ปี 69 ชวนจับตา 5 'การเลือก' ครั้งสำคัญ ประชาชนกำหนดอนาคตประเทศ
ช่วงต้นปีนี้เป็นช่วงเวลาสำคัญที่ประชาชนจะได้ใช้สิทธิทางการเมืองในหลายวาระต่อเนื่องกัน การเลือกตั้งเหล่านี้ไม่เพียงเป็นขั้นตอนตามกฎหมายตามวาระ แต่เป็นโอกาสในการกำหนดทิศทางประเทศและระบบการเมืองในอนาคตของประชาชนทุกคน
.
การเลือกตั้งแรกคือการเลือกตั้งองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ในวันที่ 11 มกราคม ซึ่งเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ใกล้ชิดชีวิตประชาชนมากที่สุดโดยเฉพาะผู้ที่อาศัยในต่างจังหวัด การไปใช้สิทธิครั้งนี้มีผลโดยตรงต่อบริการสาธารณะและการพัฒนาพื้นที่ของชุมชนตนเอง
.
ถัดมาคือวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ซึ่งจะมีทั้งการเลือกตั้งทั่วไปควบคู่กับการออกเสียงประชามติว่าควรมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ โดยการเลือกตั้งทั่วไปสามารถลงคะแนนล่วงหน้าได้ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ แต่สำหรับประชามติจะลงคะแนนได้เฉพาะวันที่ 8 กุมภาพันธ์เท่านั้น ประเด็นประชามตินี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะกติกาใหม่ไม่ใช้ระบบเสียงข้างมากสองชั้นอีกต่อไป เพียงมีผู้มาใช้สิทธิและเสียงข้างมากไปในทิศทางใดก็ถือเป็นผลตามนั้น หากประชามติไม่ผ่านการเดินหน้าจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่จะยิ่งยาก และจะยิ่งเปิดโอกาสให้ผู้ที่ต้องการรักษาระบบตามรัฐธรรมนูญ 2560 ใช้เป็นเหตุผลคัดค้านการเปลี่ยนแปลง
.
ตัวอย่างของข้อจำกัดในรัฐธรรมนูญปัจจุบัน เช่น การที่ประชาชนไม่สามารถเข้าชื่อถอดถอนองค์กรอิสระได้เหมือนในรัฐธรรมนูญปี 2540 และ 2550 ซึ่งเคยเปิดช่องให้ประชาชนตรวจสอบองค์กรที่ใช้อำนาจรัฐได้มากกว่า นี่เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งที่สะท้อนว่าบทบาทของประชาชนถูกจำกัดลง
.
นอกจากนี้ยังมีการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ซึ่งมีความสำคัญอย่างมากเพราะเกี่ยวข้องกับเงินกองทุนจำนวนมหาศาลของผู้ประกันตน กติกาการเลือกตั้งและรูปแบบการเลือกบอร์ดประกันสังคมจึงควรถูกจับตาอย่างใกล้ชิด เนื่องจากมีผลต่อทิศทางนโยบายและการบริหารกองทุนของแรงงานทั้งประเทศ
.
อีกการเลือกตั้งที่สำคัญคือผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นชั้นเดียว ดูแลประชากรจำนวนมาก และกำหนดทิศทางของเมืองหลวงว่าจะพัฒนาไปในแนวทางใด
.
นอกจากการเลือกตั้งยังมีประเด็นการให้ความเห็นชอบบุคคลดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระสำคัญ ได้แก่ กกต. และศาลรัฐธรรมนูญของวุฒิสภา หากมีการให้ความเห็นชอบเพิ่มเติม กกต. ชุดปัจจุบันจะมีถึง 5 จาก 7 คนที่ผ่านความเห็นชอบจากวุฒิสภาชุดนี้ รวมทั้งยังต้องติดตามการสรรหาประธานศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่ ซึ่งล้วนมีนัยสำคัญต่อการเมืองและระบบตรวจสอบของประเทศ เพราะองค์กรอิสระ เช่น กกต. และศาลรัฐธรรมนูญ มีบทบาทชี้ขาดตั้งแต่การจัดการเลือกตั้ง ไปจนถึงการวินิจฉัยคดีสำคัญทางการเมือง หากองค์กรเหล่านี้ขาดความเป็นอิสระหรือความน่าเชื่อถือ ย่อมกระทบต่อศรัทธาของประชาชนต่อทั้งระบบ
.
ท้ายที่สุดนี้ผมขอเชิญชวนทุกท่านไปใช้สิทธิเลือกตั้งและประชามติที่กำลังมาถึง เพราะนี่คือโอกาสครั้งสำคัญที่เราจะกำหนดอนาคตของตัวเองและอนาคตประเทศ เสียงของประชาชนทุกคนล้วนมีความหมายมีความหมายและทรงพลัง และขอให้ประชาชนร่วมกันจับตาการสรรหาองค์กรอิสระของวุฒิสภา โดยเฉพาะเมื่อองค์กรอิสระเหล่านี้จะเข้ามามีบทบาทในการกำหนดทิศทางทางการเมืองที่ล้วนเกี่ยวข้องกับเราทุกคน
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น