กกต. ต้องไม่เลือกปฏิบัติในการจัดการข้อมูลบิดเบือน อย่าซ้ำรอยประชามติอัปยศ 2559
ช่วงสายวานนี้ (28 มกราคม 2569) ผมได้ร่วมกับโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) ยื่นหนังสือกรณีกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีคำสั่งให้ลบคลิปให้ความรู้เรื่องประชามติร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ผมได้ตั้งคำถามถึงความจริงจังและความเป็นธรรมของ กกต. ในการจัดการข้อมูลบิดเบือน โดยชี้ว่าขณะเดียวกันก็มีการเผยแพร่ข้อมูลคลาดเคลื่อนจากฝ่ายที่ไม่เห็นชอบกับการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่อย่างกว้างขวางทั้งในโซเชียลมีเดียและเวทีดีเบตแต่ กกต. ไม่ได้ออกมาชี้แจงหรือโต้แย้งแต่อย่างใด เช่น การกล่าวอ้างว่าการโหวตเห็นชอบจะเป็นการ “ตีเช็คเปล่า” หรือจะนำไปสู่การแก้ไขเนื้อหาที่ไม่อยู่ในรัฐธรรมนูญ ทั้งโทษประหารคดีทุจริต อายุความ หรือแม้แต่การห้ามนักการเมืองนั่งเฟิร์สคลาส ซึ่งล้วนไม่เป็นความจริง
.
ผมย้ำว่ากระบวนการประชามติครั้งนี้ไม่ได้เปิดช่องเสรีอย่างไร้ขอบเขต แต่เป็นไปตามแนวทางที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยและออกแบบคำถามไว้ชัดเจน ต้องผ่านประชามติรวม 3 ครั้งและผ่านมติรัฐสภาหลายชั้น ภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญปี 2560 ที่ยังมีผลบังคับใช้ รวมถึงอำนาจตรวจสอบของศาลรัฐธรรมนูญ อีกทั้งร่างแก้ไขมาตรา 256 และหมวด 15/1 ยังวางเงื่อนไขให้คัดลอกหมวด 1 และหมวด 2 จากรัฐธรรมนูญเดิมมาใช้โดยตรง จึงไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นการมอบอำนาจแบบตีเช็คเปล่าแต่อย่างใด
.
พร้อมกันนี้ผมยังยังตั้งข้อสังเกตต่อเอกสารประชาสัมพันธ์ของ กกต. ที่ระบุว่าการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับจะขยายความขัดแย้ง โดยชี้ว่าข้อเท็จจริงในทางปฏิบัติกลับไม่เป็นเช่นนั้นจากการพิจารณาร่างแก้ไขในรัฐสภาช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งเสียงส่วนใหญ่รับหลักการอย่างราบรื่นและไม่ปรากฏความขัดแย้งทั้งในสภาและสังคมภายนอก
.
ท้ายที่สุดผมเสนอว่าวิธีรับมือกับข้อมูลคลาดเคลื่อนไม่ควรใช้การข่มขู่หรือลบเนื้อหาแต่ควร “เข้าไปอธิบายในพื้นที่นั้น” ใช้ช่องทางเดียวกันสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้อง พร้อมเตือนว่าประเทศไทยมีบทเรียนจากการรณรงค์ด้วยความกลัวในประชามติปี 2559 แล้ว และไม่ควรปล่อยให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยอีกครั้งในการตัดสินใจครั้งสำคัญของประชาชน
.
หลังจากนั้นในช่วงบ่ายวันเดียวกัน ผมและ กมธ.การพัฒนาการเมืองฯ วุฒิสภา ได้ร่วมหารือกับแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. และเจ้าหน้าที่ กกต. โดยในประเด็นเรื่องข้อดีข้อเสียของการทำประชามติที่เขียนในเอกสารประชาสัมพันธ์ของ กกต. นั้น เลขาธิการ กกต. ตอบเป็นของรัฐบาลที่ทำมา โดย กกต. พิมพ์ไปตามนั้นโดยไม่แก้
.
ส่วนเรื่องการลบคลิปรณรงค์และการบิดเบือนข้อมูลนั้น เลขาธิการ กกต. ตอบตอนหนึ่งว่าปัญหาการเลือกตั้งนอกจากซื้อเสียงแล้วคือข่าวปลอมและสร้างความเกลียดชัง คลิปที่เป็นปัญหาแม้มีชื่อย่อตน แต่ก็ไม่ได้ถือ ถือเป็นการประชาสัมพันธ์ ยิ่งดังเท่าไรยิ่งดี ตนได้บอกเจ้าหน้าที่ไปว่าไม่ต้องปกป้องตน แต่เจ้าหน้าที่ยืนยันว่าเป็นข้อความเท็จและผิดระเบียบกฎหมายจึงต้องสั่งลบ
.
กกต. มีศูนย์บริหารการหาเสียงทางอิเล็กทรอนิกส์ (E-War Room) ศูนย์ดังกล่าวไม่ได้ตั้งมาเพื่อปกป้องสำนักงาน กกต. ซึ่งด่าได้ แต่หากใครใส่ร้ายผู้สมัครก็จะดำเนินการตามกฎหมาย ใครรู้สึกว่าได้รับผลกระทบหรือไม่ยุติธรรมให้มายื่นร้องเรียนได้ ซึ่ง กกต. จะให้เกิดความเป็นธรรมที่สุด ส่วนข้อความจากฝั่งไม่เห็นชอบที่ยกตัวอย่างมาว่าเป็นเท็จ เช่น ที่อ้างว่าตีเช็คเปล่า ก็ต้องพิจารณาต่อไป ทุกฝ่ายต้องไม่ให้ข่าวเท็จ ซึ่ง กกต. ดูอยู่และจะเร่งพิจารณา
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น