ย้อนฟัง รมต.สาธารณสุข คนก่อน ตอบกระทู้ประเด็นสอบ ‘หมอสุภัทร’
เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2569 มีรายงานว่าคณะอนุกรรมการข้าราชการพลเรือนกระทรวงสาธารณสุข (อ.ก.พ.สธ.) มีมติให้ปลด นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ออกจากราชการจากกรณีการจัดซื้อชุดตรวจ ATK ในช่วงการระบาดของโควิด-19 เมื่อปี 2564 แม้ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างขั้นตอนการพิจารณาของคณะกรรมการ กพ. ชุดใหญ่ และยังไม่มีคำสั่งทางปกครองที่มีผลบังคับใช้ แต่เหตุการณ์ดังกล่าวได้สร้างคำถามสำคัญต่อสังคมทั้งในมิติของวินัยข้าราชการและผลกระทบต่อสิทธิทางการเมืองในที่ นพ.สุภัทรกำลังอยู่ระหว่างลงสมัครรับเลือกตั้ง ด้านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขยืนยันว่าการพิจารณาเป็นไปตามขั้นตอนวินัยปกติของ อ.ก.พ.สธ. และไม่มีการแทรกแซงหรือเชื่อมโยงกับการเลือกตั้งแต่อย่างใด
.
ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2568 ผมได้ตั้งกระทู้ถามด้วยวาจาต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ความเป็นธรรมในการสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรงต่อ นพ.สุภัทร จากกรณีเดียวกัน (คลิกฟัง: http://bit.ly/3NCIcfX) โดยสาระสำคัญของการอภิปรายในวันนั้นคือการตั้งคำถามต่อกระบวนการพิจารณา มากกว่าการชี้ขาดว่าบุคคลใดถูกหรือผิด
.
ประเด็นแรกที่ผมหยิบยกขึ้นอภิปรายคือบริบทของการจัดซื้อ ATK ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงกรกฎาคม–สิงหาคม 2564 อันเป็นช่วงที่สถานการณ์โควิด-19 รุนแรง ระบบสาธารณสุขอยู่ในภาวะตึงตัวอย่างยิ่ง การตรวจเชิงรุกเป็นมาตรการจำเป็นเร่งด่วน การจัดซื้อ ATK ในราคาชุดละ 230 บาทภายใต้เงื่อนไขเครดิต 180 วันจึงเป็นการตัดสินใจในภาวะฉุกเฉิน ไม่ใช่การบริหารจัดซื้อจัดจ้างในสถานการณ์ปกติ
.
ประเด็นที่สองคือมาตรฐานในการตรวจสอบ ผมได้ตั้งข้อสังเกตว่าโรงพยาบาลหลายแห่งในช่วงเวลาเดียวกันมีการจัดซื้อ ATK ในลักษณะใกล้เคียงกันแต่กลับไม่ถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย หากการตีความระเบียบจัดซื้อจัดจ้างนำไปสู่การกล่าวหาว่าเป็น “การแบ่งซื้อ” คำถามที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือเหตุใดการตรวจสอบจึงเกิดขึ้นเฉพาะบางกรณีและใช้มาตรการทางวินัยร้ายแรงกับบุคคลบางรายเท่านั้น
.
ประเด็นที่สามคือกระบวนการสอบสวน จากข้อมูลที่ปรากฏในขณะนั้นมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนหลายชุด และมติของคณะกรรมการชุดนั้นถูกตั้งข้อสังเกตว่ามีการสรุปความเสียหายต่อราชการโดยไม่ได้เรียกผู้ถูกกล่าวหามาให้ปากคำเพิ่มเติม กระบวนการลักษณะนี้จึงถูกตั้งคำถามในสังคมว่าสอดคล้องกับหลักความเป็นธรรมทางปกครองและหลักการรับฟังพยานรอบด้านหรือไม่
.
คำชี้แจงของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขในวันนั้นระบุว่าการตรวจสอบเกิดจากการร้องเรียน หากไม่มีการร้องเรียนก็ไม่สามารถตรวจสอบทุกแห่งได้ พร้อมยืนยันว่าการดำเนินการเป็นไปตามขั้นตอนของทางราชการ คำชี้แจงดังกล่าวสะท้อนข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของระบบตรวจสอบภาครัฐที่ยังพึ่งพาการร้องเรียนเป็นหลักมากกว่าการกำหนดมาตรฐานเชิงรุกที่เท่าเทียมกัน
.
เมื่อพิจารณาเหตุการณ์ล่าสุดในเดือนมกราคม 2569 จะเห็นได้ว่าประเด็นที่ผมอภิปรายไว้ก่อนหน้านี้ยังไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจนและยิ่งตอกย้ำให้เห็นถึงปัญหาที่ผมได้ระบุไว้ โดยเฉพาะในเรื่องความสม่ำเสมอของมาตรฐานการบังคับใช้ระเบียบ และความโปร่งใสของกระบวนการสอบสวน ทั้งยังเกิดขึ้นในช่วงที่ นพ.สุภัทรลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งทำให้ผลของกระบวนการทางวินัยเชื่อมโยงกับสิทธิทางการเมืองโดยตรง
.
ผมขอย้ำว่าการตั้งคำถามต่อกรณีนี้ไม่ใช่การเรียกร้องให้ละเว้นกฎหมายหรือระเบียบราชการ หรือเอื้อประโยชน์ต่อพรรคการเมืองใด แต่เป็นการเสนอให้รัฐใช้กฎหมายโดยคำนึงถึงบริบทของสถานการณ์ ความจำเป็นเร่งด่วน และหลักความเสมอภาคในการบังคับใช้กฎหมาย หากกระบวนการทางวินัยถูกมองว่าไม่เป็นธรรม หรือเลือกปฏิบัติ ความเสียหายจะไม่จำกัดอยู่ที่บุคคลใดบุคคลหนึ่งแต่จะกระทบต่อความเชื่อมั่นของบุคลากรสาธารณสุขและสังคมโดยรวม
.
ท้ายที่สุดผมเห็นว่ากรณีนี้สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของทั้งตัวระเบียบจัดซื้อและวิธีคิดที่อยู่เบื้องหลัง ไม่เพียงโควิดแต่ยามวิกฤตหลายครั้งเราก็ได้เห็นปัญหามาแล้ว และที่สำคัญตัวโครงสร้างระบบสาธารณสุขภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 ที่ยังรวมศูนย์อำนาจการตัดสินใจไว้ส่วนกลางทำให้การใช้ดุลพินิจของโรงพยาบาลท้องถิ่นในยามวิกฤตซึ่งต้องการความคล่องตัวและความรับผิดชอบต่อพื้นที่กลับถูกพิจารณาด้วยกรอบระเบียบเดียวกับภาวะปกติ จึงยิ่งตอกย้ำคำถามสำคัญว่าประเทศไทยมีโครงสร้างรัฐธรรมนูญและระบบราชการที่เอื้อต่อการกระจายอำนาจด้านสาธารณสุขและการตัดสินใจเชิงพื้นที่อย่างแท้จริงแล้วหรือยัง ดังนั้นนอกจากคืนความเป็นธรรมให้หมอสุภัทรแล้ว ถึงเวลาแล้วใช่หรือไม่ที่ประเทศไทยจะต้องมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เพื่อแก้ปัญหาการรวมศูนย์อำนาจจนเกิดปัญหาในลักษณะนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น