รัฐต้องเอาจริงกับขบวนการสแกมเมอร์: ปกป้องคนไทยด้วยหลักมนุษยธรรม ความยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาปัญหาขบวนการสแกมเมอร์ได้กลายเป็นบาดแผลทางสังคมที่ลึกและซับซ้อนเป็นอย่างมาก เพราะเรื่องนี้ไม่ได้เป็นเพียงอาชญากรรมทางเทคโนโลยีเท่านั้น หากแต่ยังเป็นวิกฤตด้านมนุษยธรรมที่เกี่ยวพันกับการค้ามนุษย์ การละเมิดสิทธิแรงงาน และการล่มสลายของหลักความยุติธรรมระหว่างรัฐกับประชาชน
.
ทุกวันนี้มีคนไทยและต่างชาติจำนวนไม่น้อยถูกหลอกลวงให้เดินทางไปทำงานต่างประเทศด้วยความหวังว่าจะมีชีวิตที่ดีขึ้น แต่กลับถูกขายต่อให้กับเครือข่ายสแกมข้ามชาติ ถูกยึดเอกสาร เดินทางไม่ได้ ถูกบังคับให้ทำงานหลอกผู้อื่นเพื่อเอาเงินมาไถ่ชีวิตของตนเอง นี่คือการค้ามนุษย์ในรูปแบบใหม่ที่เกิดขึ้นในยุคดิจิทัล ซึ่งผู้กระทำผิดใช้การเติบโตของเทคโนโลยีอย่างก้าวกระโดดและช่องว่างของรัฐรวมถึงการทำธุรกรรมทางออนไลน์เป็นเครื่องมือก่ออาชญากรรมที่นำไปสู่การกดขี่แรงงานอย่างโหดร้าย
.
อีกด้านหนึ่งเหยื่อของสแกมเมอร์จำนวนมากที่กลับประเทศต้นทางยังคงถูกมองด้วยสายตาแห่งความสงสัย ถูกสอบสวน ถูกตั้งข้อหา หรือถูกตราหน้าว่าร่วมขบวนการ ทั้งที่ในความเป็นจริงหลายคนคือเหยื่อที่ต้องทำงานภายใต้การคุกคาม ความรุนแรง และการบังคับอย่างสิ้นเชิง การลงโทษโดยไม่แยกแยะเช่นนี้ไม่เพียงละเมิดหลักสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน แต่ยังเป็นการซ้ำเติมความอยุติธรรมในระบบกฎหมาย
.
แม้รัฐบาลของอนุทิน ชาญวีรกูล จะแสดงท่าทีสนใจต่อปัญหาดังกล่าวโดยประกาศยกเป็นวาระแห่งชาติ หลังถูกวิจารณ์ว่าไม่มีมาตรการเชิงรุกในการปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์ ขบวนการฟอกเงิน และอาชญากรรมข้ามชาติโดยเฉพาะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ซ้ำยังมีการเผยแพร่ข้อมูลว่ามีบุคคลใกล้ชิดรัฐบาลและนักธุรกิจไทยเกี่ยวข้องกับขบวนการสแกมเมอร์
.
รัฐบาลไทยจึงจำเป็นต้องยกระดับการจัดการปัญหานี้อย่างเป็นระบบ โดยไม่จำกัดอยู่แค่การจับกุมเพื่อแสดงผลงานการดำเนินคดีอีกต่อไป หากแต่ต้องมองเห็นชีวิตคนในทุกขั้นตอน ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ผ่านแนวทางสำคัญ 5 ประการต่อไปนี้
.
1. เหยื่อของขบวนการสแกมคือบุคคลที่ถูกพรากสิทธิ ถูกหลอก และถูกใช้ประโยชน์จากความยากจน รัฐต้องยึดหลักคุ้มครองก่อนลงโทษ โดยให้โอกาสในการเล่าเรื่อง ตรวจสอบข้อเท็จจริง และได้รับการเยียวยาอย่างเป็นธรรม
.
2.แรงงานไทยที่ถูกล่อลวงไปต่างประเทศต้องได้รับการปกป้องตามหลักสิทธิแรงงานสากล และรัฐบาลต้องมีระบบตรวจสอบนายหน้า–บริษัทจัดหางานที่ไม่ถูกต้อง พร้อมเจรจากับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อสร้างกลไกคุ้มครองร่วม
.
3. เหยื่อที่กลับมาควรได้รับการฟื้นฟูทั้งด้านจิตใจ อาชีพ และความสัมพันธ์ทางสังคม รัฐต้องจัดสรรงบประมาณและโครงการพัฒนาแรงงานเพื่อให้ผู้รอดพ้นจากค่ายสแกมได้กลับมาทำงานในระบบที่ถูกกฎหมาย มีรายได้มั่นคง และไม่ตกเป็นเหยื่อซ้ำ
.
4. กระบวนการยุติธรรมควรมีแนวทางคัดแยกผู้ต้องสงสัยที่อาจเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ออกจากผู้กระทำผิดโดยสมัครใจ พร้อมให้สิทธิในการเข้าถึงทนาย การช่วยเหลือทางกฎหมาย และการคุ้มครองพยานอย่างปลอดภัย
.
5. รัฐบาลไทยควรสร้างพันธมิตรกับประเทศในภูมิภาคและองค์กรสิทธิมนุษยชนสากล เพื่อปราบปรามเครือข่ายสแกมอย่างโปร่งใสและเป็นธรรมโดยยึดหลักมนุษยธรรมเป็นที่ตั้ง เพราะปัญหานี้จนถึงวันนี้ไม่ใช่เพียงปัญหาในระดับประเทศแต่ยังเป็นปัญหาระดับสากลที่หลายประเทศต้องเผชิญและกำลังเร่งแก้ไขอย่างจริงจัง รัฐบาลจึงควรใช้โอกาสที่นานาประเทศเริ่มตระหนักถึงเรื่องนี้แสวงหาความร่วมมือกับนานาประเทศ
.
ที่สำคัญไปกว่านั้นรัฐบาลควรเพิ่มความโปร่งใสในการตรวจสอบบุคคลสำคัญทางการเมืองและธุรกิจที่ปรากฎข่าวสารว่าเกี่ยวข้องกับขบวนการสแกมเมอร์อย่างเข้มข้นและจริงจัง เพื่อลดข้อครหาที่สังคมมีต่อรัฐบาล และเพื่อเป็นผลงานสำคัญของคณะผู้บริหารประเทศที่จะมีอายุเพียงแค่ 4 เดือน
.
การแก้ปัญหาสแกมเมอร์จึงไม่ใช่เพียงการปราบปรามอาชญากรรมแต่คือการปกป้องศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ที่ไม่ควรถูกหลอก ล่อลวง หรือบังคับให้ทำผิดเพียงเพราะความยากจน ความหวังที่จะมีงานทำ และโอกาสที่ไม่เท่าเทียม หากรัฐบาลยังเพิกเฉยต่อเสียงร้องของผู้สูญเสียเหล่านี้ ความยุติธรรมในสังคมไทยก็จะเป็นเพียงวาทกรรมที่กลวงเปล่า
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น