ชำแหละกลเกมกับดัก รธน. 60 สู่เหตุผลว่าทำไมต้อง #8กุมภากาเห็นชอบ
เมื่อวันที่ 14 มกราคมที่ผ่านมา ผมได้ร่วมวงคุยปัญหาของรัฐธรรมนูญ 2560 และความฝันรัฐธรรมนูญใหม่ในกิจกรรม Yes We Run ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต จัดโดยเครือข่ายประชาชนร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ร่วมกับกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม และองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
.
โดยสิ่งที่ผมอยากชวนสังคมมองให้ชัดคือความพยายามอย่างต่อเนื่องในการสกัดกั้น “ข้อต่อ” ระหว่างประชาชนในฐานะผู้ลงคะแนนเลือกนโยบาย กับรัฐบาลในฐานะผู้ส่งมอบนโยบาย ความกลัวที่แท้จริงของชนชั้นนำไม่ใช่การเลือกตั้งในตัวมันเอง หากคือการที่พรรคการเมืองสามารถสร้าง “อำนาจนำ” หรืออำนาจครองจิตครองใจผ่านนโยบายที่จับต้องได้ ตั้งแต่ช่วงหลังปี 2540 เป็นต้นมา ประชาชนเริ่มเรียนรู้ว่าการเข้าคูหาไม่ได้เป็นเพียงพิธีกรรมทางการเมือง แต่คือการกำหนดทิศทางอนาคตของตนเองได้จริง
.
แต่รัฐธรรมนูญปี 2550 และโดยเฉพาะรัฐธรรมนูญปี 2560 ถูกออกแบบมาเพื่อตัดตอนความเชื่อมโยงนั้น นโยบายถูกทำให้ไม่สามารถแปรเปลี่ยนเป็นรัฐบาลได้โดยตรง ประชาชนอาจเห็นภาพอนาคตจากการเลือกตั้ง แต่กลับไม่เห็นหน้าตาของรัฐบาลที่ควรเกิดขึ้นจากเสียงข้างมากของตนเอง เหตุการณ์หลังการเลือกตั้งวันที่ 14 พฤษภาคม 2566 คือหลักฐานชัดเจน ภาพฝันของรัฐบาลที่สะท้อนเจตจำนงของประชาชนถูกสกัดด้วยกลไกบทเฉพาะกาล โดยเฉพาะอำนาจของสมาชิกวุฒิสภา 250 คนในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี
.
ต่อมาในปี 2567 เราอาจกังวลเรื่องรัฐประหารในความหมายเดิม แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือ “รัฐประหารในระบบรัฐธรรมนูญ” ผ่านองค์กรอิสระ พรรคการเมืองที่ได้รับคะแนนสูงสุดถูกยุบ อำนาจฝ่ายนิติบัญญัติถูกสั่นคลอน นายกรัฐมนตรีถูกถอดถอน แม้จะถกเถียงกันเรื่องความชอบธรรมทางการเมือง แต่ผลลัพธ์คือบรรยากาศแห่งความหวาดกลัว หรือ chilling effect การเมืองไม่กล้าฝัน ไม่กล้าเสนอ และไม่กล้าขยายสิทธิของประชาชน
.
บรรยากาศเช่นนี้สะท้อนชัดในกรณีการออกเสียงประชามติ ทั้งที่กฎหมายเปิดช่องให้มีการออกเสียงล่วงหน้าหรือผ่านไปรษณีย์ได้ แต่ กกต. กลับไม่กล้าใช้ดุลยพินิจ เพราะในโครงสร้างปัจจุบันการขยายสิทธิประชาชนมีความเสี่ยงทางกฎหมายสูงกว่าการจำกัดสิทธิ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวบุคคลหากอยู่ที่โครงสร้างอำนาจที่เพิ่มบทบาทองค์กรอิสระอย่างมาก ขณะที่องค์กรอิสระเหล่านี้ต้องผ่านความเห็นชอบจากวุฒิสภา
.
วันนี้แม้จะเป็นวุฒิสภาชุดใหม่ แต่อำนาจสำคัญของ สว. คือการ “ตั้งบอล” ให้องค์กรอิสระเป็นผู้ “ซัลโว” ไม่ว่าจะเป็นศาลรัฐธรรมนูญ กกต. หรือ ป.ป.ช. กลไกเหล่านี้ทำให้ไม่จำเป็นต้องพึ่งรถถังหรือทหารอีกต่อไป เพราะรัฐประหารสามารถเกิดขึ้นได้ภายในระบบกฎหมายเอง ภายใต้มาตรฐานจริยธรรมที่ออกแบบโดยศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ แล้วนำมาบังคับใช้อย่างเข้มงวดกับนักการเมือง ทั้งที่สถาบันทางการเมืองแต่ละแบบมีธรรมชาติแตกต่างกัน
.
อีกประเด็นสำคัญคือ “ประตู” ของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 กำหนดว่าไม่ว่าจะแก้รายมาตราหรือทั้งฉบับต้องผ่านเสียง สว. อย่างน้อยหนึ่งในสาม ทั้งในวาระหนึ่งและวาระสาม ในทางทฤษฎีอาจดูเหมือนการคุ้มครองเสียงข้างน้อย แต่ในทางปฏิบัติ สว. เสียงข้างน้อยมีไม่ถึง 67 คนขณะที่เสียงข้างมากมีมากกว่า 150 คนและแทบไม่แตกแถวในมติสำคัญ นั่นหมายความว่าไม่ว่าจะแก้แบบใดก็ต้องได้รับอนุญาตจาก สว. เสียงข้างมากอยู่ดี
.
ตลอดสภาชุดก่อนมีความพยายามแก้รัฐธรรมนูญถึง 26 ครั้งแต่สำเร็จเพียงครั้งเดียว และสำหรับสภาชุดปัจจุบันยังไม่สำเร็จเลย ขณะเดียวกันยังมีประเด็นค้างสำคัญจากปลายปีที่ผ่านมาคือการเพิ่มอำนาจ สว. หนึ่งในสามในการให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก่อนส่งให้ประชาชนทำประชามติ หากขั้วอำนาจเดิมกลับมามีอำนาจแม้อาจเดินหน้าร่างรัฐธรรมนูญใหม่ได้จริง แต่เป็นฉบับที่ไม่สะท้อนเจตจำนงของประชาชน
ในฐานะสมาชิกวุฒิสภาคนหนึ่ง ผมยิ่งเห็นปัญหาความชอบธรรมของวุฒิสภาอย่างชัดเจน กระบวนการได้มาของ สว. ปี 2567 มีผู้สมัครราว 40,000 คน และคัดเลือกกันเองจนเหลือ 200 คน คนจำนวนมากไม่มีสิทธิ์เลือกผมไม่ว่าจะเพราะอายุไม่ถึง 40 ปีหรือไม่มีเงินค่าสมัคร 2,500 บาท คำถามคือผมเป็นตัวแทนของใคร และเหตุใดวุฒิสภาที่มีความชอบธรรมจำกัดเช่นนี้จึงมีอำนาจสูงมากในการกำหนดทิศทางประเทศ เมื่อรวมกับข้อจำกัดอื่น ๆ ในรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะเป็นระบบเลือกตั้งตามมาตรา 90 หรือการที่ประชาชนไม่สามารถเข้าชื่อถอดถอนองค์กรอิสระได้เหมือนรัฐธรรมนูญปี 2540 และ 2550 ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่มาตราใดมาตราหนึ่ง แต่อยู่ที่โครงสร้างอำนาจของวุฒิสภา
.
ผมจึงเชื่อว่า การออกเสียงประชามติคือกุญแจสำคัญในการ “เปิดประตู” อย่างน้อยที่สุด เสียงจำนวนมากจะส่งสัญญาณไปยังวุฒิสภาและชนชั้นนำว่า ประชาชนไม่ยอมรับการสกัดกั้นเช่นนี้อีก ผมหวังว่าวันที่ 8 กุมภาพันธ์ เสียงเห็นชอบจะมากกว่า 17 ล้านเสียง ซึ่งเป็นตัวเลขจากประชามติปี 2559
.
แม้เราจะเห็นความรุนแรง ความไม่เป็นธรรม และกลไกที่บิดเบี้ยว ผมยังเชื่อว่าทุกการเลือกตั้งมีความหวัง การเลือกตั้งอย่างสม่ำเสมอทำให้สังคมค่อย ๆ เปลี่ยน แม้เสียงของประชาชนจะถูกขวาง ถูกทุบทำลาย แต่เสียงนั้นไม่เคยหายไป และอย่างน้อยที่สุด เสียงในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ จะยืนยันว่า ความหวังยังมีอยู่เสมอ
.
โดยสิ่งที่ผมอยากชวนสังคมมองให้ชัดคือความพยายามอย่างต่อเนื่องในการสกัดกั้น “ข้อต่อ” ระหว่างประชาชนในฐานะผู้ลงคะแนนเลือกนโยบาย กับรัฐบาลในฐานะผู้ส่งมอบนโยบาย ความกลัวที่แท้จริงของชนชั้นนำไม่ใช่การเลือกตั้งในตัวมันเอง หากคือการที่พรรคการเมืองสามารถสร้าง “อำนาจนำ” หรืออำนาจครองจิตครองใจผ่านนโยบายที่จับต้องได้ ตั้งแต่ช่วงหลังปี 2540 เป็นต้นมา ประชาชนเริ่มเรียนรู้ว่าการเข้าคูหาไม่ได้เป็นเพียงพิธีกรรมทางการเมือง แต่คือการกำหนดทิศทางอนาคตของตนเองได้จริง
.
แต่รัฐธรรมนูญปี 2550 และโดยเฉพาะรัฐธรรมนูญปี 2560 ถูกออกแบบมาเพื่อตัดตอนความเชื่อมโยงนั้น นโยบายถูกทำให้ไม่สามารถแปรเปลี่ยนเป็นรัฐบาลได้โดยตรง ประชาชนอาจเห็นภาพอนาคตจากการเลือกตั้ง แต่กลับไม่เห็นหน้าตาของรัฐบาลที่ควรเกิดขึ้นจากเสียงข้างมากของตนเอง เหตุการณ์หลังการเลือกตั้งวันที่ 14 พฤษภาคม 2566 คือหลักฐานชัดเจน ภาพฝันของรัฐบาลที่สะท้อนเจตจำนงของประชาชนถูกสกัดด้วยกลไกบทเฉพาะกาล โดยเฉพาะอำนาจของสมาชิกวุฒิสภา 250 คนในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี
.
ต่อมาในปี 2567 เราอาจกังวลเรื่องรัฐประหารในความหมายเดิม แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือ “รัฐประหารในระบบรัฐธรรมนูญ” ผ่านองค์กรอิสระ พรรคการเมืองที่ได้รับคะแนนสูงสุดถูกยุบ อำนาจฝ่ายนิติบัญญัติถูกสั่นคลอน นายกรัฐมนตรีถูกถอดถอน แม้จะถกเถียงกันเรื่องความชอบธรรมทางการเมือง แต่ผลลัพธ์คือบรรยากาศแห่งความหวาดกลัว หรือ chilling effect การเมืองไม่กล้าฝัน ไม่กล้าเสนอ และไม่กล้าขยายสิทธิของประชาชน
.
บรรยากาศเช่นนี้สะท้อนชัดในกรณีการออกเสียงประชามติ ทั้งที่กฎหมายเปิดช่องให้มีการออกเสียงล่วงหน้าหรือผ่านไปรษณีย์ได้ แต่ กกต. กลับไม่กล้าใช้ดุลยพินิจ เพราะในโครงสร้างปัจจุบันการขยายสิทธิประชาชนมีความเสี่ยงทางกฎหมายสูงกว่าการจำกัดสิทธิ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวบุคคลหากอยู่ที่โครงสร้างอำนาจที่เพิ่มบทบาทองค์กรอิสระอย่างมาก ขณะที่องค์กรอิสระเหล่านี้ต้องผ่านความเห็นชอบจากวุฒิสภา
.
วันนี้แม้จะเป็นวุฒิสภาชุดใหม่ แต่อำนาจสำคัญของ สว. คือการ “ตั้งบอล” ให้องค์กรอิสระเป็นผู้ “ซัลโว” ไม่ว่าจะเป็นศาลรัฐธรรมนูญ กกต. หรือ ป.ป.ช. กลไกเหล่านี้ทำให้ไม่จำเป็นต้องพึ่งรถถังหรือทหารอีกต่อไป เพราะรัฐประหารสามารถเกิดขึ้นได้ภายในระบบกฎหมายเอง ภายใต้มาตรฐานจริยธรรมที่ออกแบบโดยศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ แล้วนำมาบังคับใช้อย่างเข้มงวดกับนักการเมือง ทั้งที่สถาบันทางการเมืองแต่ละแบบมีธรรมชาติแตกต่างกัน
.
อีกประเด็นสำคัญคือ “ประตู” ของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 กำหนดว่าไม่ว่าจะแก้รายมาตราหรือทั้งฉบับต้องผ่านเสียง สว. อย่างน้อยหนึ่งในสาม ทั้งในวาระหนึ่งและวาระสาม ในทางทฤษฎีอาจดูเหมือนการคุ้มครองเสียงข้างน้อย แต่ในทางปฏิบัติ สว. เสียงข้างน้อยมีไม่ถึง 67 คนขณะที่เสียงข้างมากมีมากกว่า 150 คนและแทบไม่แตกแถวในมติสำคัญ นั่นหมายความว่าไม่ว่าจะแก้แบบใดก็ต้องได้รับอนุญาตจาก สว. เสียงข้างมากอยู่ดี
.
ตลอดสภาชุดก่อนมีความพยายามแก้รัฐธรรมนูญถึง 26 ครั้งแต่สำเร็จเพียงครั้งเดียว และสำหรับสภาชุดปัจจุบันยังไม่สำเร็จเลย ขณะเดียวกันยังมีประเด็นค้างสำคัญจากปลายปีที่ผ่านมาคือการเพิ่มอำนาจ สว. หนึ่งในสามในการให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก่อนส่งให้ประชาชนทำประชามติ หากขั้วอำนาจเดิมกลับมามีอำนาจแม้อาจเดินหน้าร่างรัฐธรรมนูญใหม่ได้จริง แต่เป็นฉบับที่ไม่สะท้อนเจตจำนงของประชาชน
ในฐานะสมาชิกวุฒิสภาคนหนึ่ง ผมยิ่งเห็นปัญหาความชอบธรรมของวุฒิสภาอย่างชัดเจน กระบวนการได้มาของ สว. ปี 2567 มีผู้สมัครราว 40,000 คน และคัดเลือกกันเองจนเหลือ 200 คน คนจำนวนมากไม่มีสิทธิ์เลือกผมไม่ว่าจะเพราะอายุไม่ถึง 40 ปีหรือไม่มีเงินค่าสมัคร 2,500 บาท คำถามคือผมเป็นตัวแทนของใคร และเหตุใดวุฒิสภาที่มีความชอบธรรมจำกัดเช่นนี้จึงมีอำนาจสูงมากในการกำหนดทิศทางประเทศ เมื่อรวมกับข้อจำกัดอื่น ๆ ในรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะเป็นระบบเลือกตั้งตามมาตรา 90 หรือการที่ประชาชนไม่สามารถเข้าชื่อถอดถอนองค์กรอิสระได้เหมือนรัฐธรรมนูญปี 2540 และ 2550 ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่มาตราใดมาตราหนึ่ง แต่อยู่ที่โครงสร้างอำนาจของวุฒิสภา
.
ผมจึงเชื่อว่า การออกเสียงประชามติคือกุญแจสำคัญในการ “เปิดประตู” อย่างน้อยที่สุด เสียงจำนวนมากจะส่งสัญญาณไปยังวุฒิสภาและชนชั้นนำว่า ประชาชนไม่ยอมรับการสกัดกั้นเช่นนี้อีก ผมหวังว่าวันที่ 8 กุมภาพันธ์ เสียงเห็นชอบจะมากกว่า 17 ล้านเสียง ซึ่งเป็นตัวเลขจากประชามติปี 2559
.
แม้เราจะเห็นความรุนแรง ความไม่เป็นธรรม และกลไกที่บิดเบี้ยว ผมยังเชื่อว่าทุกการเลือกตั้งมีความหวัง การเลือกตั้งอย่างสม่ำเสมอทำให้สังคมค่อย ๆ เปลี่ยน แม้เสียงของประชาชนจะถูกขวาง ถูกทุบทำลาย แต่เสียงนั้นไม่เคยหายไป และอย่างน้อยที่สุด เสียงในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ จะยืนยันว่า ความหวังยังมีอยู่เสมอ
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น