ชี้ทางออกฝ่าวิกฤตการเมือง เขียนรัฐธรรมนูญใหม่ คืนอำนาจประชาชน




เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2569 ในงาน Policy Watch Connect 2026 ซึ่งจัดที่รัฐสภา มีภาคประชาสังคมกว่า 40 องค์กรร่วม มีวงเสวนา Policy Forum ในหัวข้อ “โครงสร้างการเมือง และการกระจายอำนาจ” ถกประเด็นสำคัญเกี่ยวกับโครงสร้างการเมือง รัฐธรรมนูญ และการกระจายอำนาจ ร่วมสนทนาโดย ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) ลัดดาวัลย์ ตันติวิทยาพิทักษ์ ประธานคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) ผศ.ณัฐกร วิทิตานนท์ ที่ปรึกษาเครือข่ายอำนาจท้องถิ่นกำหนดอนาคตตนเอง สุภาภรณ์ มาลัยลอย ผู้จัดการมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW)
.
ร่วมแสดงความเห็นโดย อภินันท์ เผือกผ่อง สมาชิกวุฒิสภาและประธานคณะอนุกรรมาธิการด้านการกระจายอำนาจ การถ่ายโอนภารกิจและการจัดสรรรายได้ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และการปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ วีรยุทธ สร้อยทอง สมาชิกวุฒิสภาและประธานคณะอนุกรรมาธิการพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค แสงศิริ ตรีมรรคา เลขาธิการคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) เครือข่ายรณรงค์รัฐธรรมนูญ (Constitution Advocacy Alliance - CALL) ActLab Thailand เครือข่ายอำนาจท้องถิ่นกำหนดอนาคตตนเอง (RSDN) นพ.ปรีดา แต้อารักษ์ สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ดำเนินรายการโดย อ. ดร.ปุรวิชญ์ วัฒนสุข คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และบุศย์สิรินทร์ ยิ่งเกียรติกุล ผู้สื่อข่าว The Active และ Policy Watch Thai PBS
.
โดยวงสนทนาสะท้อนวิกฤตความเหลื่อมล้ำทางทรัพยากรที่ฝังรากลึกในสังคมไทย ผู้ร่วมสนทนาต่างสะท้อนตรงกันว่าแก่นปัญหาการเมืองไทยอยู่ที่รัฐธรรมนูญ 2560 ซึ่งออกแบบให้รวมศูนย์อำนาจ เพิ่มบทบาทองค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญ ลดทอนอำนาจประชาชน พรรคการเมือง และท้องถิ่น ส่งผลให้การเลือกตั้งไม่แปรเปลี่ยนเป็นนโยบายได้จริง เกิดความเหนื่อยล้าทางการเมือง การตรวจสอบถ่วงดุลบิดเบี้ยว และการพัฒนาถูกกำหนดจากส่วนกลางโดยไม่สอดคล้องบริบทพื้นที่ ผู้ร่วมเสวนาเห็นพ้องว่าการกระจายอำนาจต้องไปพร้อมกันทั้ง “งาน คน เงิน และอำนาจตัดสินใจ” รวมถึงการเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนตรวจสอบใกล้ชิด พร้อมเสนอให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ลดอำนาจรัฐ เพิ่มอำนาจประชาชน วางหลักประกันการปกครองตนเองของท้องถิ่น เสริมความเข้มแข็งพรรคการเมือง และทำให้องค์กรอิสระยึดโยงกับประชาชน เพื่อให้การเลือกตั้งและการเมืองกลับมาสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายได้จริงอีกครั้ง

ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) กล่าวในเวทีเสวนาว่า ปัญหาของสังคมไทยไม่ใช่ประชาชนเบื่อการเมือง แต่เป็นความเหนื่อยล้าที่เกิดจากการทุ่มเททางการเมืองแล้วไม่ได้ผลลัพธ์ตามที่ควรจะเป็น พรรคการเมืองที่ประชาชนเลือกชนะการเลือกตั้งกลับไม่ได้จัดตั้งรัฐบาล ขณะเดียวกันช่องทางการมีส่วนร่วมอื่น ๆ ก็ถูกปิดตาย การเข้าชื่อเสนอร่างกฎหมายต้องใช้เวลานานกว่าจะเข้าสู่วาระพิจารณา และเมื่อเริ่มพิจารณาก็เผชิญอุปสรรคจนกระทั่งยุบสภา ทำให้การเมืองยิ่งห่างไกลจากชีวิตประจำวันของประชาชน ทั้งยังมีความซับซ้อนเชิงเทคนิคในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หากระบบการเมืองเป็นปกติ ผู้ชนะเลือกตั้งสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ กระบวนการถอดถอนมีความเปิดเผย โปร่งใส และเข้าใจได้ แม้รัฐบาลจะล้มก็ยังอธิบายได้ แต่เมื่อพรรคการเมืองถูกยุบและนักการเมืองถูกตัดสิทธิ์โดยศาลรัฐธรรมนูญการเมืองก็ยิ่งห่างจากประชาชน อย่างไรก็ตาม หลังจากการเลือกตั้งรอบนี้ที่ไม่มีสมาชิกวุฒิสภาเข้ามาเกี่ยวข้อง ประชาชนอาจเริ่มเห็นว่าเสียงของตนเองมีคุณค่ามากขึ้น
.
ยิ่งชีพระบุด้วยว่ารัฐธรรมนูญปัจจุบันให้ความสำคัญกับบทบัญญัติเรื่องศาลรัฐธรรมนูญอย่างมากแต่แทบไม่กล่าวถึงการกระจายอำนาจ แตกต่างจากรัฐธรรมนูญปี 2540 ที่เขียนเรื่องการกระจายอำนาจและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไว้อย่างชัดเจน โดยยืนยันความเป็นอิสระของท้องถิ่นจากรัฐส่วนกลาง ขณะที่รัฐธรรมนูญ 2560 แม้จะนำบางมาตรามาใช้แต่ตัดทอนสาระสำคัญออกไป จึงสะท้อนหลักคิดของผู้ร่างอย่างชัดเจน พร้อมย้ำว่าตนเองไม่มีสูตรสำเร็จว่าจะเขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ด้านการกระจายอำนาจอย่างไร เช่นเดียวกับในช่วงก่อนปี 2539 ที่ยังไม่มีใครเห็นภาพชัดว่ารัฐธรรมนูญ 2540 จะออกมาเป็นอย่างไร แต่สิ่งสำคัญคือการเริ่มต้นกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่และเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมเช่นเดียวกับที่รัฐธรรมนูญ 2540 เคยก่อให้เกิดนวัตกรรมทางการเมืองใหม่ ๆ อย่างศาลปกครองและองค์กรอิสระ
.
ยิ่งชีพกล่าวเพิ่มเติมว่าความฝันในยุคของรัฐธรรมนูญ 2540 ผ่านมานานแล้ว ตัวอย่างเช่น การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครที่มีมากว่า 50 ปี และไม่เคยมีเสียงเรียกร้องให้ส่วนกลางกลับไปแต่งตั้งผู้ว่าฯ แทน จังหวัดอื่น ๆ จึงมีความปรารถนาในลักษณะเดียวกัน แต่รัฐธรรมนูญ 2560 ไม่ได้เขียนเรื่องการกระจายอำนาจไว้อย่างชัดเจน ทำให้การแก้ปัญหาไม่อาจทำได้เพียงแก้กฎหมายรายมาตราแต่จำเป็นต้องจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เพื่อบรรจุ “ความฝันใหม่ ๆ” ของสังคม เช่น แนวคิดจังหวัดจัดการตนเองอย่างเชียงใหม่มหานคร พร้อมทั้งต้องเขียนหมวดการกระจายอำนาจให้ชัดเจนว่าจังหวัดสามารถเรียกร้องการจัดการตนเองได้โดยไม่ขัดต่อหลักรัฐเดี่ยวตามมาตรา 1
.
ยิ่งชีพย้ำว่ารัฐธรรมนูญ 2560 มีปัญหาจำนวนมาก การแก้ไขรายมาตราจะต้องแก้หลายร้อยมาตรา ใช้เวลานาน และอาจต้องทำประชามติหลายครั้ง ซึ่งไม่ตอบโจทย์ทั้งหมด แตกต่างจากการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่เปิดพื้นที่ให้บรรจุความฝันและจินตนาการที่หลากหลายของสังคมไทยในปัจจุบัน แม้การแก้รายมาตราจะทำไปก่อนก็ได้แต่สุดท้ายก็ยังจำเป็นต้องมีกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ควบคู่กันไป เพื่อให้กติกาการเมืองสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมในรอบกว่า 30 ปีที่ผ่านมา

ลัดดาวัลย์ ตันติวิทยาพิทักษ์ ประธานคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) กล่าวในเวทีเสวนาว่า ปัญหาทั้งหมดเป็นผลจากโครงสร้างทางการเมืองที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ โดยผู้ร่างรัฐธรรมนูญออกแบบกติกาเพื่อตนเองและเพื่อควบคุมประชาชน มีกลไกที่สามารถควบคุมพรรคการเมืองและแม้แต่องค์กรอิสระได้ รัฐธรรมนูญเขียนเรื่องรัฐสภาไว้มากแต่แทบไม่เขียนเรื่องพรรคการเมือง ขณะเดียวกันกลับเปิดช่องให้ยุบพรรคได้ง่าย ส่งผลให้พรรคการเมืองไม่มั่นคง และหากไม่จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ความเบื่อหน่ายทางการเมืองของประชาชนก็จะดำรงอยู่ต่อไป
.
ลัดดาวัลย์ระบุว่าการปรับปรุงแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นสิ่งจำเป็น โดยคำกล่าวที่ว่าเป็นการ “คืนอำนาจให้ประชาชน” นั้นเป็นเพียงอำนาจเสี้ยววินาทีเท่านั้น ขณะที่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะคืนอำนาจให้ประชาชนอย่างแท้จริง โดยเฉพาะหากการลงประชามติในวันที่ 8 กุมภาพันธ์เห็นชอบให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ ประชาชนจะได้มีอำนาจในการตรวจสอบ และแม้แต่มีส่วนร่วมในการคัดเลือกองค์กรอิสระเพื่อทำหน้าที่หยุดยั้งการทุจริต
.
ลัดดาวัลย์กล่าวถึงประสบการณ์ทำงานในคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นเวลากว่า 10 ปีว่า ในช่วงเริ่มต้นองค์กรอิสระมีความเป็นอิสระอย่างแท้จริง กกต. มีการแจกใบเหลืองใบแดงจนได้รับคำชื่นชม แต่เมื่อการเมืองเริ่มเข้าใจกลไกการทำงานของ กกต. ความเป็นอิสระก็ลดลง แม้ยังมีการทุจริตการเลือกตั้งอยู่แต่การลงโทษกลับน้อยลง สภาองค์กรชุมชนที่ทำงานร่วมกับ กกต. เมื่อรายงานการทุจริตก็ไม่ได้รับการตอบสนอง เนื่องจากภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 กกต. มาจากการอนุมัติของวุฒิสภา ทำให้เกิดความสัมพันธ์เชิงอำนาจและสูญเสียความเป็นอิสระ ไม่สามารถทำงานตอบสนองต่อการเมืองและการเลือกตั้งได้อย่างแท้จริง
.
ลัดดาวัลย์ยังกล่าวถึงบทบาทของศาลรัฐธรรมนูญว่าคำวินิจฉัยของศาลจำเป็นต้องได้รับการยอมรับจากสังคม หากนักวิชาการและสังคมไม่ยอมรับก็ย่อมตั้งคำถามถึงความจำเป็นของศาล ล่าสุดกรณีไม่ให้ผู้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ทั้งที่ศาลต้องวินิจฉัยเป็นประเด็นในคำถาม แต่กลับมีการตอบนอกคำถามโดยไม่อธิบายเหตุผลและยังผูกมัดทุกองค์กร ทำให้เห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ควรจำกัดบทบาทศาลรัฐธรรมนูญให้ทำหน้าที่เพียงออกคำแนะนำไม่ใช่มีอำนาจกว้างขวางเช่นในปัจจุบัน
.
ในประเด็นการกระจายอำนาจ ลัดดาวัลย์กล่าวว่าสภาองค์กรชุมชนได้ทำจังหวัดนำร่องด้านการจัดการตนเองเพื่อพิสูจน์ว่าประชาชนในพื้นที่มีความพร้อม สามารถบริหารจัดการได้จริงโดยเฉพาะเรื่องการจัดการภาษี ซึ่งปัจจุบันจังหวัดต้องส่งภาษีไปส่วนกลางแล้วรอจัดสรรกลับมา เปรียบเสมือนการรอฝนจากฟ้า รัฐธรรมนูญใหม่จึงควรเปลี่ยนแนวคิดโดยให้จังหวัดส่งภาษีไปส่วนกลางเพียงร้อยละ 35 และเก็บส่วนที่เหลือไว้พัฒนาตนเอง พร้อมเปิดโอกาสให้จังหวัดออกแบบระบบภาษีของตนเองรวมถึงการจัดการพลังงาน เช่น การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ และการสร้างความร่วมมือระหว่างจังหวัด ทั้งนี้บางเรื่องสามารถดำเนินการได้โดยไม่ต้องรอรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
.
ลัดดาวัลย์ยังเสนอให้มี “สภาพลเมือง” ทำหน้าที่ตรวจสอบถ่วงดุลกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นพื้นที่กลางของอาสาสมัครที่ไม่มีค่าตอบแทน ทำหน้าที่ตรวจสอบ เปิดเผยข้อมูลให้โปร่งใส และหากพบการทุจริตก็ต้องมีกระบวนการถอดถอนตามมา พร้อมเรียกร้องให้พรรคการเมืองสนับสนุนแนวคิดนี้ รวมถึงการให้ท้องถิ่นเก็บรายได้ไว้ร้อยละ 35 - 50เพื่อพัฒนาตนเอง โดยมองว่าหากท้องถิ่นมีทรัพยากรก็จะดึงดูดคนเข้ามาทำงานและสามารถแก้ปัญหาได้ด้วยตนเอง

ลัดดาวัลย์กล่าวด้วยว่าองค์กรอิสระในอดีตมีหน้าที่ตรวจสอบถ่วงดุล แต่ปัจจุบันกลับทำหน้าที่ลดลง ขณะที่ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจมากเกินไป จึงควรปรับบทบาทให้จำกัดอยู่เฉพาะการให้คำแนะนำต่อรัฐสภาและวินิจฉัยเฉพาะประเด็นสำคัญ ไม่ควรมีอำนาจยุบพรรค องค์กรอิสระอย่าง ป.ป.ช. และ กกต. ควรมาจากการสรรหาของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพื่อให้ยึดโยงกับประชาชน และต้องแยกอำนาจระหว่างกรรมการกับสำนักงานอย่างชัดเจนไม่ให้ล้วงลูกถึงการบริหารภายใน พร้อมทั้งเห็นว่าพรรคการเมืองจำเป็นต้องมีบทบัญญัติรองรับในรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน เพื่อให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง เป็นประชาธิปไตย และยึดโยงกับประชาชน ไม่ตกอยู่ใต้อิทธิพลของทุน


ผศ.ณัฐกร วิทิตานนท์ ที่ปรึกษาเครือข่ายอำนาจท้องถิ่นกำหนดอนาคตตนเอง กล่าวว่าการเลือกตั้งท้องถิ่นของไทยเริ่มมาตั้งแต่ปี 2537 โดยช่วงแรกเป็นการเลือกตั้งโดยอ้อมในลักษณะคล้ายระบบรัฐสภา ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นการเลือกตั้งโดยตรงในปี 2547 ซึ่งทำให้การเมืองท้องถิ่นแตกต่างจากการเมืองระดับชาติ เนื่องจากประชาชนได้เลือกผู้บริหารโดยตรงและรู้จักผู้สมัครอย่างใกล้ชิด เห็นได้จากการเลือกตั้งครั้งล่าสุดที่ผู้บริหารท้องถิ่นคนเดิมหลายพื้นที่สอบตกเป็นจำนวนมาก รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันไม่ได้ทำลายการเมืองท้องถิ่นโดยตรง แต่ทำให้การกระจายอำนาจชะลอลงและถดถอย จนคำว่า “กระจายอำนาจ” เลือนหายไป โดยเฉพาะการกระจายอำนาจไปยังภาคเอกชนและภาคประชาชนซึ่งบางเรื่องอาจทำได้ดีกว่ารัฐ
.
ณัฐกรระบุว่ารัฐธรรมนูญปี 2540 สามารถขับเคลื่อนการกระจายอำนาจได้จริงเพราะมีการกำหนดรายละเอียดและกรอบเวลาไว้อย่างชัดเจน ไม่เพียงกระจายอำนาจไปสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเท่านั้นแต่ยังรวมถึงภาคประชาสังคมและภาคเอกชนด้วย ขณะที่การกระจายอำนาจมีหลายมิติ เช่น มิติการขนส่งซึ่งการออกใบอนุญาตไม่ควรถูกรวมศูนย์ไว้ที่กรมการขนส่งทางบก อย่างไรก็ตามหลังการรัฐประหารโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติได้มีการดึงอำนาจกลับไปสู่ส่วนกลางโดยอ้างปัญหาการทุจริตในท้องถิ่น เช่น การสอบบรรจุบุคลากร แต่กลับไม่ทำให้การทุจริตลดลง ซ้ำยังทำให้ได้บุคลากรที่ท้องถิ่นไม่ต้องการเข้ามาแทน แม้จะมีการแก้ไขกฎหมายบางส่วนแล้วแต่กระบวนการก็สะดุดลงจากการยุบสภา ขณะเดียวกันในมิติการคลังแม้จะมีเรื่องภาษีเป็นกลไกสำคัญ แต่หลังรัฐประหารการโอนงบประมาณไปให้ท้องถิ่นก็ชะลอตัวลงอย่างชัดเจน
.
ณัฐกรกล่าวต่อว่าในมิตินโยบายบางเรื่องไม่จำเป็นต้องแก้กฎหมายแต่ต้องอาศัย “ความจริงใจ” ของผู้มีอำนาจ ปัจจุบันมีแผนการกระจายอำนาจอยู่ 2 แผน ขณะที่แผนที่ 3 ยังเป็นเพียงร่าง เมื่อไม่มีการประกาศใช้ก็ไม่เกิดการปฏิบัติจริง ในมิติการจราจรควรให้ท้องถิ่นเป็นผู้จัดการแทนตำรวจซึ่งรับใช้ส่วนกลาง แม้แต่กรุงเทพมหานครที่ดูเหมือนมีอำนาจมากก็ยังจัดการได้เพียงทางเท้าแต่ไม่สามารถจัดการท้องถนนได้เพราะอยู่ในอำนาจตำรวจ หากมีความจริงใจก็เพียงผลักดันให้แผนที่มีอยู่เดินหน้าโดยไม่จำเป็นต้องแก้กฎหมายแต่ปรับแก้ระเบียบ เช่น ระเบียบกระทรวงการคลังที่จำกัดการใช้จ่ายของท้องถิ่น หรือแม้แต่ระเบียบเล็ก ๆ อย่างการแจกผ้าห่มที่ยังกำหนดเงื่อนไขว่าต้องหนาวระดับใดและนานเท่าใด ท้องถิ่นควรมีอำนาจออกระเบียบเอง แทนที่จะขึ้นกับกระทรวงมหาดไทยซึ่งไม่เข้าใจบริบทในพื้นที่
.

ณัฐกรกล่าวทิ้งท้ายว่าการกระจายอำนาจสามารถทำได้หลายแนวทาง แนวทางที่ง่ายกลับไม่ค่อยมีใครปฏิบัติตาม ขณะที่แนวทางที่ยากที่สุดคือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ดังนั้นประชาชนจึงควรออกไปใช้สิทธิลงคะแนนเห็นชอบให้มากที่สุดเพื่อกดดันพรรคการเมืองให้เดินหน้าการกระจายอำนาจอย่างจริงจัง


สุภาภรณ์ มาลัยลอย ผู้จัดการมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW) กล่าวว่าวันที่ 8 กุมภาพันธ์ประชาชนไม่ได้ต้องการเพียงการเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น แต่ต้องการอำนาจในการตัดสินใจและการเข้าถึงโครงสร้างอำนาจด้วย โดยชี้ว่ารัฐธรรมนูญ 2560 เพิ่มอำนาจให้รัฐและลดอำนาจของประชาชน แตกต่างจากรัฐธรรมนูญ 2540 ที่เขียนให้มีการกระจายอำนาจสู่ชุมชนและท้องถิ่นและเพิ่มอำนาจให้ประชาชน ขณะที่รัฐธรรมนูญปัจจุบันกำหนดให้ส่วนกลางเป็นผู้จัดทำยุทธศาสตร์ชาติทำให้ประชาชนไม่มีส่วนร่วม และรัฐบาลทุกชุดแม้มาจากการเลือกตั้งก็ต้องพัฒนาและจัดทำงบประมาณภายใต้กรอบดังกล่าว พร้อมทั้งผลักดันเขตเศรษฐกิจพิเศษในทุกภูมิภาค ส่งผลให้การตัดสินใจถูกรวมศูนย์และมีการส่งคนจากส่วนกลางเข้าไปกำหนดทิศทางการพัฒนาโดยไม่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและสิทธิของประชาชนในพื้นที่
.
สุภาภรณ์ระบุว่าปัญหาการเข้าถึงที่ดินและทรัพยากรซึ่งเดิมก็มีอยู่แล้วยิ่งรุนแรงขึ้นจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่รวมศูนย์อำนาจการตัดสินใจ ทำให้การพัฒนาเอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มทุนผูกขาดขนาดใหญ่ที่ใกล้ชิดรัฐบาล ขณะที่การมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นเพียงการทำให้ครบตามขั้นตอนแต่ไม่ได้มีอำนาจร่วมตัดสินใจอย่างแท้จริง อำนาจของภาคประชาชนและท้องถิ่นควรเพิ่มขึ้นเพื่อให้สามารถจัดการทรัพยากรในพื้นที่ของตนเองได้ เนื่องจากแต่ละพื้นที่มีปัญหาและบริบทที่แตกต่างกันจึงจำเป็นต้องกระจายอำนาจให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง โดยการลงประชามติเห็นชอบให้มีรัฐธรรมนูญใหม่ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์จะเป็นการลดอำนาจรัฐและเพิ่มอำนาจประชาชน ซึ่งเป็นทิศทางแห่งความหวังในการเลือกผู้แทน และเมื่อ สส. เข้าสภาแล้วควรคำนึงถึงประชาชนพร้อมร่วมกันเพิ่มอำนาจประชาชนผ่านการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
.
สุภาภรณ์ตั้งคำถามว่าเหตุใดสังคมจึงกังวลเรื่องการทุจริตเฉพาะในระดับท้องถิ่น ทั้งที่กรณีตึกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ถล่มสะท้อนปัญหาในระดับส่วนกลางเช่นกัน พร้อมเสนอให้เปิดเผยข้อมูลรายได้และรายจ่ายขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่อสาธารณะเพื่อให้ประชาชนร่วมตรวจสอบ ปรับแนวคิดการพัฒนาจากการเน้นความมั่นคงและตัวเลข GDP ไปสู่ความสุขและคุณภาพชีวิตของประชาชน เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหามลพิษเช่นที่เกิดขึ้นในจังหวัดลำพูนและพื้นที่ภาคตะวันออก โดยควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาเด็กเล็ก การเข้าถึงน้ำและที่ดิน การดูแลผู้สูงอายุที่เชื่อมโยงกับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล เพื่อลดภาระค่าใช้จ่าย และดูแลคุณภาพชีวิตของประชาชนตั้งแต่เกิดจนตาย
.
สุภาภรณ์ย้ำว่าการกระจายอำนาจไม่ใช่เพียงการถ่ายโอนงาน แต่ต้องกระจายองค์ความรู้และทรัพยากรไปพร้อมกัน เพราะการตรวจสอบในพื้นที่จะใกล้ชิดและมีประสิทธิภาพกว่าส่วนกลาง จึงจำเป็นต้องเขียนรัฐธรรมนูญให้ลดอำนาจรัฐและเพิ่มอำนาจประชาชน พร้อมระบุว่าภาคประชาชนได้รวบรวมข้อเสนอและยื่นต่อพรรคการเมืองแล้ว แต่ทุกอย่างจะไม่เปลี่ยนแปลงหากไม่เปลี่ยนรัฐธรรมนูญเนื่องจากยังติดอยู่ในกรอบเดิม จึงต้องเห็นชอบให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ รวมถึงต้องมีการปฏิรูปคณะกรรมการการเลือกตั้ง เพื่อให้กระบวนการเลือกตั้งเป็นสิ่งที่ประชาชนเข้าใจและเข้าถึงได้อย่างสะดวก



ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

เอกสารงบประมาณ 2569 (ขาวคาดแดง)

แจกเอกสารประกอบการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 69 : เศรษฐกิจ-สังคม-ความมั่นคง-ภัยพิบัติ-บริหาร

เก็บตกข้อเสนอภาควิชาการ เลือกตั้งเสรีและเป็นธรรม หน้าตาเป็นอย่างไร?