงค์ให้ความรู้กับประชาชนถึงประเด็นประชามติ เปิดเวทีสร้างบทสนทนาได้แล้ว
.
6.2 จัดพร้อมเลือกตั้งได้ไหม? ฉบับแก้ไขระบุให้ชัดเลยว่าจัดพร้อมได้ แต่ฉบับเดิมไม่ระบุแต่ไม่ได้ห้าม ประเด็นนี้เราต้องยืนยันว่าไม่ได้ห้ามจัดพร้อมกัน ดังนั้นต้องจัดได้
.
6.3 กรอบเวลาจัดประชามติหลังมติ ครม. ให้มีการจัดทำประชามติยังเป็นกรอบเดิม คือ ไม่เร็วไปกว่า 90 วันหลังมติ ครม. แต่ไม่ช้าไปกว่า 120 วัน (ของที่แก้ยืดหยุ่นเป็น 60-150 วัน) ดังนั้นหากจะมีเลือกตั้งปลายเดือนมีนาคม 2569 ต้องมีมติ ครม. ก่อนสิ้นเดือนธันวาคม 2568 แล้ว
.
6.4 ฉบับเก่ายังมีเรื่องการออกเสียงทางไปรษณีย์ ม.12 ดังนั้น กกต. ควรทำระเบียบให้ชัด เพราะถ้าดูผู้ลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตปี 66 มีกว่า 2 ล้านคน หากไม่มีระบบนี้มาลองรับคนกลุ่มนี้อาจไม่สามารถใช้สิทธิออกเสียงประชามติ ซึ่งมีนัยสำคัญแน่ ๆ เมื่อวันเลือกตั้งกับวันประชามติจะเป็นวันเดียวกันการใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าก็ควรอำนวยความสะดวกให้เขาออกเสียงประชามติทางไปรษณีย์ได้ด้วย แล้วเอาบัตรมานับที่ส่วนกลางได้เลยเพราะโจทย์เหมือนกันทั้งประเทศ

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

เอกสารงบประมาณ 2569 (ขาวคาดแดง)

แจกเอกสารประกอบการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 69 : เศรษฐกิจ-สังคม-ความมั่นคง-ภัยพิบัติ-บริหาร

เก็บตกข้อเสนอภาควิชาการ เลือกตั้งเสรีและเป็นธรรม หน้าตาเป็นอย่างไร?