ถึงเวลาเอาจริงเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ เมื่อเหตุร้ายซ้ำซากพรากชีวิตประชาชนรายวัน



เหตุการณ์ชิ้นส่วนเครนถล่มใส่ขบวนรถไฟที่อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2569 จนมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 32 ราย ยังไม่ทันจางหายจากความรู้สึกสะเทือนใจของสังคม เช้าวันถัดมา (15 มกราคม 2569) กลับเกิดเหตุชิ้นส่วนเครนและคอนกรีตทางยกระดับบนถนนพระราม 2 บริเวณหน้าโรงแรมปารีส จังหวัดสมุทรสาคร ถล่มทับรถยนต์ของประชาชนอีก ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 2 ราย
.
โศกนาฏกรรมสองแห่ง สองพื้นที่ ต่างเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมง แต่มีรากปัญหาเดียวกัน เหตุการณ์ลักษณะนี้จึงไม่อาจเรียกว่า “อุบัติเหตุ” ได้อีกต่อไป หากแต่เป็นความสูญเสียที่เกิดขึ้นอย่างซ้ำซากและเรื้อรังจนเป็นปกติ ภายใต้โครงการคมนาคมขนาดใหญ่ของรัฐที่ประชาชนและคนงานต้องใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางความเสี่ยงมานานหลายปี คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “ใครผิด” แต่คือต้นตอของปัญหาอยู่ตรงไหน และรัฐจะยุติวงจรความสูญเสียนี้ได้อย่างไร
.
เมื่อพิจารณาอย่างตรงไปตรงมาจะเห็นชัดว่าระบบการจัดจ้างภาครัฐของไทยยังให้ความสำคัญกับ “ราคา” และ “ความรวดเร็ว” มากกว่ามาตรฐานความปลอดภัยและความรับผิด โครงการจำนวนมากถูกผลักให้เดินหน้าแข่งกับเวลา ขณะที่ต้นทุนด้านความปลอดภัยถูกบีบให้ต่ำที่สุดเท่าที่ระบบจะยอมรับได้ ผลลัพธ์คือชีวิตของประชาชนและคนงานถูกทำให้กลายเป็นความเสี่ยงที่รัฐรับรู้แต่ยังยอมให้เกิดขึ้นต่อไป
.
จากสองเหตุการณ์ล่าสุดข้อมูลปรากฏชัดว่าผู้รับเหมาหลักเป็นรายเดียวกัน และยังเป็นบริษัทเดียวกับผู้รับเหมาก่อสร้างอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่ถล่มลงมาในช่วงเหตุการณ์แผ่นดินไหวก่อนหน้านี้ เรื่องนี้สะท้อนว่าภาครัฐไม่ได้ใช้ “ประวัติด้านความปลอดภัย” เป็นเงื่อนไขสำคัญในการจัดจ้าง แม้จะมีบทเรียนราคาแพงเกิดขึ้นแล้วหลายครั้ง
.
ในระบบเช่นนี้ผู้รับเหมาที่มีประวัติอุบัติเหตุร้ายแรงยังสามารถชนะการประมูลโครงการใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง เพียงเพราะเสนอราคาต่ำหรือรับปากเร่งรัดงานได้ตามกรอบเวลา ขณะที่กลไกการกำกับดูแลด้านความปลอดภัยกลับอ่อนแอ และการตรวจสอบมักเกิดขึ้นหลังความสูญเสีย ไม่ใช่ก่อนที่จะเกิด ที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือความรับผิดมักถูกผลักลงไปยังระดับปฏิบัติการ คนงาน วิศวกรหน้างาน หรือผู้รับเหมาช่วง ขณะที่ผู้มีอำนาจตัดสินใจในระดับนโยบายและระดับจัดจ้างแทบไม่เคยถูกตั้งคำถาม ทั้งที่เป็นผู้กำหนดเงื่อนไขการแข่งขัน ออกแบบสัญญา และอนุมัติให้โครงการดำเนินต่อไปภายใต้ความเสี่ยงเช่นนี้
.
ผมเห็นว่าหากรัฐยังคงจัดการปัญหาด้วยวิธีเดิม ตั้งคณะกรรมการสอบสวน แสดงความเสียใจ และจ่ายเงินเยียวยาโดยไม่แตะต้องโครงสร้างของระบบจัดจ้าง เราจะได้เห็นโศกนาฏกรรมลักษณะเดียวกันนี้เกิดขึ้นอีกไม่รู้จบ และถึงเวลาแล้วที่รัฐต้องเปลี่ยนวิธีคิดอย่างจริงจัง การจัดจ้างภาครัฐต้องยกระดับ “ความปลอดภัย” ให้เป็นเงื่อนไขหลัก ต้องนำประวัติอุบัติเหตุและการปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัยมาใช้เป็นเกณฑ์ตัดสิทธิ์ผู้รับเหมาอย่างแท้จริง ต้องมีการพักงานหรือขึ้นบัญชีดำผู้รับเหมาที่มีเหตุร้ายแรงซ้ำซาก และต้องเปิดเผยข้อมูลการตรวจสอบต่อสาธารณะอย่างโปร่งใส
.
ที่สำคัญ รัฐต้องกำหนดความรับผิดเชิงนโยบายให้ชัดเจน ผู้ที่อนุมัติให้โครงการเดินหน้าโดยไม่สามารถรับประกันความปลอดภัยได้ต้องไม่หลุดพ้นจากความรับผิดทั้งทางวินัยและทางการเมือง ฝ่ายการเมืองต้องเป็นผู้รับผิดชอบร่วมในฐานะภาครัฐที่ลงนามสัญญากับผู้รับเหมาที่มีประวัติด่างพร้อยด้านความปลอดภัย เพราะชีวิตของประชาชนไม่ควรเป็นต้นทุนที่ถูกนำไปแลกกับความเร็วหรือราคาที่ถูกลง
.
กรณีสีคิ้วและพระราม 2 ถือเป็นสัญญาณเตือนที่ดังชัดเจนอีกครั้งและอีกครั้งว่าระบบจัดจ้างภาครัฐของเรากำลังล้มเหลวต่อหน้าต่อตา และหากรัฐยังไม่กล้ายอมรับความจริงข้อนี้ โศกนาฏกรรมเช่นนี้จะเหลือเพียงคำถามว่า “จะเกิดขึ้นกับใครเป็นรายต่อไป” การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่แลกมาด้วยชีวิตของประชาชน ไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นความก้าวหน้า และรัฐไม่ควรปล่อยให้ความสูญเสียเหล่านี้กลายเป็นเรื่องปกติของสังคมไทยอีกต่อไป
.
ที่สุดแล้วหากมองย้อนกลับไปจนถึงเหตุการณ์ตึก สตง. ถล่มเมื่อปีที่ผ่านมาจนถึงโศกนาฏกรรม 2 ครั้งล่าสุด ล้วนเชื่อมโยงโดยตรงกับโครงสร้างอำนาจตามรัฐธรรมนูญ 2560 ซึ่งออกแบบให้การใช้อำนาจของรัฐแยกขาดจากความรับผิดทางการเมือง รัฐบาลและองค์กรอิสระตัดสินใจสามารถผลักโครงการขนาดใหญ่เดินหน้าได้โดยไม่ต้องเผชิญแรงกดดันจากสภาหรือประชาชนอย่างแท้จริง รวมไปถึงองค์กรอิสระที่มีอำนาจล้นเกิน ประชาชนตรวจสอบถอดถอนไม่ได้ และตราบใดที่รัฐธรรมนูญยังไม่ผูกอำนาจเข้ากับความรับผิด การสูญเสียจากโครงการคมนาคมก็จะยังคงเกิดซ้ำโดยไม่มีใครต้องรับผิดอย่างแท้จริง
.
หลักฐานสำคัญคือยุทธศาตร์ชาติในรัฐธรรมนูญฉบับที่อ้างปราบโกงนี้ วางยุทธศาสตร์ต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบตั้งเป้าประเทศปลอดการทุจริตให้ดัชนี CPI (Corruption Perceptions Index) หรือดัชนีการรับรู้การทุจริตอยู่ลำดับไม่เกิน 50 ของโลก แต่หลังรัฐธรรมนูญฉบับนี้ประกาศใช้ไทยกลับอยู่ที่อันดับ 107 ถึง 110 กว่าของโลก เป้าหมายการดำเนินคดีทุจริตที่รวดเร็ว เป็นธรรม โปร่งใสและไม่เลือกปฏิบัติ หรือเรื่องประสิทธิภาพการดำเนินคดี ที่นอกจากจะเป็นกลไกในการแก้ปัญหาแล้วยังเป็นการป้องปรามการทุจริต เพราะหากมีประสิทธิภาพแปลว่าหากทุจริตก็ไม่รอดแน่นอน ไทยก็ยังห่างไกลจากเป้าหมายที่วางไว้มาก
.
ดังนั้นการร่างรัฐธรรมนูญใหม่จึงเป็นกุญแจสำคัญให้สังคมหลุดพ้นจากวังวนของโศกนาฏกกรรมซ้ำซาก ทั้งยังเป็นการเปิดช่องให้เกิดการออกแบบกลไกตรวจสอบและป้องกันการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐที่ส่อเค้าทุจริตและส่งผลกระทบต่อประชาชน การบัญญัติเรื่องความรับผิดของภาครัฐและภาคธุรกิจในรัฐธรรมนูญใหม่ รวมทั้งกำหนดกรอบการทำงานให้ภาครัฐในประเด็นดังกล่าวย่อมเป็นอีกทางออกสำคัญที่สังคมร่วมกันทำได้ ซึ่งสิ่งสำคัญที่สุดคือก่อนจะร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่ดีกว่าเดิมได้นั้น การประชามติในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้จะต้องผ่านเสียก่อน ด้วยเสียงมากพอที่จะสร้างความชอบธรรมได้

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

เอกสารงบประมาณ 2569 (ขาวคาดแดง)

แจกเอกสารประกอบการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 69 : เศรษฐกิจ-สังคม-ความมั่นคง-ภัยพิบัติ-บริหาร

เก็บตกข้อเสนอภาควิชาการ เลือกตั้งเสรีและเป็นธรรม หน้าตาเป็นอย่างไร?