ทำความเข้าใจ 'เขียนรัฐธรรมนูญใหม่' ≠ 'แก้ ม.112' เมื่อทุกด่านต้องถามเสียงประชาชน
วันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้ประเทศไทยจะเข้าสู่การตัดสินใจครั้งสำคัญ คือ การเลือกตั้งทั่วไปและทำประชามติเห็นชอบให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งประเด็นหลังนี้จากการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับประชาชนผ่านช่องทางสื่อสารต่าง ๆ มีประชาชนตั้งคำถามในประเด็นสำคัญโดยเฉพาะข้อกังวลที่เชื่อมโยงไปถึงประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ซึ่งเป็นประเด็นที่สังคมไทยอ่อนไหวและจำเป็นต้องอธิบายอย่างรอบคอบ
.
ประเด็นแรกที่ควรทำความเข้าใจให้ชัดเจน คือ "มาตรา 112 ในรัฐธรรมนูญ" กับ "มาตรา 112 ในประมวลกฎหมายอาญา" เป็นบทบัญญัติคนละเรื่องและอยู่คนละกฎหมายโดยสิ้นเชิง
มาตรา 112 ที่ปรากฏในรัฐธรรมนูญเป็นบทบัญญัติว่าด้วยการเว้นวรรคทางการเมืองของสมาชิกวุฒิสภาภายหลังพ้นจากตำแหน่ง โดยกำหนดให้ต้องเว้นวรรคทางการเมืองระดับชาติเป็นระยะเวลา 2 ปี ทั้งนี้ไม่ได้ห้ามการดำรงตำแหน่งในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแต่อย่างใด
.
ขณะที่มาตรา 112 ที่สังคมกังวลกันคือบทบัญญัติในประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์จากการดูหมิ่น หมิ่นประมาท หรืออาฆาตมาดร้าย ซึ่งเป็นกฎหมายอาญาไม่ใช่บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ และไม่ใช่สิ่งเดียวกับที่บัญญัติไว้ในมาตรา 112 ของรัฐธรรมนูญ
.
คำถามสำคัญคือ การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะนำไปสู่การแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 โดยอัตโนมัติหรือไม่ ซึ่งข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ชี้ชัดว่าไม่เป็นเช่นนั้น การแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ครั้งล่าสุดเกิดขึ้นภายหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ซึ่งมีการเพิ่มโทษขั้นต่ำเป็น 3 ปีและโทษสูงสุดถึง 15 ปี ถือเป็นโทษที่รุนแรงกว่ายุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์เสียอีก
.
หลังจากนั้นเป็นเวลากว่าเกือบ 50 ปีประเทศไทยมีการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่มาแล้วอย่างน้อย 9 ฉบับจนถึงรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 แต่ไม่เคยมีการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 อีกเลย ข้อเท็จจริงนี้สะท้อนชัดว่าการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่ได้เท่ากับการแก้ไขมาตรา 112 ในทางอาญา และความกังวลในลักษณะนั้นจึงอาจเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน
.
อย่างไรก็ตาม หากตั้งคำถามเชิงหลักการว่าการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อาจเปิดพื้นที่ให้มีการรับรองสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น โดยเฉพาะการพูดสถาบันฯ หรือไม่ ในฐานะที่รัฐธรรมนูญถือเป็น "กฎหมายแม่" ของกฎหมายอาญา คำตอบคือเป็นไปได้ในทางทฤษฎี แต่เป็นกระบวนการที่ซับซ้อนและยากยิ่ง หากจะเกิดขึ้นจริงต้องผ่านกระบวนการอย่างน้อยสามขั้นสำคัญ
.
ขั้นที่หนึ่ง ร่างรัฐธรรมนูญต้องมีการแก้ไขบัญญัติหลักการคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นในลักษณะดังกล่าว ขั้นที่สอง ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา และขั้นสุดท้ายต้องผ่านการลงประชามติของประชาชนทั้งประเทศ กล่าวอีกนัยหนึ่ง ต่อให้มีความพยายามบัญญัติหลักการคุ้มครองสิทธิในลักษณะนี้ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นได้โดยง่ายหรือเกิดขึ้นได้ทันที และสุดท้ายประชาชนคือผู้ตัดสินใจขั้นสุดท้ายว่าจะยอมรับหรือไม่
.
ผมอยากชวนสังคมตั้งคำถามกลับไปพร้อมกันว่า หากสังคมหนึ่งยึดถือ “ความจริง” และ “ประโยชน์สาธารณะ” เป็นที่ตั้ง การเปิดพื้นที่ให้มีการพูดความจริงเพื่อประโยชน์ของส่วนรวมโดยมีเจตนาเพื่อการแก้ไขปัญหาและการชี้แจงอย่างทันท่วงทีจะเป็นผลดีต่อการธำรงรักษาสถาบันให้มั่นคงหรือไม่ มากกว่าการปิดกั้นไม่ให้มีการพูดใด ๆ เลย
.
ทั้งหมดนี้ไม่ได้หมายความว่าการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีเจตนาเพื่อแก้ไขมาตรา 112 และยิ่งไม่ได้หมายความว่าจะสามารถแก้ไขได้โดยง่าย ความเป็นจริงคือเป็นกระบวนการที่ยาก มีหลายด่าน และต้องได้รับฉันทามติจากสังคมในวงกว้าง
.
ผมเห็นว่าข้อกังวลเหล่านี้สามารถตั้งคำถามและแลกเปลี่ยนกันได้อย่างเปิดเผย แต่ในขณะเดียวกันก็ควรตั้งอยู่บนความเข้าใจที่ถูกต้องว่า การเห็นด้วยกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่ใช่การแก้ไขมาตรา 112 ในทันที และไม่ควรถูกนำไปเหมารวมจนกลายเป็นการปิดกั้นการพูดคุยเชิงหลักการเกี่ยวกับอนาคตของกติกาสูงสุดของประเทศ
.
ประเด็นแรกที่ควรทำความเข้าใจให้ชัดเจน คือ "มาตรา 112 ในรัฐธรรมนูญ" กับ "มาตรา 112 ในประมวลกฎหมายอาญา" เป็นบทบัญญัติคนละเรื่องและอยู่คนละกฎหมายโดยสิ้นเชิง
มาตรา 112 ที่ปรากฏในรัฐธรรมนูญเป็นบทบัญญัติว่าด้วยการเว้นวรรคทางการเมืองของสมาชิกวุฒิสภาภายหลังพ้นจากตำแหน่ง โดยกำหนดให้ต้องเว้นวรรคทางการเมืองระดับชาติเป็นระยะเวลา 2 ปี ทั้งนี้ไม่ได้ห้ามการดำรงตำแหน่งในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแต่อย่างใด
.
ขณะที่มาตรา 112 ที่สังคมกังวลกันคือบทบัญญัติในประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์จากการดูหมิ่น หมิ่นประมาท หรืออาฆาตมาดร้าย ซึ่งเป็นกฎหมายอาญาไม่ใช่บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ และไม่ใช่สิ่งเดียวกับที่บัญญัติไว้ในมาตรา 112 ของรัฐธรรมนูญ
.
คำถามสำคัญคือ การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะนำไปสู่การแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 โดยอัตโนมัติหรือไม่ ซึ่งข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ชี้ชัดว่าไม่เป็นเช่นนั้น การแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ครั้งล่าสุดเกิดขึ้นภายหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ซึ่งมีการเพิ่มโทษขั้นต่ำเป็น 3 ปีและโทษสูงสุดถึง 15 ปี ถือเป็นโทษที่รุนแรงกว่ายุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์เสียอีก
.
หลังจากนั้นเป็นเวลากว่าเกือบ 50 ปีประเทศไทยมีการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่มาแล้วอย่างน้อย 9 ฉบับจนถึงรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 แต่ไม่เคยมีการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 อีกเลย ข้อเท็จจริงนี้สะท้อนชัดว่าการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่ได้เท่ากับการแก้ไขมาตรา 112 ในทางอาญา และความกังวลในลักษณะนั้นจึงอาจเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน
.
อย่างไรก็ตาม หากตั้งคำถามเชิงหลักการว่าการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อาจเปิดพื้นที่ให้มีการรับรองสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น โดยเฉพาะการพูดสถาบันฯ หรือไม่ ในฐานะที่รัฐธรรมนูญถือเป็น "กฎหมายแม่" ของกฎหมายอาญา คำตอบคือเป็นไปได้ในทางทฤษฎี แต่เป็นกระบวนการที่ซับซ้อนและยากยิ่ง หากจะเกิดขึ้นจริงต้องผ่านกระบวนการอย่างน้อยสามขั้นสำคัญ
.
ขั้นที่หนึ่ง ร่างรัฐธรรมนูญต้องมีการแก้ไขบัญญัติหลักการคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นในลักษณะดังกล่าว ขั้นที่สอง ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา และขั้นสุดท้ายต้องผ่านการลงประชามติของประชาชนทั้งประเทศ กล่าวอีกนัยหนึ่ง ต่อให้มีความพยายามบัญญัติหลักการคุ้มครองสิทธิในลักษณะนี้ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นได้โดยง่ายหรือเกิดขึ้นได้ทันที และสุดท้ายประชาชนคือผู้ตัดสินใจขั้นสุดท้ายว่าจะยอมรับหรือไม่
.
ผมอยากชวนสังคมตั้งคำถามกลับไปพร้อมกันว่า หากสังคมหนึ่งยึดถือ “ความจริง” และ “ประโยชน์สาธารณะ” เป็นที่ตั้ง การเปิดพื้นที่ให้มีการพูดความจริงเพื่อประโยชน์ของส่วนรวมโดยมีเจตนาเพื่อการแก้ไขปัญหาและการชี้แจงอย่างทันท่วงทีจะเป็นผลดีต่อการธำรงรักษาสถาบันให้มั่นคงหรือไม่ มากกว่าการปิดกั้นไม่ให้มีการพูดใด ๆ เลย
.
ทั้งหมดนี้ไม่ได้หมายความว่าการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีเจตนาเพื่อแก้ไขมาตรา 112 และยิ่งไม่ได้หมายความว่าจะสามารถแก้ไขได้โดยง่าย ความเป็นจริงคือเป็นกระบวนการที่ยาก มีหลายด่าน และต้องได้รับฉันทามติจากสังคมในวงกว้าง
.
ผมเห็นว่าข้อกังวลเหล่านี้สามารถตั้งคำถามและแลกเปลี่ยนกันได้อย่างเปิดเผย แต่ในขณะเดียวกันก็ควรตั้งอยู่บนความเข้าใจที่ถูกต้องว่า การเห็นด้วยกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่ใช่การแก้ไขมาตรา 112 ในทันที และไม่ควรถูกนำไปเหมารวมจนกลายเป็นการปิดกั้นการพูดคุยเชิงหลักการเกี่ยวกับอนาคตของกติกาสูงสุดของประเทศ
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น