ปัดตก-ดองกฎหมายประชาชน อาวุธลับ รธน. 60 ทำลายเจตจำนงคนตัวเล็ก



รัฐธรรมนูญ 2560 มักได้รับการยกย่องว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่มุ่ง “ปราบโกง” และ “เปิดพื้นที่การมีส่วนร่วมของประชาชน” โดยเฉพาะการอ้างถึงบทบัญญัติมาตรา 133 ซึ่งเปิดโอกาสให้ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 10,000 คน สามารถเข้าชื่อเสนอร่างพระราชบัญญัติได้ กลไกดังกล่าวถูกสื่อสารในฐานะหลักประกันของการมีส่วนร่วมทางการเมืองและเป็นภาพแทนของประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมที่ดูงดงามและเป็นรูปธรรม อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาในทางปฏิบัติกลไกดังกล่าวกลับแทบไม่สามารถส่งผลอย่างแท้จริงได้เนื่องจากถูกจำกัดและลดทอนความหมายด้วยบทบัญญัติอื่นในรัฐธรรมนูญฉบับเดียวกัน
.
บทบัญญัติที่เป็นอุปสรรคสำคัญคือมาตรา 133 วรรคสองซึ่งกำหนดว่า "ร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงินจะเสนอได้ก็ต่อเมื่อมีคํารับรองของนายกรัฐมนตรี" แม้เป็นถ้อยคำสั้น ๆ ที่เรียบง่ายแต่กลับมีผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อกระบวนการนิติบัญญัติและการมีส่วนร่วมของประชาชน
.
จริงอยู่ที่รัฐธรรมนูญฉบับก่อนหน้าก็มีกลไกนี้ แต่เดิมทีเดียวหลักการว่าด้วยกฎหมายการเงินมีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาวินัยการคลังของรัฐ เมื่อดูบริบทภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 134 คำว่า “เกี่ยวด้วยการเงิน” กลับถูกตีความอย่างกว้างขวางจนแทบครอบคลุมนโยบายสาธารณะทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นการจัดตั้งระบบสวัสดิการ การคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน หรือการดำเนินนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม เพียงแค่ร่างพระราชบัญญัติใดมีบทบัญญัติที่จำเป็นต้องใช้งบประมาณแผ่นดินแม้เพียงเล็กน้อยอำนาจในการตัดสินชะตากรรมของร่างกฎหมายนั้นก็จะถูกโอนไปอยู่ในดุลพินิจของนายกรัฐมนตรีโดยทันที ส่งผลให้บทบาทของสภาผู้แทนราษฎรถูกลดทอนลงอย่างมีนัยสำคัญ
.
ข้อมูลจากสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ณ เดือนมกราคม 2569 เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่สะท้อนปัญหาดังกล่าวได้อย่างชัดเจน โดยมีร่างพระราชบัญญัติภาคประชาชนจำนวน 16 ฉบับที่ไม่ได้รับคำรับรองจากนายกรัฐมนตรีและไม่สามารถเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรได้ ร่างกฎหมายเหล่านี้เป็นผลจากความพยายามของประชาชนที่ต้องการยกระดับคุณภาพชีวิตของตนเอง ตัวอย่างสำคัญคือร่างพระราชบัญญัติบำนาญแห่งชาติทั้งในฉบับที่เสนอโดยภาคประชาชนและโดยพรรคการเมือง ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อสร้างหลักประกันรายได้ขั้นพื้นฐานให้แก่ผู้สูงอายุและเปลี่ยนแนวคิดจากการสงเคราะห์เป็นสวัสดิการบนฐานศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ แต่กลับถูกปฏิเสธด้วยเหตุผลด้านภาระงบประมาณ เช่นเดียวกับร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคมที่ไม่สามารถผ่านด่านการรับรองได้เช่นกัน ที่ไปกว่านั้นกว่าจะได้คำตอบจากนายกฯ ก็ต้องใช้เวลาเป็นปีๆ ทำให้กระแสความตื่นตัวทางการเมืองของประชาชนช่วงรณรงค์ล่ารายชื่ออาจลดหายไปอีกด้วย
.
นอกจากนี้ยังมีร่างพระราชบัญญัติอีกอย่างน้อย 11 ฉบับที่อยู่ในสภาวะค้างการพิจารณาโดยไม่ได้รับคำตอบหรือกรอบเวลาที่ชัดเจนจากฝ่ายบริหาร ไม่ว่าจะเป็นร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคล หรือร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมระบบสวัสดิการของชุมชน ร่างกฎหมายเหล่านี้ถูกชะลอไว้โดยไม่ทราบชะตากรรมเช่นกัน
.
ปรากฏการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ทำให้ภาคประชาชนอ่อนแอในทางนิติบัญญัติและทำให้สภาผู้แทนราษฎรถูกลดบทบาทลงอย่างมีนัยสำคัญ การแก้ไขรัฐธรรมนูญเพียงบางมาตราไม่อาจแก้ไขปัญหาได้อย่างแท้จริงตราบใดที่กลไกตามมาตรา 133 และ 134 ยังคงเปิดช่องให้นายกรัฐมนตรีมีอำนาจเหนือการมีส่วนร่วมทางตรงและเจตจำนงของประชาชน
.
ดังนั้นการทวงคืนอำนาจนิติบัญญัติให้แก่ประชาชนคนตัวเล็กอย่างแท้จริงจำเป็นต้องอาศัยการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับเพื่อรื้อโครงสร้างอันเป็นปัญหานี้ ปรับนิยาม “ร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงิน” ให้แคบและชัดเจน จำกัดอยู่เฉพาะประเด็นด้านวินัยการคลังที่จำเป็น และโอนอำนาจการวินิจฉัยจากฝ่ายบริหารกลับคืนสู่รัฐสภา และมีกรอบระยะเวลาาการพิจารณาให้คำรับรองของนายกฯที่ชัดเจน เพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรซึ่งเป็นผู้แทนของประชาชน สามารถทำหน้าที่พิจารณากฎหมายได้อย่างสอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตยและอำนาจอธิปไตยของปวงชนอย่างแท้จริง รวมทั้งประชาชนมีช่องทางเสนอกฎหมายเข้าสภาได้สะดวกมากขึ้น

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

เอกสารงบประมาณ 2569 (ขาวคาดแดง)

แจกเอกสารประกอบการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 69 : เศรษฐกิจ-สังคม-ความมั่นคง-ภัยพิบัติ-บริหาร

เก็บตกข้อเสนอภาควิชาการ เลือกตั้งเสรีและเป็นธรรม หน้าตาเป็นอย่างไร?