Policy Watch Connect 2026 เปิดเวที “ความหวังการเลือกตั้ง ฝ่าวิกฤตประเทศไทย” ชี้เลือกตั้ง–ประชามติ 8 ก.พ. คือจุดเปลี่ยนการเมือง เปิดพื้นที่ประชาชนร่วมออกแบบนโยบายสาธารณะ
วันที่ 12 มกราคม 2569 ที่ห้องประชุมริมแม่น้ำเจ้าพระยา 102–104 ชั้น 1 อาคารรัฐสภา มีกิจกรรมเปิดงานมหกรรม Policy Watch Connect 2026 พร้อมเวทีเสวนาในหัวข้อ “ความหวังการเลือกตั้งฝ่าวิกฤตประเทศไทย” เพื่อเปิดพื้นที่ให้ภาคประชาชน ภาควิชาการ และภาคนโยบาย ร่วมสะท้อนปัญหา เสนอแนวทาง และตรวจสอบนโยบายสาธารณะ ก่อนการเลือกตั้งทั่วไปและการออกเสียงประชามติในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569
.
การจัดงานเริ่มด้วยการกล่าวต้อนรับโดย นรเศรษฐ์ ปรัชญากร สมาชิกวุฒิสภา และประธานคณะกรรมาธิการพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งกล่าวว่านโยบายสาธารณะไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของประชาชนทุกคน ตั้งแต่การดำรงชีวิตประจำวัน สุขภาพ สิ่งแวดล้อม ไปจนถึงคุณภาพชีวิตโดยรวมของครอบครัวและสังคม
.
นรเศรษฐ์ระบุว่านโยบายสาธารณะคือสิ่งที่รัฐ “เลือกจะทำและไม่ทำ” ซึ่งส่งผลต่อประชาชนทั้งประเทศ โดยวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ถือเป็นวาระสำคัญเนื่องจากเป็นทั้งการเลือกตั้งและการออกเสียงประชามติ ซึ่งเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการเมืองไทยครั้งใหญ่ผ่านการเข้าคูหาประชามติเป็นครั้งแรก พื้นที่อย่าง Policy Watch Connect จึงมีความสำคัญในฐานะตัวเชื่อมเสียงของประชาชนไปถึงนักการเมืองและพรรคการเมือง
.
นรเศรษฐ์กล่าวเพิ่มเติมว่าโดยทั่วไปการหาเสียงเลือกตั้งมักเป็นการสื่อสารทางเดียวจากพรรคการเมืองสู่ประชาชน แต่การจัดงานครั้งนี้มุ่งกลับบทบาทให้ประชาชนเป็นฝ่ายริเริ่ม ตั้งคำถาม และร่วมออกแบบนโยบายสาธารณะ เพื่อเชื่อมโยงนโยบายของพรรคการเมืองเข้ากับความต้องการที่แท้จริงของประชาชน โดยในช่วงสองสัปดาห์ถัดจากนี้รัฐสภาจะเป็นพื้นที่เรียนรู้และพื้นที่ให้ประชาชนสอบถามพรรคการเมืองโดยตรง
งาน Policy Watch Connect 2026 จัดโดย Policy Watch ซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อทำหน้าที่ติดตามนโยบายรัฐบาล ร่วมกับสถาบันพระปกเกล้าและภาคประชาชน ได้แก่ คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) รวมถึงภาคีเครือข่ายกว่า 40 องค์กร โดยเนื้อหาของงานมุ่งชี้ให้เห็นว่านโยบายจำนวนมากในอดีตถูกออกแบบขึ้นโดยที่ประชาชนไม่มีส่วนร่วม และก่อนการเลือกตั้งประเทศไทยควรมีพื้นที่ให้ประชาชนได้ตรวจสอบนโยบายอย่างจริงจัง
.
นรเศรษฐ์ยังกล่าวถึงประเด็นวิกฤตสำคัญที่ถูกหยิบยกในงาน ได้แก่ วิกฤตสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นซ้ำทุกปี วิกฤตสุขภาพและระบบสาธารณสุขซึ่งภาระงานเพิ่มขึ้นแต่งบประมาณลดลง วิกฤตความมั่นคงจากบริบทโลกและปัญหาชายแดน วิกฤตความเหลื่อมล้ำที่ทิ้งคนจำนวนมากไว้ข้างหลัง และวิกฤตความศรัทธาต่อภาครัฐ ซึ่งล้วนเป็นประเด็นที่ไม่ควรถูกกำหนดโดยคนเพียงไม่กี่คน พร้อมระบุว่าวันสุดท้ายของงานจะเป็นการกำหนดนโยบายร่วมกันของภาคประชาชนโดยไม่ต้องรอพรรคการเมือง
ช่วงต่อมาเป็นเวทีเสวนา “ความหวังการเลือกตั้งฝ่าวิกฤตประเทศไทย” มีผู้ร่วมเสวนา ได้แก่ วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (Thai PBS) รศ.ประภาส ปิ่นตบแต่ง สมาชิกวุฒิสภา นพ.สุเทพ เพชรมาก เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ณัฐพงศ์ รอดมี ผู้ช่วยเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า และ นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โดยมี ณาตยา แวววีรคุปต์ ผู้อำนวยการศูนย์สื่อสารวาระทางสังคมและนโยบายสาธารณะ Thai PBS เป็นผู้ดำเนินรายการ
.
วันชัยกล่าวถึงประสบการณ์ส่วนตัวที่เริ่มสนใจการเมืองตั้งแต่ระดับประถมศึกษาและติดตามการเลือกตั้งมาโดยตลอด พร้อมสะท้อนพัฒนาการประชาธิปไตยไทยตั้งแต่รัฐธรรมนูญปี 2540 จนถึงการรัฐประหารปี 2549 ซึ่งนำไปสู่ความขัดแย้งและความแตกแยกทางการเมืองอย่างยืดเยื้อ
.
วันชัยยังยกตัวอย่างกรณีประเทศสิงคโปร์ที่ภาคประชาสังคมผลักดันให้รัฐบาลออกกฎหมายข้ามพรมแดนจัดการปัญหาหมอกควันจากการเผาป่าในอินโดนีเซียจนคุณภาพอากาศดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงนโยบายส่งเสริมการใช้จักรยานในแถบสแกนดิเนเวียที่เปลี่ยนเมืองได้ใน 20 ปี เพื่อชี้ให้เห็นพลังของนโยบายที่มาจากภาคประชาชนเมื่อรัฐยอมรับและนำไปใช้จริง
.
ด้าน รศ.ประภาสกล่าวว่าประเทศไทยกำลังเผชิญภาวะวิกฤตและความถดถอย รัฐบาลไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้จะมีนโยบายจากเบื้องล่างซึ่งเกิดจากประสบการณ์ตรงของผู้คนแต่ไม่ได้นำไปใช้โดยผู้มีอำนาจ เวที Policy Watch Connect จึงเปรียบเสมือน “ตลาดนัดนโยบาย” ที่เปิดโอกาสให้ภาคส่วนต่าง ๆ นำนโยบายสาธารณะจากเบื้องล่างมานำเสนอ และควรมีเครื่องมือเพื่อติดตามการนำนโยบายไปปฏิบัติจริง
.
ภายในงานมีการนำเสนอกรณีศึกษาจากสมาพันธ์คนไร้บ้านไทย เกี่ยวกับการทำงานร่วมกับคนไร้บ้านและการขับเคลื่อนโครงการ “ห้องเช่าคนละครึ่ง” ซึ่งดำเนินการไปแล้วประมาณร้อยละ 90 โดยตัวแทนคนไร้บ้านสะท้อนว่าคุณภาพชีวิตดีขึ้น ขณะที่สมาพันธ์ฯ ได้ยื่นข้อเสนอให้บรรจุสิทธิในที่อยู่อาศัยไว้ในรัฐธรรมนูญ รวมถึงการปลดล็อกที่ดินรัฐ การสร้างที่อยู่อาศัยแบบเช่าให้คนไร้บ้าน และกองทุนสวัสดิการป้องกันคนไร้บ้าน ซึ่ง รศ. ประภาสระบุว่าเป็นตัวอย่างของนโยบายที่กำลังถูกยกระดับเชิงโครงสร้าง
.
นพ.พงศ์เทพระบุว่าปัญหาสังคมมีความซับซ้อนและใหญ่เกินกว่าที่ภาครัฐจะจัดการได้เพียงลำพัง จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากภาคประชาสังคม ภาคเอกชน และชุมชน ขณะที่ณัฐพงศ์เน้นย้ำว่าการเลือกตั้งต้องบริสุทธิ์ยุติธรรม และนโยบายของคนตัวเล็กตัวน้อยควรถูกยกขึ้นสู่โต๊ะพรรคการเมือง พร้อมแสดงความกังวลต่อจำนวนบัตรเสียที่มากเกือบ 3 ล้านใบในการเลือกตั้งที่ผ่านมา และตั้งเป้าให้จำนวนบัตรเสียต้องลดลง
.
ผู้เข้าร่วมงานจากหลายภาคส่วนสะท้อนว่าการจัดเวทีครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการติดตามนโยบาย แต่เป็นการขยาย “เสียงของประชาชน” ไปสู่การเมืองระดับชาติ โดยผู้จัดงานระบุว่าจะมีการถ่ายทอดสดผ่าน YouTube ของ ThaiPBS และตัดต่อไปนำเสนอทางโทรทัศน์รัฐสภาและช่อง Thai PBS รวมถึงเผยแพร่เนื้อหาผ่านสื่อออนไลน์ เพื่อให้การมีส่วนร่วมของประชาชนเกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง ก่อนการเลือกตั้งและการออกเสียงประชามติที่กำลังจะมาถึง
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น