ร่วมเปิด ‘ประตูบานแรก’ สู่การเปลี่ยนแปลง นับถอยหลัง ‘เลือกตั้ง-ประชามติ’
เมื่อวานนี้ (13 มกราคม 2569) ในงาน Policy Watch Connect 2026 ซึ่งจัดที่รัฐสภา มีภาคประชาสังคมกว่า 40 องค์กรร่วม มีวงเสวนา Policy Forum ในหัวข้อ “รัฐธรรมนูญ การเลือกตั้ง และประชามติ” ถกประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการเลือกตั้ง สส. และการออกเสียงประชามติรัฐธรรมนูญที่จะมีขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ร่วมสนทนาโดย ศ. ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พงษ์ศักดิ์ จันทร์อ่อน ผู้อำนวยการมูลนิธิวีวอทช์ (We Watch) ณัชปกร นามเมือง เครือข่ายรณรงค์รัฐธรรมนูญ (CALL) ธนิสรา เรืองเดช ผู้ร่วมก่อตั้ง Wevis และร่วมแสดงความเห็นโดย นรเศรษฐ์ ปรัชญากร สมาชิกวุฒิสภาและประธานคณะกรรมาธิการพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค สมาชิกคณะกรรมาธิการพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ลัดดาวัลย์ ตันติวิทยาพิทักษ์ ประธานคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย มูลนิธิองค์กรกลางเพื่อประชาธิปไตย (P-NET) คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) ดำเนินรายการโดย ดร.เอกพันธุ์ ปิณฑวณิช - สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และอรุชิตา อุตมะโภคิน ผู้จัดการกลุ่มงานนวัตกรรมการสื่อสาร The Active Thai PBS
.
โดยวงสนทนาเน้นว่าการลงประชามติเพื่อร่างรัฐธรรมนูญใหม่เป็น “ด่านสำคัญ” และ "ประตูบานแรก" ในการฝ่าวิกฤตการเมืองไทยและเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมเป็น “เจ้าของกติกา” อย่างแท้จริง พร้อมทั้งมีการวิพากษ์ว่าการเมืองที่ผ่านมาและกติการัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันทำให้ประชาชนไม่ไว้วางใจ จึงต้องเร่งสร้างความเข้าใจและการมีส่วนร่วมก่อนวันลงคะแนนจริง
.
ปัจจุบันโพลมีมากมาย แต่โพลออนไลน์ต้องระวังว่าเป็นโพลของสื่อใด สนับสนุนพรรคใดผลก็ออกมาเช่นนั้น กลายเป็นปรากฏการณ์ "ชนเผ่า" ขั้วความคิดแตกละเอียดเกิน 2 ฝั่ง นักวิเคราะห์ทางการเมืองจึงต้องระวังไม่ให้ทำนายอย่างแม่นยำอย่างเดียว แต่ต้องระวังไม่ให้สังคมแตกแยกจากการสนับสนุนแต่หัวหน้าเผ่าของตนด้วย ทั้งสื่อและนักการเมืองก็ต้องระวังด้วยเช่นกัน
.
ขณะเดียวกันความขัดแย้งชายแดนไทย – กัมพูชาไม่ควรเกิดขึ้น ความรักชาติแม้จะอยู่ในคนไทยแต่ก็ไม่ควรมีปัญหากับเพื่อนบ้าน เมื่อกลายเป็นประเด็นทางการเมืองก็จะเป็นปัจจัยในการเลือกตั้งและการโหนกระแสรักชาติ พื้นที่จังหวัดชายแดน 6 – 7 จังหวัดเมื่อใกล้เลือกตั้งตนเชื่อว่าจะไม่กระทบกระทั่งอีก แต่ต่อให้ปะทะจริงก็ยังจัดเลือกตั้งในศูนย์อพยพได้
.
นอกจากนี้หลังการเลือกตั้งเสียงของประชาชนจะเป็นตัวตัดสินเป็นครั้งแรกเพราะไม่มีอำนาจ สว. แล้ว การทำประชามติรัฐธรรมนูญยังมีการรณรงค์น้อยมาก จึงต้องพยายามมากขึ้น จริง ๆ เลือกตั้งพร้อมประชามติบรรยากาศควรกระฉับกระเฉงกว่านี้ คงเป็นเพราะแสวง บุญมีบอกว่าทำไม่ได้ แต่หลังจากนี้คงจะดีขึ้น
.
คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เองก็ต้องรณรงค์เช่นเดียวกับให้คนไปใช้สิทธิ ถ้าไม่ทำก็เท่ากับล้มเหลว ไม่ใช่แค่ออกใบปลิวข้อดีข้อเสียเท่านั้น ครั้งนี้มีพรรคการเมืองมากถึง 53 พรรค ถ้ามองแง่ดีก็คือพรรคการเมืองมีความหวัง ความตื่นตัวของประชาชนก็สำคัญ ต้องบอกประชาชนว่าครั้งนี้เสียงของประชาชนจะตัดสินโดยไม่มีเสียง สว. แล้ว ปัญหาปากท้องจะเป็นหัวใจสำคัญในภาวะวิกฤตเศรษฐกิจตั้งแต่เกิดโควิด-19 ภัยพิบัติ และสงครามชายแดน แต่ก็ยังไม่มีพรรคการเมืองไหนที่นโยบายตรงใจประชาชน ประชาชนไม่ได้รอแค่เงินช่วยเหลือ 1 ครั้ง ตอนนี้เราเห็นการเกทับการด้วยตัวเลข แต่อยากเห็นพรรคการเมืองที่ให้โอกาสสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และเก็บเศษซากการทะเลาะเบาะแว้งของสังคม
.
สิริพรรณเผยว่าตนเคยมีข้อเสนอให้ กกต. ไปแล้วหลายข้อ เช่น ให้จัดเลือกตั้งล่วงหน้า 2 สัปดาห์ไปเลยไม่ใช่แค่วันเดียว หรือหมายเลข สส. แบบเขตและแบบบัญชีรายชื่อต้องตรงกัน แต่ กกต. ก็กังวลเรื่องการซื้อเสียงมากกว่าเรื่องการลงคะแนนผิด เรื่องบัตรเสีย กกต. ให้ทำเครื่องหมายกากบาทเพียงอย่างเดียวซึ่งจำเป็นหรือไม่ ที่เยอรมนีบอกว่าทำเครื่องหมายอะไรก็ได้ หรือจะกากบาทไม่เต็มช่องหรือเลยช่องมาเล็กน้อยก็ได้ แต่ของไทยถือว่าเป็นบัตรเสียทั้งหมด กกต. ควรอบรมคณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) และประกาศให้ชัด เพราะประชาชนยอมเสียเวลาไปเลือกตั้งแล้ว ที่ กกต. จะให้ประชาชนแสดงบัตรประชาชนและรับบัตรเลือกตั้ง 2 รอบก็เช่นกัน เพราะทำให้คนสูงวัยและคนพิการลำบาก ควรให้แสดงตนครั้งเดียวก็พอ จะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการจ้าง กปน. ด้วย
.
ตนเห็นด้วยว่าการทำประชามติสำคัญกว่าการเลือก สส. เพราะจะทำให้ได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่ตนก็ไม่ได้กังวลมากเพราะพรรคการเมืองทั้ง 2 พรรคที่สนับสนุนให้แก้รัฐธรรมนูญในการเลือกตั้ง 2566 คือพรรคเพื่อไทยกับพรรคก้าวไกลก็มีคนรวมกันถึง 24 ล้านเสียงแล้ว แต่ถ้าคนมาใช้สิทธิน้อยก็จะเสียความชอบธรรม ตนจึงขอเรียกร้องกดดันพรรคการเมืองให้แสดงจุดยืนชัดเจน เพราะบางพรรคก็ชัดเจนว่าจะรับหรือไม่รับ แต่บางพรรค เช่นพรรคภูมิใจไทยก็ไม่ชัดเจน หากรณรงค์ประชามติควบคู่กับการลงพื้นที่ก็จะแข็งแรงมาก อยากให้จัดเวทีให้พรรคการเมืองแสดงจุดยืนชัดเจน แม้ไม่เห็นชอบกับการแก้รัฐธรรมนูญก็ไม่เป็นไรแต่จุดยืนต้องชัด
.
รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีข้อบกพร่องในการตรวจสอบถ่วงดุลและสิทธิเสรีภาพ แต่ประชาชนก็อาจไม่ได้เข้าใจว่ารัฐธรรมนูญกระทบกับชีวิตอย่างไรเพียงพอ ยังไม่รู้สึกว่าเป็นเจ้าของรัฐธรรมนูญ จึงต้องสร้างวัฒนธรรมการใช้รัฐธรรมนูญใหม่ เพราะรัฐธรรมนูญที่ผ่านมาเป็นรัฐธรรมนูญของผู้เชี่ยวชาญ นักกฎหมาย และนักร้องเรียน แต่ประชาชนไม่ได้ใช้รัฐธรรมนูญเพื่อปกป้องสิทธิของตนเอง ไม่เหมือนที่อินเดียซึ่งผู้ค้าบริการทางเพศหรือคนฆ่าวัวอ้างรัฐธรรมนูญเพื่อประกอบอาชีพได้ แต่ไม่มีใครใช้รัฐธรรมนูญ 2560 เพราะเขียนเข้าใจยากมาก บางครั้งก็เขียนให้ย้อนไปดูมาตราอื่นในหมวดอื่น จึงต้องสร้างวัฒนธรรมการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ให้ชีวิตดีขึ้น ถ้าประชามติครั้งนี้ผ่านก็ต้องทำให้ประชาชนเข้าใจว่าจะกลับไปที่ ม.256 ใหม่ แต่ตนไม่อยากให้กลับไปเขียนใหม่เพราะอำนาจ สว. ก็จะยังอยู่ ทำให้เสียค่าทำประชามติไปฟรี ๆ จึงควรทำข้อมูลให้ประชาชนเห็นง่าย ๆ ว่าประชามติผ่านแล้วเป็นอย่างไรต่อ
.
ในช่วงท้ายสิริพรรณสรุปว่าตอนนี้สังคมไทยไม่ขาวก็ดำ แต่จริง ๆ มีตรงกลางด้วย นอกจากแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับซึ่งใช้เวลานานแล้วยังแก้รายมาตราได้ด้วย เรื่องที่ สว. น่าจะเห็นด้วยคือยกเลิกระบบการเสนอบัญชีรายชื่อนายกฯ ให้กลับสู่ระบบปกติของโลกที่เสนอชื่อ สส. เป็นนายกฯ เพื่อไม่ให้เกิดทางตันทางการเมือง ซึ่งต้องรณรงค์อย่างจริงจังและจริงใจมากกว่านี้
.
อย่างไรก็ตามบรรยากาศก็ดีขึ้นเรื่อย ๆ เพราะสื่อมวลชนให้ความสำคัญ มีเวทีโต้วาทีทำให้ประชาชนสนใจมากขึ้น การเลือกตั้งและประชามติครั้งนี้มีบัตร 3 ใบ คือ บัตรเลือกตั้งแบบเขต แบบบัญชีรายชื่อ และบัตรประชามติให้แก้รัฐธรรมนูญ ตนเชื่อว่าที่มีบัตรประชามติด้วยเพราะประชาชนส่วนใหญ่เห็นแล้วว่ารัฐธรรมนูญ 2560 มีปัญหา ทำประชามติแบบมัดมือชก คนรณรงค์ให้ไม่รับถูกดำเนินคดี แค่ขนเอกสารเฉย ๆ ก็เป็นคดีได้ กกต. ก็ไม่เป็นมิตร รัฐบาลเผด็จการทหารรณรงค์ได้ฝ่ายเดียว มีแต่เสียงเห็นชอบ เสียงไม่เห็นชอบไม่ได้ยิน และถ้าไม่เห็นชอบก็ไม่รู้ว่าจะต้องอยู่กับ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชาไปอีกกี่ปี
.
รัฐธรรมนูญ 2560 ทำให้คนไม่เท่ากัน สว. 250 คนเป็นเหมือน “พรรค สว.” มีอำนาจเลือกนายกฯ ด้วย แม้วันนี้ สว. จะไม่มีอำนาจเลือกนายกฯ แล้ว แต่ “พรรค สว.” ก็ยังอยู่และเลือกองค์กรอิสระเช่นศาลรัฐธรรมนูญได้ สิทธิเสรีภาพถูกเปลี่ยนเป็นหน้าที่ของรัฐ ซึ่งหลายเรื่องรัฐก็ไม่ทำก็ได้ แต่หากเขียนว่าเป็นสิทธิแล้วรัฐไม่ทำประชาชนก็ฟ้องได้รัฐธรรมนูญ 2560 ยังเอาสิทธิเสมอกันออกไป ให้เฉพาะผู้ยากไร้เท่านั้นที่ได้สวัสดิการ และยังให้รัฐอ้างความมั่นคงเพื่อจำกัดสิทธิเสรีภาพได้ จึงต้องมีบัตร 3 ใบและทำประชามติรัฐธรรมนูญใหม่
.
ทั้งนี้การทำประชามติวันที่ 8 กุมภาพันธ์เป็นเพียง "ประตูบานแรก" ว่าจะได้ทำรัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่ ส่วนบัตรเลือกตั้งอีก 2 ใบจะเลือก สส. ซึ่งเป็นผู้กำหนดวิธีร่างรัฐธรรมนูญ หากประชาชนเห็นด้วยกับกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญก็จะเปิด "ประตูบานที่สอง" หากเห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญใหม่ก็เป็นการเปิดประตูบานที่สาม เราอยากได้ระบอบที่คนไม่เท่ากันหรือไม่ มี สว. เลือกองค์กรอิสระหรือไม่ หากแพ้ประชามติครั้งนี้ก็ไม่รู้รัฐธรรมนูญจะอยู่อีกนานแค่ไหน เครือข่ายต่าง ๆ ได้เตรียมเนื้อหารัฐธรรมนูญใหม่ไว้แล้ว หากได้ร่างรัฐธรรมนูญใหม่หลายเรื่องก็จะดีขึ้นแน่นอน
.
ณัชปกรยังยกตัวอย่างกรณีต่างประเทศว่าหนึ่งในประเทศที่รัฐธรมนูญก้าวหน้ามากคือประเทศเอกวาดอร์ ซึ่งเขียนเรื่องแรงงานไว้เต็มหน้า ขณะที่รัฐธรรมนูญไทยเขียนไว้ไม่มาก พรรคการเมืองต้องมีจุดยืนกับรัฐธรรมนูญ 2560 เพราะประชาชนทุกข์ทนกับรัฐธรรมนูญมา 9 ปีแล้ว พรรคที่ไม่กล้าแสดงจุดยืนก็อย่าไปเลือก และต้องแสดงจุดยืนว่าถ้าประชามติผ่านแล้วจะทำอย่างไรต่อ จะให้อำนาจประชาชนในการร่างรัฐธรรมนูญใหม่มากแค่ไหน ไม่ใช่แค่บอกว่าให้เห็นชอบหรือไม่เท่านั้น
.
สำหรับประเด็นเรื่อง กกต. ณัชปกรกังวลกับการทำหน้าที่มากโดยเฉพาะบัตรเสียและนับคะแนนผิด แค่ผิดหน่วยละ 10 ใบทั่วประเทศก็รวมเป็นล้านแล้ว จากการเลือก สว. ที่ผ่านมาก็เห็นแล้วว่าถ่ายทอดสดได้จึงควรทำด้วย กกต. ควรแสดงความสามารถของตนแล้วประชาชนจะชื่นชม สำหรับประชาชน ตนขอเชิญชวนให้ไปใช้สิทธิให้มากที่สุด หากกระแสประชาชนมากพอจะชนะกระสุน ในการเลือกตั้ง อบต. ที่ผ่านมาก็พิสูจน์มาแล้ว เราเอาตัวเราออกไปคนเดียวไม่พอแต่ต้องชวนคนอื่นออกไปด้วย หาก กกต. ไม่มีความสามารถมากพอก็ต้องพึ่งประชาชนด้วย
พงษ์ศักดิ์ จันทร์อ่อน ผู้อำนวยการมูลนิธิวีวอทช์ (We Watch) กล่าวว่าการเลือกตั้งเป็นเครื่องมือที่ทุกคนมีส่วนร่วมได้ ทาง We Watch ก็ทำการจับตาการเลือกตั้งครบวงจร สรุปประเด็นปัญหา จัดทำรายงานการสังเกตการณ์และทำข้อเสนอยื่นให้ผู้เกี่ยวข้องเช่น คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กรรมาธิการต่าง ๆ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) และพรรคการเมืองเพื่อให้แก้ไขต่อไป พร้อมกับดึงคนรุ่นใหม่เข้ามามีส่วนร่วมในการเมืองมากขึ้น
.
พงษ์ศักดิ์เสนอว่าหลักการจัดการเลือกตั้งที่โลกยอมรับ อย่างแรกประชาชนต้องรู้สิทธิ ตัดสินใจใต้ข้อมูลที่เพียงพอรอบด้าน ไม่ใช่ได้เงินไม่กี่บาท ขณะที่การลงประชามติสำคัญกว่าการเลือก สส. เสียอีกแต่ประชาชนกลับได้ข้อมูลน้อยมากและต้องมาถามทาง We Watch พร้อมชี้ว่า กกต. ต้องทำให้ประชาชนรู้สิทธิและเข้าถึงสิทธิ ทั้งเรื่องการเลือกตั้งล่วงหน้านอกราชอาณาจักร และการเลือกตั้งของคนพิการ แต่ กกต. ก็ไม่ได้ใส่ใจมากนัก เช่น มีกรณีที่คนพิการทางสายตาต้องการให้ภรรยาไปช่วยกากบาทในคูหาเลือกตั้ง ซึ่งตามกฎหมายอนุญาตให้ทำได้แต่ประธานคณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) ไม่ยอม แต่ให้คนอื่นมากาให้และกาผิดหมายเลขจนเสียสิทธิ ขณะเดียวกันบัตรเสียก็มากถึงเกือบ 3 ล้านใบหรือร้อยละ 7.5 ทั้ง ๆ มาตรฐานระดับโลกที่ยอมรับได้คือที่ร้อยละ 3.5 ซึ่งส่งผลถึงการเลือกตั้งได้ นี่เป็นความรับผิดชอบของ กกต. ตนไม่รู้ว่า กกต. จะจัดการอย่างไร หากจะจ้างผู้ตรวจสอบการเลือกตั้งเป็นเวลา 2 เดือนก็ต้องใช้ภาษีถึงร้อยล้านบาททั้ง ๆ ที่ไม่ได้ทำงานเชิงรุกอย่างคุ้มค่า กลายเป็นภาระของภาคประชาชนที่ต้องออกมาปกป้องสิทธิของตนเอง
.
พงษ์ศักดิ์เสริมว่าหลังรัฐประหารมีการเอาเจ้าหน้าที่มหาดไทย เช่น ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน มาอยู่ในหน่วยเลือกตั้งซึ่งไม่เป็นกลาง ความรุนแรงเปลี่ยนจากความรุนแรงเชิงกายภาพเป็นความรุนแรงบนสื่อสังคมออนไลน์ซึ่งสร้างความรุนแรงเกลียดชังซับซ้อน ซึ่ง กกต. เองก็ยังแก้ปัญหาไม่ได้ นอกจากนี้ กกต. อ้างว่าได้จัดหน่วยเลือกตั้งพิเศษให้คนพิการ 14 หน่วยทั่วประเทศแต่ก็ไม่ครบ ควรจัดให้ครบทุกหน่วย ซึ่งจริง ๆ มีคู่มือการจัดหน่วยเลือกตั้งให้คนพิการแล้วแต่ก็ไม่เคยใส่ในคู่มือของ กปน. เลย
.
พงษ์ศักดิ์ระบุอีกว่าสังคมไทยพยายามอ้างบางอย่าง เช่น อ้างหลักการประชาธิปไตยที่แบ่งแยกอำนาจ แต่ กกต. เป็นองค์กรจัดการเลือกตั้งที่มีอำนาจมากในตัวเองแต่ผู้เดียว ผิดหลักการประชาธิปไตย ไม่เหมือนที่มาเลเซียที่แบ่งแยกองค์กรจัดการเลือกตั้ง ตรวจสอบการเลือกตั้ง และตรวจสอบจริยธรรมของเจ้าหน้าที่ออกจากกัน รัฐบาลชุดหน้าต้องใช้อำนาจเพื่อการเปลี่ยนแปลงเรื่องนี้ โดยตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการเลือกตั้งแยกออกมาจาก กกต. ไม่ให้ข้าราชการทำอีกต่อไป
.
พงษ์ศักดิ์ยังได้ยกตัวอย่างต่างประเทศเช่นประเทศฟิลิปปินส์ที่มีแรงงานไปทำงานในประเทศอื่น ๆ มากจึงสามารถเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรได้ผ่านสมาร์ตโฟน โดยระบบแน่นอนจนไม่มีข้อครหา ตนเคยพิการเดินไม่ได้ 2 ปีและอนาคตก็อาจเจ็บป่วยติดเตียงจึงต่อสู้เรื่องคนพิการมาก ที่อินโดนีเซียมีการเลือกตั้งในโรงพยาบาล แม้ผู้ป่วยติดเตียงก็เลือกตั้งได้ ที่พม่าก็เช่นกัน มีหน่วยเลือกตั้งไปให้คนป่วยพร้อมทั้งผู้สังเกตการณ์และ รปภ. หรือฟิลิปปินส์ก็ให้สิทธิเลือกตั้งแก่ผู้ต้องหา เป็นการโอบรับคนเข้ามา ทั้งนี้การจะแก้การซื้อเสียงได้ต้องเอาเรื่องการเลือกตั้งไปไว้ในระบบการศึกษาให้นักเรียนเรียนรู้และถกเถียง เยอรมนีก็ทำเช่นนี้ เป็นการแก้โครงสร้าง ซึ่งต้องฝากให้เป็นการบ้านของรัฐบาลชุดหน้า
.
พงษ์ศักดิ์เสนอว่าหลักการจัดการเลือกตั้งที่โลกยอมรับ อย่างแรกประชาชนต้องรู้สิทธิ ตัดสินใจใต้ข้อมูลที่เพียงพอรอบด้าน ไม่ใช่ได้เงินไม่กี่บาท ขณะที่การลงประชามติสำคัญกว่าการเลือก สส. เสียอีกแต่ประชาชนกลับได้ข้อมูลน้อยมากและต้องมาถามทาง We Watch พร้อมชี้ว่า กกต. ต้องทำให้ประชาชนรู้สิทธิและเข้าถึงสิทธิ ทั้งเรื่องการเลือกตั้งล่วงหน้านอกราชอาณาจักร และการเลือกตั้งของคนพิการ แต่ กกต. ก็ไม่ได้ใส่ใจมากนัก เช่น มีกรณีที่คนพิการทางสายตาต้องการให้ภรรยาไปช่วยกากบาทในคูหาเลือกตั้ง ซึ่งตามกฎหมายอนุญาตให้ทำได้แต่ประธานคณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) ไม่ยอม แต่ให้คนอื่นมากาให้และกาผิดหมายเลขจนเสียสิทธิ ขณะเดียวกันบัตรเสียก็มากถึงเกือบ 3 ล้านใบหรือร้อยละ 7.5 ทั้ง ๆ มาตรฐานระดับโลกที่ยอมรับได้คือที่ร้อยละ 3.5 ซึ่งส่งผลถึงการเลือกตั้งได้ นี่เป็นความรับผิดชอบของ กกต. ตนไม่รู้ว่า กกต. จะจัดการอย่างไร หากจะจ้างผู้ตรวจสอบการเลือกตั้งเป็นเวลา 2 เดือนก็ต้องใช้ภาษีถึงร้อยล้านบาททั้ง ๆ ที่ไม่ได้ทำงานเชิงรุกอย่างคุ้มค่า กลายเป็นภาระของภาคประชาชนที่ต้องออกมาปกป้องสิทธิของตนเอง
.
พงษ์ศักดิ์เสริมว่าหลังรัฐประหารมีการเอาเจ้าหน้าที่มหาดไทย เช่น ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน มาอยู่ในหน่วยเลือกตั้งซึ่งไม่เป็นกลาง ความรุนแรงเปลี่ยนจากความรุนแรงเชิงกายภาพเป็นความรุนแรงบนสื่อสังคมออนไลน์ซึ่งสร้างความรุนแรงเกลียดชังซับซ้อน ซึ่ง กกต. เองก็ยังแก้ปัญหาไม่ได้ นอกจากนี้ กกต. อ้างว่าได้จัดหน่วยเลือกตั้งพิเศษให้คนพิการ 14 หน่วยทั่วประเทศแต่ก็ไม่ครบ ควรจัดให้ครบทุกหน่วย ซึ่งจริง ๆ มีคู่มือการจัดหน่วยเลือกตั้งให้คนพิการแล้วแต่ก็ไม่เคยใส่ในคู่มือของ กปน. เลย
.
พงษ์ศักดิ์ระบุอีกว่าสังคมไทยพยายามอ้างบางอย่าง เช่น อ้างหลักการประชาธิปไตยที่แบ่งแยกอำนาจ แต่ กกต. เป็นองค์กรจัดการเลือกตั้งที่มีอำนาจมากในตัวเองแต่ผู้เดียว ผิดหลักการประชาธิปไตย ไม่เหมือนที่มาเลเซียที่แบ่งแยกองค์กรจัดการเลือกตั้ง ตรวจสอบการเลือกตั้ง และตรวจสอบจริยธรรมของเจ้าหน้าที่ออกจากกัน รัฐบาลชุดหน้าต้องใช้อำนาจเพื่อการเปลี่ยนแปลงเรื่องนี้ โดยตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการเลือกตั้งแยกออกมาจาก กกต. ไม่ให้ข้าราชการทำอีกต่อไป
.
พงษ์ศักดิ์ยังได้ยกตัวอย่างต่างประเทศเช่นประเทศฟิลิปปินส์ที่มีแรงงานไปทำงานในประเทศอื่น ๆ มากจึงสามารถเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรได้ผ่านสมาร์ตโฟน โดยระบบแน่นอนจนไม่มีข้อครหา ตนเคยพิการเดินไม่ได้ 2 ปีและอนาคตก็อาจเจ็บป่วยติดเตียงจึงต่อสู้เรื่องคนพิการมาก ที่อินโดนีเซียมีการเลือกตั้งในโรงพยาบาล แม้ผู้ป่วยติดเตียงก็เลือกตั้งได้ ที่พม่าก็เช่นกัน มีหน่วยเลือกตั้งไปให้คนป่วยพร้อมทั้งผู้สังเกตการณ์และ รปภ. หรือฟิลิปปินส์ก็ให้สิทธิเลือกตั้งแก่ผู้ต้องหา เป็นการโอบรับคนเข้ามา ทั้งนี้การจะแก้การซื้อเสียงได้ต้องเอาเรื่องการเลือกตั้งไปไว้ในระบบการศึกษาให้นักเรียนเรียนรู้และถกเถียง เยอรมนีก็ทำเช่นนี้ เป็นการแก้โครงสร้าง ซึ่งต้องฝากให้เป็นการบ้านของรัฐบาลชุดหน้า
ธนิสรา เรืองเดช ผู้ร่วมก่อตั้ง Wevis ให้ความเห็นว่า อยากให้มองการเลือกตั้งหรือประชามติเป็นสนามแข่งขัน มีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นผู้กำหนดกติกาให้ยุติธรรมที่สุด ทุกคนก็พยายามถอดบทเรียนให้แต่ กกต. กลับไม่ได้ตั้งใจฟัง พรรคการเมืองเป็นผู้เล่น แต่เราฝากความหวังเรื่องการเลือกตั้งที่เป็นธรรมให้พรรคการเมืองน้อยเกินไป มีการข้ามเส้นหรือไม่
.
ธนิสราเสนอว่าพรรคการเมืองไม่ควรโจมตีตัวบุคคลแต่ควรทำนโยบาย เราพยายามติดตามนโยบายการขับเคลื่อนนโยบายพรรคการเมือง เพราะเวลาหาเสียงมีแต่ประโยคสวย ๆ แต่ไม่มีเนื้อหาที่ชัดเจน WeVis จึงเรียกร้องให้พรรคการเมืองชัดเจนมากขึ้น โดยจะไม่ตัดสินว่าดีหรือไม่ดีแต่จะตัดสินว่าให้ข้อมูลกับประชาชนมากแค่ไหน ทำไมจึงทำ ทำอย่างไร ใครรับผิดชอบ เพื่อให้ไม่ใช่การขายฝัน
.
ขณะเดียวกันสงครามข้อมูลข่าวสารนั้นน่ากลัวมาก WeVis เก็บข้อมูลจากพรรคการเมืองและผู้สนับสนุนมาวิเคราะห์ความเกลียดชังที่เกิดขึ้นซึ่งน่ากลัวและมีมาก ยิ่งมีประเด็นชายแดนยิ่งมีกระแสชาตินิยมและความเห็นต่าง พรรคการเมืองควรประกาศจุดยืนและแนวทางการหาเสียง ทำความตกลงกับผู้สมัครของตนเองว่าเส้นใดที่จะไม่ข้าม สื่อมวลชนและพรรคการเมืองควรช่วยกันผลักดันประเด็นด้วยเช่นกันโดยประชาชนจะเป็นผู้ตัดสิน
.
ธนิสราตั้งคำถามเพิ่มว่าตนอยากรู้ว่าพรรคการเมืองคิดอย่างไร เพราะตอนนี้มีบางคนหลีกเลี่ยงคำถามเรื่องรัฐธรรมนูญของนักข่าวและภาคประชาสังคม ตนอยากให้พูดให้ชัดเจนและรณรงค์ไป เรื่องนโยบายตนอยากได้ยินเรื่องการแก้ปัญหาองค์กรอิสระและการเลือกตั้งไม่เป็นธรรม เปลี่ยนแปลงกฎกติกาเบื้องต้นที่จะให้คนเข้าไปทำงาน เรื่องประตูบานที่สองตนอยากได้ยินว่าจะแก้รัฐธรรมนูญอย่างไร ก่อนหน้านี้เรารณรงค์เรื่อง สสร. จากการเลือกตั้งแต่ตอนนี้อาจทำไม่ได้แล้ว แล้วประชาชนจะทำอย่างไร อยากให้พรรคการเมืองเปิดเผยว่าประชาชนจะเข้าไปมีส่วนร่วมได้อย่างไร เมื่อเลือกตั้งแล้วประชาชนจะติดตามการทำงานในสภา ทั้งการพูดและการลงมติ ต้องอธิบายกับประชาชนและคนที่เลือกได้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น