กาเห็นชอบรัฐธรรมนูญไม่เท่ากับตีเช็คเปล่าให้นักการเมือง เพราะยังมี 4 ด่านหินให้ต้องผ่าน
ข้อกังวลในสังคมที่ว่าหากการทำประชามติเพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ “ผ่าน” จะเท่ากับเป็นการตีเช็คเปล่าให้มีการร่างรัฐธรรมนูญอย่างไรก็ได้จริงหรือไม่นั้น ในความเป็นจริงแล้วกระบวนการดังกล่าวยังต้องเผชิญกับด่านตรวจสอบอย่างน้อยถึง 4 ชั้น
.
ประเด็นที่หลายฝ่ายกังวลอย่างยิ่งว่าการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะเปิดทางให้มีการแก้ไขหมวด 1 และหมวด 2 นั้น ขอให้พิจารณาข้อเท็จจริงจากร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 ที่ยังค้างการพิจารณาอยู่ในรัฐสภา โดยเฉพาะมาตรา 256/26/1 ซึ่งกำหนดให้นำหมวด 1 และหมวด 2 มาบัญญัติไว้โดย “ห้ามแก้ไข”
.
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568 รัฐสภาได้มีมติให้ความเห็นชอบในวาระที่ 2 ไปแล้วก่อนการยุบสภา แม้ผมจะไม่เห็นด้วยกับแนวทางดังกล่าวก็ตาม นั่นหมายความว่ารัฐบาลชุดใหม่ย่อมสามารถขอให้รัฐสภาเดินหน้าพิจารณาต่อในกรอบเดิมได้เช่นกัน
.
สำหรับข้อกังวลว่า หากประชามติเห็นชอบแล้ว จะเป็นการเปิดทางให้แก้ไขรัฐธรรมนูญได้อย่างเสรีราวกับ “ตีเช็คเปล่า” ผมต้องเรียนตรงไปตรงมาว่า ในทางปฏิบัติเป็นเรื่องที่ยากอย่างยิ่ง
.
ด่านแรก การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องผ่านประชามติจากประชาชน เพื่อให้ความเห็นชอบต่อ “วิธีการ” ในการจัดทำ ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของรัฐสภา
.
ด่านที่สอง เมื่อมีการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จแล้ว จะต้องนำร่างดังกล่าวไปให้ประชาชนทำประชามติเพื่อให้ความเห็นชอบต่อ “เนื้อหา” อีกครั้ง หากร่างที่ออกมาไม่เป็นที่ยอมรับของประชาชน ก็ย่อมไม่อาจผ่านประชามติได้ ต่อให้ไม่ไว้วางใจผู้ยกร่างอย่างน้อยก็ควรไว้วางใจเพื่อนร่วมชาติที่จะเป็นผู้ตัดสินผ่านบัตรลงคะแนนนี้
.
ด่านที่สาม ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 ที่ยังค้างอยู่ในรัฐสภา ได้วาง “เนื้อหาที่สำคัญ” ไว้ในมาตรา 256/26 โดยเฉพาะ (1) และ (2) ซึ่งเป็นการย้ำหลักการว่าด้วยระบอบการปกครองและรูปแบบรัฐ กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จึงยังคงอยู่ภายใต้กรอบของรัฐธรรมนูญเดิม หากมีเนื้อหาใดขัดหรือแย้งกับมาตรา 256/26 ก็ย่อมหลีกเลี่ยงไม่พ้นที่จะมีการยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งก็มีผู้พร้อมดำเนินการในประเด็นนี้อยู่แล้ว
.
ในประเด็นนี้ ยังมีข้อโต้แย้งที่ถูกหยิบยกขึ้นมาบ่อยว่า การ “จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” มิใช่การ “แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ” ดังนั้นข้อห้ามตามมาตรา 255 ที่กำหนดไว้ว่าไม่อาจแก้ไขเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองและรูปแบบรัฐจึงไม่ควรนำมาบังคับใช้กับกระบวนการนี้ ข้อแย้งลักษณะดังกล่าวมักถูกใช้เพื่อสร้างความหวาดระแวงและทำให้ประชาชนไม่กล้าลงประชามติเห็นชอบให้เดินหน้าการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
.
แต่ข้อเท็จจริงที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้คือการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่จะเกิดขึ้นนี้มิได้เกิดขึ้นในสุญญากาศ หากแต่เป็นกระบวนการที่ต้องดำเนินการ “ภายใต้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560” โดยศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยไว้อย่างชัดเจนว่าต้องใช้ช่องทางการแก้ไขเพิ่มเติมตามมาตรา 256 เพื่อเปิดทางไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และยังเน้นย้ำว่า การจัดทำดังกล่าว “ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติหมวด 15 ว่าด้วยการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ” ตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2568
.
ผมไม่เห็นด้วยกับกรอบคิดเช่นนี้ เพราะโดยหลักแล้วการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ควรเป็นการใช้อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญของประชาชนอย่างอิสระ แต่เมื่อศาลรัฐธรรมนูญได้วางกรอบไว้เช่นนั้น ความเป็นจริงทางกฎหมายในปัจจุบันก็คือการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ต้องอาศัยการแก้ไขมาตรา 256 เป็นประตูทางเข้า และเมื่อกระบวนการทั้งหมดถูกวางให้อยู่ภายใต้หมวด 15 แล้วย่อมไม่อาจเลือกหยิบเฉพาะมาตรา 256 โดยทำเป็นมองไม่เห็นมาตรา 255 ที่อยู่ในหมวดเดียวกันได้
.
กล่าวให้ชัด กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 คือกระบวนการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในเชิงโครงสร้างขนาดใหญ่ มิใช่การสถาปนารัฐธรรมนูญใหม่ที่หลุดพ้นจากกรอบเดิม มาตรา 255 ที่ล็อกระบอบการปกครองและรูปแบบรัฐจึงยังคงมีผลบังคับใช้อย่างสมบูรณ์ และหากมีความพยายามใดฝ่าฝืนกรอบดังกล่าวก็ไม่ต้องกังวลเพราะย่อมมีผู้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยอย่างแน่นอน
.
ด่านที่สี่ เมื่อการยกร่างรัฐธรรมนูญเสร็จสิ้น ก่อนจะนำไปจัดทำประชามติตามด่านที่สองร่างดังกล่าวยังต้องผ่านมติของรัฐสภา และยิ่งไปกว่านั้นวุฒิสภายังได้เสนอเงื่อนไขเพิ่มเติมว่าต้องได้รับเสียงเห็นชอบจากสมาชิกวุฒิสภาไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ซึ่งในทางรูปธรรมก็คือเสียงของ สว. ฝ่ายเสียงข้างมากนั่นเอง
.
เมื่อพิจารณาทั้งหมดจะเห็นได้ว่ากระบวนการนี้ถูกล็อกไว้ถึง 4 ด่าน ด่านที่หนึ่งและสองเป็นด่านที่สะท้อนเจตจำนงของประชาชนโดยตรง ซึ่งไม่ควรเป็นสิ่งที่ต้องหวาดกลัวตราบใดที่การจัดทำประชามติเป็นไปอย่างเสรีและเป็นธรรม ขณะที่ด่านที่สามและสี่กลับเป็นกลไกการควบคุมจากสถาบันอำนาจเดิม ทั้งบทบาทของศาลรัฐธรรมนูญ และเงื่อนไขเสียง 1 ใน 3 ของวุฒิสภาที่ถูกเพิ่มเข้ามา
.
พูดกันอย่างถึงที่สุดแล้ว กระบวนการที่เรียกว่า “การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” ภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 ภายใต้การกำกับของศาลรัฐธรรมนูญ และภายใต้กลไกการร้องเรียนที่พร้อมทำงานอยู่ตลอดเวลาเช่นนี้อาจยังเรียกไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเป็นการสถาปนารัฐธรรมนูญฉบับใหม่อย่างแท้จริง
.
เมื่อถูกล็อกไว้ถึงเพียงนี้จะยังกล่าวได้อย่างไรว่านี่คือการ “ตีเช็คเปล่า” และจะยังมีเหตุผลอะไรให้ต้องสร้างความกังวลเพื่อบั่นทอนความกล้าหาญของประชาชนในการลงประชามติเห็นชอบให้เดินหน้ากระบวนการนี้อีก
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น