เปิดเหตุผลทำไมต้องกาเห็นชอบรัฐธรรมนูญใหม่ เปิดประตูบานแรกสู่ความเปลี่ยนแปลง








ในกิจกรรม Yes We Run ที่สวนจตุจักรเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา ผมได้ร่วมวิ่งเพื่อแสดงจุดยืนเห็นชอบให้มีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ พร้อมทั้งร่วมแสดงความเห็นถึงปัญหาของรัฐธรรมนูญ 2560 และเหตุผลที่เราต้องร่วมกัน "กาเห็นชอบ" ให้มีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ในการลงประชามติ 8 กุมภาพันธ์นี้
.
ต้องเรียนว่าไม่ว่าจะแก้เล็ก แก้ใหญ่ แก้รายมาตรา หรือแก้ทั้งฉบับ กระบวนการแก้ไขตามรัฐธรรมนูญมาตรา 256 เหมือนกันทั้งหมด คือ วาระแรกต้องใช้เสียงข้างมากของรัฐสภา และที่สำคัญคือต้องได้เสียงเห็นชอบไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามของสมาชิกวุฒิสภา
.
ปัจจุบันวุฒิสภามี 200 คน หนึ่งในสามคือประมาณ 67 คน แต่ในความเป็นจริง สว. ชุดนี้มีการลงมติที่เป็นเอกภาพอยู่ที่ราว 150 เสียง นั่นหมายความว่าเงื่อนไขหนึ่งในสามของ สว. กลายเป็นเสียงข้างมากของ สว. โดยปริยาย ดังนั้นการบอกว่าแก้รายมาตราง่ายกว่าจึงไม่ตรงกับข้อเท็จจริง เพราะการแก้รัฐธรรมนูญทุกแบบต้องได้รับ “การอนุญาตจาก สว.” เหมือนกัน
.
และปมปัญหาหนึ่งที่สำคัญของรัฐธรรมนูญฉบับนี้อยู่ที่ที่มาของวุฒิสภาตามมาตรา 107 ซึ่งเป็นการเลือกกันเองในกลุ่มอาชีพ คนจะมีสิทธิเลือกต้องอายุ 40 ปีขึ้นไป และต้องเสียเงินค่าสมัคร กระบวนการทั้งหมดในปี 2567 มีผู้เข้าร่วมเพียงประมาณ 40,000 คน ขณะที่ สส. เพียงหนึ่งเขตยังได้คะแนนเสียงมากกว่านั้นเสียอีก
.
แต่ สว. กลุ่มนี้กลับมีอำนาจให้ความเห็นชอบบุคคลในองค์กรอิสระ ศาลรัฐธรรมนูญ ป.ป.ช. และองค์กรตรวจสอบสำคัญของประเทศ คำถามคือความชอบธรรมในระบอบประชาธิปไตยอยู่ตรงไหน และใครจะยอมสละอำนาจของตัวเองง่าย ๆ
.
นี่จึงเป็นเหตุผลที่ผมย้ำว่าต้องเปิดประตูสู่รัฐธรรมนูญใหม่ด้วยประชามติ เพราะถ้าประชามติไม่ผ่านจะถูกใช้เป็นเหตุผลทันทีว่าเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนยังไม่เห็นด้วย และนั่นเท่ากับปิดประตูการแก้รัฐธรรมนูญทุกกรณีไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่
.
ยิ่งไปกว่านั้นรัฐธรรมนูญไม่ใช่แค่เรื่องของนักการเมือง แต่ยังเกี่ยวข้องกับชีวิตประชาชนโดยตรง ตั้งแต่เรื่องงาน เรื่องค่าแรง ไปจนถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ รัฐธรรมนูญ 2560 ไม่ได้การันตีค่าแรงที่เป็นธรรม มีเพียงคำว่า “เหมาะสมต่อการดำรงชีพ” ซึ่งไม่สะท้อนคุณค่าของแรงงานหรือสิทธิในการเจรจาต่อรองอย่างแท้จริง
.
นอกจากนี้นโยบายที่ประชาชนเลือกผ่านการเลือกตั้งยังถูกล็อกไว้ด้วยยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีที่ถูกวางขึ้นภายใต้บริบทเมื่อเกือบสิบปีก่อน โลกเปลี่ยนไปแต่ยุทธศาสตร์กลับเปลี่ยนไม่ได้ จากเข็มทิศจึงกลายเป็นกรงขัง รัฐบาลไม่ปฏิบัติตามก็เสี่ยงถูกร้องหรือถูกถอดถอน
.
ขณะเดียวกันมาตรฐานจริยธรรมที่ออกแบบและตัดสินโดยองค์กรเดียวกันกลับถูกนำมาใช้กับฝ่ายการเมืองทั้งหมด โดยฝ่ายการเมืองที่อยู่ใต้มาตรฐานนี้ไม่มีโอกาสออกความเห็น ทำให้การดำเนินนโยบายที่ยึดโยงกับประชาชนกลายเป็นเรื่องสุ่มเสี่ยงและเปิดช่องให้การเมืองถูกจัดการด้วยกลไกทางกฎหมาย
.
ทั้งหมดนี้คือเหตุผลว่าทำไมกติกานี้จึงมีปัญหา และทำไมการเห็นชอบประชามติในครั้งนี้คือการเปิดโอกาสให้ประเทศหลุดออกจากกติกาที่บิดเบี้ยวและคืนอำนาจการตัดสินใจให้ประชาชนอย่างแท้จริง

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

เอกสารงบประมาณ 2569 (ขาวคาดแดง)

แจกเอกสารประกอบการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 69 : เศรษฐกิจ-สังคม-ความมั่นคง-ภัยพิบัติ-บริหาร

เก็บตกข้อเสนอภาควิชาการ เลือกตั้งเสรีและเป็นธรรม หน้าตาเป็นอย่างไร?