ทวงคืนความเป็นธรรมสิ่งแวดล้อม ต้องเริ่มต้นที่รัฐธรรมนูญใหม่
เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2569 ในงาน Policy Watch Connect 2026 ซึ่งจัดที่รัฐสภา มีภาคประชาสังคมและเครือข่ายเยาวชนร่วมวงเสวนา Policy Forum ในหัวข้อ “ความเป็นธรรมสิ่งแวดล้อม” ถกประเด็นสำคัญเกี่ยวกับวิกฤตทรัพยากร ทุนผูกขาด และความเป็นธรรมทางนิเวศ ร่วมสนทนาโดย มนูญ วงษ์มะเซาะห์ นักสื่อสารงานรณรงค์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กรีนพีช ประเทศไทย วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ เลขาธิการมูลนิธิชีววิถี ปรกชล อู๋ทรัพย์ เครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ สาคร สงมา ประธานสมัชชาองค์กรเอกชนด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ประยงค์ ดอกลำใย ที่ปรึกษาขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม พรพนา ก๊วยเจริญ ผู้อำนวยการเครือข่ายภาคประชาสังคมเพื่อการปฏิรูปที่ดินและการจัดการทรัพยากรที่ยั่งยืน (Land Watch Thai) ปิยะ เทศแย้ม นายกสมาคมสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทย ณัฐธิดา รัตนสวัสดิ์ ผู้ประสานงานเครือข่ายเยาวชน Youth Climate Justice Advocates (YCJA) นันท์นภัส พงศ์วิฑูรย์ ผู้ประสานงานเครือข่ายเยาวชนระดับโลกด้านความหลากหลายทางชีวภาพ ประจำประเทศไทย (GYBN Thailand) และ รศ.คนึงนิจ ศรีบัวเอี่ยม สมาคมเครือข่ายอากาศสะอาดเพื่อสุขภาพ
.
ร่วมแสดงความเห็นโดย วีรยุทธ สร้อยทอง สมาชิกวุฒิสภาและประธานคณะอนุกรรมาธิการพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค ดำเนินรายการโดย ดร.กฤษฎา บุญชัย เลขาธิการสถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา และวิภาพร วัฒนวิทย์ ผู้ดำเนินรายการ Thai PBS
.
วงสนทนาสะท้อนวิกฤตความเหลื่อมล้ำทางทรัพยากรที่ฝังรากลึกจากโครงสร้างอำนาจรวมศูนย์ ผู้ร่วมสนทนาต่างสะท้อนตรงกันว่ารัฐธรรมนูญ 2560 คืออุปสรรคสำคัญในการสร้างความเป็นธรรมสิ่งแวดล้อม เนื่องจากมีการตัดสิทธิการมีส่วนร่วมของชุมชน บังคับใช้นโยบายทวงคืนผืนป่าและยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีที่เอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มทุนและโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ โดยไม่คำนึงถึงฐานนิเวศและสิทธิของคนรุ่นอนาคต ผู้ร่วมเสวนาเห็นพ้องว่าต้องจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่สถาปนา "สิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดี" ให้เป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน ปฏิรูปกฎหมายที่ดินและทะเลเพื่อกระจายสิทธิการจัดการสู่ท้องถิ่นอย่างแท้จริง รวมถึงวางกลไกตรวจสอบโครงการรัฐที่ส่งผลกระทบต่อประชาชน เพื่อเปลี่ยนผ่านจากโครงสร้างที่กดทับไปสู่ความยั่งยืนที่ประชาชนทุกกลุ่มมีส่วนร่วมออกแบบอนาคตตนเอง
มนูญ วงษ์มะเซาะห์ นักสื่อสารงานรณรงค์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจากกรีนพีช ประเทศไทย ระบุว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมในประเทศไทยมีรากเหง้ามาจาก “กลไกการพัฒนาที่อยุติธรรม” ซึ่งยังคงเปิดทางให้โครงการขนาดใหญ่ที่ทำลายทรัพยากรธรรมชาติ เช่น โครงการแลนด์บริดจ์และท่าเรือน้ำลึก ขณะที่คนรุ่นปัจจุบันใช้ทรัพยากรอย่างสิ้นเปลืองจนตั้งคำถามว่าอนาคตจะเหลืออะไรให้คนรุ่นต่อไป
.
มนูญชี้ว่านโยบายพัฒนาของประเทศไม่ได้มีประชาชนเป็นผู้ร่วมกำหนด ทำให้ “ประชาชนไม่อยู่ในนโยบาย” โดยเฉพาะกรอบการพัฒนาภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 ที่ให้น้ำหนักกับการเติบโตทางเศรษฐกิจมากกว่าการคุ้มครองระบบนิเวศ และบังคับให้รัฐดำเนินนโยบายตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีซึ่งนำไปสู่ปัญหาการแย่งยึดที่ดินและการละเมิดสิทธิชุมชน ทั้งยังสะท้อนว่าคนเขียนรัฐธรรมนูญ กำหนดนโยบาย และฉีกนโยบาย ล้วนเป็นคนจากส่วนกลาง
.
มนูญยกตัวอย่างกรณีเยาวชนฟิลิปปินส์ที่ยื่นฟ้องศาลในประเด็นความยุติธรรมในการใช้ทรัพยากรระหว่างรุ่น และศาลมีคำพิพากษาคุ้มครองสิทธิของเยาวชน พร้อมเสนอให้ประเทศไทยจัดตั้งศาลคดีสิ่งแวดล้อม เนื่องจากปัจจุบันมีคดีด้านสิ่งแวดล้อมจำนวนมาก ใช้เวลาพิจารณานาน และท้ายที่สุดรัฐต้องนำภาษีประชาชนไปจ่ายค่าชดเชยความเสียหาย
.
มนูญกล่าวด้วยว่าแม้จะมีการเสนอชุดนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมและพลังงานจำนวนมากแต่ก็ยังไม่เห็นแนวทางการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่แท้จริง โดยเฉพาะนโยบายพลังงานที่ถูกออกแบบโดยคนกลุ่มเล็ก ๆ และขาดการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ขณะเดียวกันภาคประชาชนยังกังวลว่านโยบายบางอย่างอาจเป็น “ทางออกลวง” เช่น กลไกคาร์บอนเครดิต ที่มีความเสี่ยงต่อการนับซ้ำ การตรวจสอบที่ไม่โปร่งใส และอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือฟอกความไม่เป็นธรรม เปิดทางให้คนรวยปล่อยมลพิษต่อไปขณะที่ชุมชนไม่สามารถเข้าถึงได้
.
ท้ายที่สุดมนูญย้ำว่าต้นตอของปัญหาทั้งหมดผูกโยงกับรัฐธรรมนูญ จึงจำเป็นต้องรณรงค์ให้เกิดการแก้ไขรัฐธรรมนูญและยกเลิกยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เพื่อเปิดพื้นที่ให้ประชาชนกำหนดทิศทางการพัฒนาอย่างแท้จริง พร้อมเสนอให้ส่งเสริมการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA) ควบคู่กับ EIA และ HIA มีกฎหมายบังคับใช้การตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน (Human Rights Due Diligence – HRDD) ไม่ใช่อาศัยความสมัครใจของภาคธุรกิจเช่นที่ผ่านมา อีกทั้งพลังงานสะอาดต้องไม่ถูกผูกขาดโดยคนกลุ่มเดียวแต่ต้องตั้งอยู่บนหลักความเป็นธรรมต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม
.
มนูญชี้ว่านโยบายพัฒนาของประเทศไม่ได้มีประชาชนเป็นผู้ร่วมกำหนด ทำให้ “ประชาชนไม่อยู่ในนโยบาย” โดยเฉพาะกรอบการพัฒนาภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 ที่ให้น้ำหนักกับการเติบโตทางเศรษฐกิจมากกว่าการคุ้มครองระบบนิเวศ และบังคับให้รัฐดำเนินนโยบายตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีซึ่งนำไปสู่ปัญหาการแย่งยึดที่ดินและการละเมิดสิทธิชุมชน ทั้งยังสะท้อนว่าคนเขียนรัฐธรรมนูญ กำหนดนโยบาย และฉีกนโยบาย ล้วนเป็นคนจากส่วนกลาง
.
มนูญยกตัวอย่างกรณีเยาวชนฟิลิปปินส์ที่ยื่นฟ้องศาลในประเด็นความยุติธรรมในการใช้ทรัพยากรระหว่างรุ่น และศาลมีคำพิพากษาคุ้มครองสิทธิของเยาวชน พร้อมเสนอให้ประเทศไทยจัดตั้งศาลคดีสิ่งแวดล้อม เนื่องจากปัจจุบันมีคดีด้านสิ่งแวดล้อมจำนวนมาก ใช้เวลาพิจารณานาน และท้ายที่สุดรัฐต้องนำภาษีประชาชนไปจ่ายค่าชดเชยความเสียหาย
.
มนูญกล่าวด้วยว่าแม้จะมีการเสนอชุดนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมและพลังงานจำนวนมากแต่ก็ยังไม่เห็นแนวทางการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่แท้จริง โดยเฉพาะนโยบายพลังงานที่ถูกออกแบบโดยคนกลุ่มเล็ก ๆ และขาดการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ขณะเดียวกันภาคประชาชนยังกังวลว่านโยบายบางอย่างอาจเป็น “ทางออกลวง” เช่น กลไกคาร์บอนเครดิต ที่มีความเสี่ยงต่อการนับซ้ำ การตรวจสอบที่ไม่โปร่งใส และอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือฟอกความไม่เป็นธรรม เปิดทางให้คนรวยปล่อยมลพิษต่อไปขณะที่ชุมชนไม่สามารถเข้าถึงได้
.
ท้ายที่สุดมนูญย้ำว่าต้นตอของปัญหาทั้งหมดผูกโยงกับรัฐธรรมนูญ จึงจำเป็นต้องรณรงค์ให้เกิดการแก้ไขรัฐธรรมนูญและยกเลิกยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เพื่อเปิดพื้นที่ให้ประชาชนกำหนดทิศทางการพัฒนาอย่างแท้จริง พร้อมเสนอให้ส่งเสริมการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA) ควบคู่กับ EIA และ HIA มีกฎหมายบังคับใช้การตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน (Human Rights Due Diligence – HRDD) ไม่ใช่อาศัยความสมัครใจของภาคธุรกิจเช่นที่ผ่านมา อีกทั้งพลังงานสะอาดต้องไม่ถูกผูกขาดโดยคนกลุ่มเดียวแต่ต้องตั้งอยู่บนหลักความเป็นธรรมต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม
วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ เลขาธิการมูลนิธิชีววิถี ระบุว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่ได้มีมาแต่เดิม หากเริ่มรุนแรงขึ้นในช่วงยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมและการขยายตัวของระบบเศรษฐกิจทุนนิยมไปทั่วโลก โดยในประเทศไทยปัญหาฝุ่น PM 2.5 เพิ่งเริ่มชัดเจนราวปี 2540 จากการขยายตัวของการปลูกปาล์มน้ำมันและอุตสาหกรรมเยื่อกระดาษในอินโดนีเซีย และต่อมาในปี 2550 จึงเริ่มมีการพูดถึงปัญหาฝุ่นพิษในภาคเหนืออย่างจริงจัง สะท้อนว่าปัญหาไม่ได้เกิดจากพฤติกรรมของประชาชน เช่น การทิ้งขยะ แต่เกิดจากโครงสร้างเศรษฐกิจที่มุ่งขยายการผลิตและการบริโภคอย่างไร้ขอบเขต
.
วิฑูรย์ชี้ว่าระบบเศรษฐกิจทุนนิยมที่เน้นการเติบโตและการกระจุกตัวของอำนาจในบริษัทขนาดใหญ่เป็นหัวใจของปัญหาสิ่งแวดล้อม ขณะที่รัฐกลับไม่ทำหน้าที่กำกับดูแลอย่างจริงจังซ้ำยังวางกติกาและหลักการที่ทำให้ปัญหายิ่งเลวร้ายลง โดยรัฐธรรมนูญ 2540 และ 2550 เปิดพื้นที่ให้ประชาชนทำงานร่วมกับรัฐและมีบทบาทตรวจสอบถ่วงดุล แต่ในเวลาต่อมากลับมีการรวบอำนาจคืนสู่รัฐ ทำให้สิทธิของประชาชนหายไป ผู้เล่นรายใหญ่อยู่เหนือกติกาที่รัฐควบคุมได้ และในบางกรณีรัฐยังร่วมมือกับกลุ่มทุนขนาดใหญ่
.
พร้อมระบุว่ารัฐธรรมนูญ 2560 เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ปัญหาสิ่งแวดล้อมรุนแรงขึ้นเนื่องจากตัดบทบาทของชุมชนและสังคมในการกำกับตรวจสอบออกไป และเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจเสรีภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ตรงข้ามกับรัฐธรรมนูญ 2540 ที่ให้ชุมชนมีอำนาจถ่วงดุลรัฐ และให้ความสำคัญกับความหลากหลายทางชีวภาพ รวมถึงรัฐธรรมนูญ 2550 ที่ลงรายละเอียดมากขึ้น ทั้งการจัดตั้งองค์กรอิสระด้านสิ่งแวดล้อม การทำประชาพิจารณ์ และการกำหนดให้ความตกลงระหว่างประเทศต้องผ่านการพิจารณาของรัฐสภา ซึ่งกลไกเหล่านี้ถูกตัดออกไปเกือบทั้งหมดในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน
.
วิฑูรย์ย้ำว่าหากไม่ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจที่เน้นการเจริญเติบโตและการบริโภคอย่างไม่ยั่งยืนปัญหาสิ่งแวดล้อมจะไม่สามารถแก้ไขได้จริง แม้แนวคิดการพัฒนาที่ยั่งยืนจะเป็นวิสัยทัศน์ระดับโลกแต่ในทางปฏิบัติกลับไม่เกิดขึ้น รัฐจำเป็นต้องบริหารประเทศโดยมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง สร้างระบบเศรษฐกิจและการผลิตที่ยั่งยืน และเปิดให้ชุมชนและสังคมเข้ามากำกับบริษัทและโครงการพัฒนา
.
วิฑูรย์ยังยกตัวอย่างว่าในอดีตเมื่อเกิดปัญหาปลาในแม่น้ำเจ้าพระยาตายจะมีหน่วยงานรัฐอย่างน้อย 6 หน่วยงานลุกขึ้นมาดำเนินคดี แต่ปัจจุบันกลับไม่มีใครทำหน้าที่ดังกล่าว ชาวบ้านต้องลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิของตนเอง ขณะที่หน่วยงานหรือประชาชนที่พยายามทำหน้าที่ตรวจสอบกลับถูกฟ้องร้องเสียเอง
.
ในช่วงท้ายวิฑูรย์เรียกร้องให้พรรคการเมืองแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนต่อการจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมที่ค้างอยู่ในสภาต้องประกาศให้ชัดว่าจะนำกลับมาพิจารณาเมื่อได้รับเลือกตั้ง รวมถึงการออกแบบรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้บรรจุประเด็นสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม ครอบคลุมปัญหาการฟ้องปิดปาก (SLAPP) ปัญหาปลาหมอคางดำ และฝุ่นพิษข้ามแดน พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าที่ผ่านมาบางพรรคการเมืองหาเสียงด้านสิ่งแวดล้อมไว้แต่เมื่อเข้าสู่อำนาจกลับไม่ดำเนินการจริง หรือเปิดช่องให้ภาคธุรกิจรับรองตนเองว่าเป็นการผลิตที่ปลอดการเผาซึ่งไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้อย่างแท้จริง
ปรกชล อู๋ทรัพย์ ตัวแทนเครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช ระบุว่าที่ผ่านมานโยบายด้านอาหารและสารเคมีของไทยมักมุ่งพิจารณาเพียงบางมาตรการเชิงเทคนิค แต่ละเลยการมอง “โครงสร้างความเสี่ยง” ที่ทำให้ประชาชนยังเผชิญอันตรายจากสารเคมีทางการเกษตรอย่างต่อเนื่อง โดยเห็นว่าการแก้ปัญหาจำเป็นต้องเริ่มจากการปรับโครงสร้างนโยบายและกติกาพื้นฐานของรัฐ
.
ปรกชลเสนอว่าต้องรับรอง “สิทธิในการรับรู้ข้อมูล” ของประชาชนอย่างชัดเจน โดยเฉพาะข้อมูลด้านสารเคมีและความเสี่ยงต่อสุขภาพซึ่งปัจจุบันประชาชนไม่สามารถเข้าถึงได้เนื่องจากรัฐมักอ้างเหตุผลเรื่องความลับทางการค้า พร้อมยกตัวอย่างสหรัฐอเมริกาที่เปิดให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลของรัฐได้ในระดับเอกสารและอีเมล ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับกลุ่มทุนไม่สามารถใกล้ชิดหรือทับซ้อนกันมากเกินไป
.
นอกจากนี้ยังเรียกร้องให้บรรจุประเด็น “ความมั่นคงทางอาหาร” ไว้ในรัฐธรรมนูญ รวมถึงกำหนดนโยบายอาหารปลอดภัยที่เป็นรูปธรรมเพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับเกษตรกรรายย่อย ไม่ใช่ปล่อยให้ระบบการผลิตอาหารถูกครอบงำโดยกลุ่มทุนขนาดใหญ่เพียงไม่กี่ราย อาหารปลอดภัยไม่ควรถูกมองเป็นเพียงเรื่องมาตรฐานทางเทคนิคหรือข้อกำหนดด้านการค้าแต่ต้องได้รับการรับรองในฐานะ “สิทธิพื้นฐานของประชาชน” ที่รัฐมีหน้าที่ต้องคุ้มครองและทำให้เกิดขึ้นจริง
เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ เปิดเผยว่าจากการติดตามประเด็นสิ่งแวดล้อมมาอย่างต่อเนื่อง พบว่านโยบายพัฒนาเศรษฐกิจของไทยมุ่งเน้นการเติบโตเป็นหลักจนมองข้ามผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และสังคม แม้ในช่วงหลังจะมีการกล่าวถึงประเด็นเหล่านี้มากขึ้นแต่ยังไม่เพียงพอ ส่งผลให้เกิดความไม่เป็นธรรมในหลายมิติ โดยการพัฒนาที่เป็นธรรมจำเป็นต้องตั้งอยู่บนความสมดุลของการพัฒนาประเทศ และต้องมีเจตจำนงทางการเมืองที่ชัดเจน
.
เพ็ญโฉมระบุว่าภาคประชาชนยังคาดหวังให้รัฐบาลชุดที่ผ่านมา รัฐบาลชุดปัจจุบัน และรัฐบาลในอนาคต รวมถึงนักการเมือง มีวิสัยทัศน์ที่มองไกลกว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวและให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง เพราะหากทรัพยากรธรรมชาติถูกทำลายและสุขภาพของประชาชนเสื่อมถอยในที่สุดก็จะย้อนกลับมาบั่นทอนฐานเศรษฐกิจของประเทศเอง
.
เพ็ญโฉมชี้ด้วยว่าอิทธิพลของภาคธุรกิจทำให้กติกาและความตกลงระหว่างประเทศหลายฉบับไม่สามารถบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ ไม่ว่าจะเป็นการแก้ปัญหาโลกร้อนหรือการลดการใช้พลาสติก เนื่องจากเมื่อถึงขั้นการกำหนดกฎเกณฑ์แล้วมาตรการมักถูกทำให้อ่อนลง สำหรับประเทศไทยยังเผชิญปัญหาทุนเทา การที่ข้อมูลจากกลุ่มทุนมีอิทธิพลอย่างมากต่อการออกคำสั่งในช่วง คสช. ส่งผลให้การตัดสินใจของรัฐบาลถูกครอบงำโดยผลประโยชน์ทางธุรกิจโดยไม่คำนึงถึงคนตัวเล็กตัวน้อย
.
เพ็ญโฉมเห็นว่าสังคมไทยจำเป็นต้องรู้เท่าทันอิทธิพลของทุนและมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา โดยที่ผ่านมา ประเทศสามารถผ่านพ้นวิกฤตการณ์ต่าง ๆ มาได้เพราะภาคชนบทและชุมชนช่วยพยุงสังคมไม่ให้ล่มสลาย จึงควรส่งเสริมให้ชุมชนและภาคประชาชนเข้มแข็ง ซึ่งมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 โดยเปรียบเทียบว่า รัฐธรรมนูญ 2540 ช่วยเสริมพลังให้ภาคประชาชนและภาคส่วนต่าง ๆ เข้มแข็ง ขณะที่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันกลับทำให้บทบาทเหล่านี้อ่อนแอลง
.
ในตอนท้ายเพ็ญโฉมย้ำถึงความจำเป็นในการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อปรับทิศทางการพัฒนาประเทศให้พ้นจากการยึดเศรษฐกิจเป็นศูนย์กลางเพียงด้านเดียว และหันมาให้ความสำคัญกับสาธารณสุข สุขภาพ สังคมที่ปลอดภัย คุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชน รวมถึงการจัดการมลพิษอย่างมีประสิทธิภาพและการคุ้มครองแหล่งน้ำให้สะอาดและปลอดภัยสำหรับทุกคนในสังคม
สาคร สงมา ประธานสมัชชาองค์กรเอกชนด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ระบุว่ารากเหง้าของปัญหาสิ่งแวดล้อมในประเทศไทยคือ “ความไม่เป็นธรรมทางสิ่งแวดล้อม” ที่สั่งสมมาตั้งแต่อดีต และความพยายามแก้ไขปัญหาหลายกรณีกลับยิ่งสร้างความไม่เป็นธรรมซ้ำซ้อนมากขึ้น โดยเฉพาะการรับมือปัญหาโลกร้อนผ่านกลไกทางการตลาดซึ่งมักผลักภาระไปสู่ประชาชนและกลุ่มคนจน เช่นเดียวกับนโยบายผันน้ำไปลงทุ่งที่เพิ่มภาระให้คนส่วนใหญ่ของประเทศซึ่งไม่มีเสียงในกระบวนการตัดสินใจ
.
สาครชี้ว่าแม้ปัจจุบันสังคมจะตื่นตัวด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้นแต่กลับกลายเป็นการซ้ำเติมปัญหา เมื่อกลุ่มทุนหรือผู้เล่นรายเดิมที่มีส่วนทำลายสิ่งแวดล้อมเข้ามารับบทเป็นผู้แก้ปัญหาผ่านกลไกการค้าและการแสวงหากำไร ไม่ว่าจะเป็นการบังคับให้ชาวนาต้องปรับตัวตามเงื่อนไขของนายทุน ใช้เครื่องมือหรือเทคโนโลยีที่ตนเองไม่เป็นเจ้าของ หรือแม้แต่การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ซึ่งเจ้าของพลังงานสะอาดส่วนใหญ่ยังคงเป็นกลุ่มทุน ไม่ใช่ชาวบ้านหรือชุมชนท้องถิ่น
.
สาครย้ำว่าประชาชนไม่ควรต้องแบกรับความรับผิดชอบต่อปัญหาโลกร้อนมากเกินสมควรในขณะที่ผู้ที่ก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับสูงกลับไม่ต้องรับผิดอย่างแท้จริง พร้อมเรียกร้องให้สร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างจริงจัง ไม่ใช่เพียงการให้ไป “รับรอง” นโยบายหรือโครงการที่ตัดสินใจไปแล้ว และเตือนว่ากฎหมายและนโยบายต้องไม่เอื้อให้กลุ่มทุนผูกขาดเดิมกลายเป็นกลุ่มทุนผูกขาดรูปแบบใหม่ภายใต้ชื่อของการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม
.
สาครยังตั้งข้อสังเกตว่านักการเมืองที่มีความเข้าใจเรื่องโลกร้อนอย่างลึกซึ้งยังมีอยู่ไม่มาก แม้จะมีบางพรรคการเมืองที่ให้ความสำคัญกับประเด็นนี้แต่โจทย์สำคัญคือจะออกแบบนโยบายอย่างไรไม่ให้พึ่งพากลไกตลาดมากเกินไป และไม่เปิดทางให้ผู้ที่มีส่วนทำให้เกิดวิกฤตโลกร้อนเข้ามาเป็นผู้กำหนดทิศทางหรือแก้ไขปัญหาโลกร้อนเสียเอง
ประยงค์ ดอกลำใย ที่ปรึกษาขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม ระบุว่าความไม่เป็นธรรมทางสิ่งแวดล้อมมีรากฐานมาจากความไม่เป็นธรรมทางสังคม เมื่อคนกลุ่มใหญ่ไร้สิทธิขณะที่คนส่วนน้อยกลับถือครองสิทธิและทรัพยากรแทบทั้งหมด หากผู้มีอำนาจมองประชาชนอย่างเท่าเทียม ไม่เลือกปฏิบัติต่อกลุ่มชาติพันธุ์หรือคนชายขอบ ปัญหาสิ่งแวดล้อมจำนวนมากก็จะไม่เกิดขึ้น
.
ประยงค์ชี้ว่าประเทศไทยไม่ได้ขาดแคลนที่ดินแต่ล้มเหลวในการบริหารจัดการที่ดินอย่างเป็นธรรม หากจัดสรรอย่างเท่าเทียมทุกคนควรมีสิทธิในที่ดินได้ราว 2 ไร่ครึ่ง ทว่าความเป็นจริงกลับพบว่ามีคนเพียงตระกูลเดียวถือครองที่ดินกว่า 300,000 ไร่เทียบเท่าพื้นที่ทั้งจังหวัดอ่างทอง และยังมีอีกเพียงประมาณ 80 ตระกูลที่แบ่งปันการถือครองที่ดินส่วนใหญ่ของประเทศ ขณะที่ชุมชนชาติพันธุ์บนพื้นที่สูงซึ่งมีบทบาทในการดูแลรักษาป่า กลับไม่ได้รับการยอมรับและยังถูกผลักออกจากพื้นที่
.
ประยงค์วิจารณ์การบังคับใช้กฎหมายด้านป่าไม้และที่ดินว่าไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะการประกาศพื้นที่ป่าทับซ้อนกับชุมชนดั้งเดิมและอนุญาตให้อยู่อาศัยได้เพียง 20 ปี ซึ่งเป็นนโยบายที่ละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐาน พร้อมย้ำว่าหากต้องการสร้างความเป็นธรรมทางสิ่งแวดล้อมจำเป็นต้องเริ่มจากการสร้างความเป็นธรรมทางสังคม มองคนอย่างเท่าเทียม และมีกฎหมายที่เป็นธรรมตั้งแต่ระดับรัฐธรรมนูญ
.
ประยงค์กล่าวว่าประเด็นความเป็นธรรมทางที่ดินไม่ใช่เพียงการนำที่ดินมาเฉลี่ยตามจำนวนประชากร แต่เป็นคำถามเชิงโครงสร้างว่าหากคนเพียงร้อยละ 1 ครอบครองที่ดินเกือบทั้งหมดคนที่เหลือจะดำรงชีวิตอย่างไร พร้อมยกตัวอย่างว่า ในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงครามเคยมีนโยบายจำกัดการถือครองที่ดิน แต่ถูกยกเลิกหลังรัฐประหารปี 2502 ทำให้ความเหลื่อมล้ำด้านที่ดินทวีความรุนแรงขึ้น
.
ประยงค์เสนอให้จัดตั้ง “ธนาคารที่ดิน” เพื่อให้เกษตรกรรายย่อยสามารถเข้าถึงที่ดินทำกินได้อย่างเป็นธรรม แต่ตั้งข้อสังเกตว่ายังไม่เห็นพรรคการเมืองใดผลักดันอย่างจริงจัง ขณะเดียวกันยังมีความพยายามเปลี่ยนที่ดิน ส.ป.ก. 4-01 เป็นโฉนด ซึ่งอาจนำไปสู่การสูญเสียที่ดินของคนจนและทำให้ที่ดินตกไปอยู่ในมือกลุ่มทุนมากยิ่งขึ้น
.
ประยงค์ยังได้เรียกร้องให้รัฐบาลคุ้มครองสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์อย่างจริงจัง พร้อมทบทวนเนื้อหากฎหมายว่าด้วยกลุ่มชาติพันธุ์ที่ยังมีปัญหา รวมถึงนโยบายป่าไม้และที่ดินโดยเฉพาะประเด็นการถือครองที่ดินและการคุ้มครองพื้นที่เกษตรกรรม ประยงค์ย้ำว่านโยบายป่าไม้เป็นตัวชี้วัดคุณภาพชีวิตของประชาชน แต่ปัจจุบันกลับกลายเป็นเครื่องมือคุกคามคนที่อาศัยอยู่กับป่า
.
ประยงค์ตั้งคำถามต่อเป้าหมายการเพิ่มพื้นที่ป่าของประเทศจากร้อยละ 31 เป็นร้อยละ 40 ว่าจะนำพื้นที่มาจากที่ใดหากไม่ใช่การละเมิดสิทธิชุมชนและยึดพื้นที่ของประชาชน พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าบางจังหวัดแทบไม่เหลือพื้นที่ป่าแล้ว การกำหนดเป้าหมายเดียวกันทั่วประเทศจึงไม่เป็นธรรม และควรทบทวนแนวคิดการจัดการทรัพยากรให้สอดคล้องกับบริบทพื้นที่และสิทธิของประชาชนในแต่ละจังหวัด
พรพนา ก๊วยเจริญ ผู้อำนวยการเครือข่ายภาคประชาสังคมเพื่อการปฏิรูปที่ดินและการจัดการทรัพยากรที่ยั่งยืน (Land Watch Thai) ระบุว่าปัญหาความขัดแย้งด้านที่ดินและสิ่งแวดล้อมจำนวนมากมีต้นตอมาจากคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) โดยเฉพาะคำสั่งที่ 4/2559 ซึ่งเปิดช่องให้ละเว้นการใช้ผังเมืองเพื่อก่อสร้างบ่อขยะและโครงการต่าง ๆ ส่งผลให้กลไกการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและสิทธิชุมชนอ่อนแอลงอย่างมาก จึงจำเป็นต้องมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ตั้งอยู่บนหลักประชาธิปไตย และคืนอำนาจให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางการพัฒนา
.
พรพนายกตัวอย่างกรณีพื้นที่นารอบเหมืองโปแตชด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา ที่ได้รับผลกระทบจนกลายเป็น “นาเกลือ” แต่ชาวบ้านไม่สามารถเรียกร้องหรือคัดค้านได้อย่างมีพลัง เนื่องจากกฎหมายไทยขาดหลักการ “ป้องกันไว้ก่อน” (Precautionary Principle) ทำให้เมื่อเกิดผลกระทบแล้วกลไกทางกฎหมายไม่สามารถคุ้มครองประชาชนได้ทันท่วงที
.
พรพนาชี้ว่ากลไกการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และการประเมินผลการศึกษาต่าง ๆ ในปัจจุบัน ไม่สามารถทำหน้าที่ป้องกันหรือแก้ไขปัญหาได้จริง เนื่องจากชุมชนไม่มีอำนาจตามกฎหมายในการผลักดันให้มีการทบทวนหรือยกเลิกโครงการ แม้จะปรากฏผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตอย่างชัดเจนก็ตาม
.
ในช่วงท้ายพรพนาเสนอว่าการปฏิรูปนโยบายด้านที่ดินและสิ่งแวดล้อมไม่ควรเริ่มต้นจากศูนย์ โดยขอให้ผู้กำหนดนโยบายและฝ่ายการเมืองกลับไปทบทวนรายงานและข้อเสนอของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ชุดต่าง ๆ ที่เคยจัดทำไว้ซึ่งมีเนื้อหาละเอียดและเป็นประโยชน์อย่างมาก เพื่อให้การทำงานด้านนโยบายมีความต่อเนื่องและไม่สูญเสียเวลาไปกับการเริ่มต้นใหม่ทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง
ปิยะ เทศแย้ม นายกสมาคมสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทย ระบุว่ารากฐานของความไม่เป็นธรรมทางสิ่งแวดล้อมในสังคมไทยคือการไม่เคารพและไม่ปฏิบัติตามกฎกติกาจนกลายเป็นความเคยชิน ตั้งแต่เรื่องเล็กอย่างกฎจราจรไปจนถึงการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ โดยสังคมไทยขาดการปลูกฝังจิตสำนึกเรื่องความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมร่วมกันตั้งแต่ต้น
.
ปิยะชี้ว่าในภาคการประมงความเหลื่อมล้ำสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจน โดยเรือประมงพื้นบ้านมีอยู่ราว 50,000 ลำ คิดเป็นประมาณร้อยละ 80 ของจำนวนเรือทั้งหมด แต่กลับจับปลาได้เพียงร้อยละ 20 ของทรัพยากรทางทะเล ขณะที่ประมงพาณิชย์ซึ่งมีสัดส่วนเพียงร้อยละ 20 ของจำนวนเรือกลับครอบครองโควตาการจับปลาส่วนใหญ่ กฎหมายแม้จะมีอยู่แต่ไม่ถูกบังคับใช้อย่างจริงจังจนนำไปสู่การทุจริต และทำให้ทะเลไทยเต็มไปด้วยขยะและความอยุติธรรม
.
ปิยะยังเน้นว่าประมงพื้นบ้านไม่ได้ยากจนเพราะใช้เรือขนาดเล็กแต่ยากจนเพราะไม่สามารถเข้าถึงทรัพยากรได้อย่างเป็นธรรม เนื่องจากโควตาการจับปลาถูกจัดสรรให้เรือขนาดใหญ่เป็นหลัก โดยอธิบายว่าทรัพยากรบนบกมักถูกคิดเป็นหน่วยไร่แต่ทรัพยากรในทะเลถูกคิดเป็นกิโลกรัม ปัจจุบันจากผลผลิตสัตว์น้ำประมาณ 1.5 ล้านตันต่อปี ประมงพาณิชย์เพียงร้อยละ 20 กลับจับไปถึงราว 1.2 ล้านตัน ส่วนประมงพื้นบ้านกว่า 50,000 ลำ ต้องแข่งขันกันเพื่อแบ่งปันทรัพยากรที่เหลือ ซึ่งไม่ต่างจากปัญหาการกระจุกตัวของการถือครองที่ดินบนบก
.
ปิยะฝากถึงคนรุ่นใหม่รวมถึงพรรคการเมืองที่เข้าร่วมรับฟังเวทีเสวนา เช่น พรรคประชาธิปัตย์และพรรคประชาชน ให้ให้ความสำคัญกับการสร้างความเท่าเทียมในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะทรัพยากรทางทะเลซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับความมั่นคงทางอาหารของประเทศ และเสนอให้กำหนดขนาดอวนจับสัตว์น้ำขนาดเล็กอย่างเข้มงวดเพื่อปกป้องทรัพยากรในอนาคต พร้อมเรียกร้องให้ปรับระบบโควตาการทำประมงจากการกำหนดเป็น “จำนวนวันออกเรือ” มาเป็นการกำหนดตามปริมาณสัตว์น้ำเป็นกิโลกรัม เพื่อไม่เปิดช่องให้มีการจับสัตว์น้ำเกินขนาดจนกระทบต่อระบบนิเวศ พร้อมย้ำว่าแม้ทุกคนจะสามารถประกอบอาชีพประมงได้ แต่ไม่มีใครมีสิทธิทำลายอนาคตของทะเลและความมั่นคงทางอาหารของสังคมโดยรวม
รศ.คนึงนิจ ศรีบัวเอี่ยม นักวิชาการด้านกฎหมาย สมาคมเครือข่ายอากาศสะอาดเพื่อสุขภาพ ระบุว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมของไทยดำรงอยู่ยาวนานเพราะรัฐและสังคม “ไม่เคยมองว่าเป็นปัญหาอย่างแท้จริง” เมื่อขาดเจตจำนงที่จริงจังประเด็นอื่น ๆ จึงไม่ถูกหยิบยกมาพูดหรือแก้ไขอย่างเป็นระบบ
.
คนึงนิจอธิบายว่าโครงสร้างสังคมไทยดำรงอยู่บนความสัมพันธ์แบบ “สามเส้า” ระหว่างรัฐ ทุน และประชาชน ซึ่งประชาชนยังแยกย่อยเป็นปัจเจกและชุมชน ขณะที่ภาครัฐเองก็ประกอบด้วยฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ ซึ่งตามหลักควรตรวจสอบและถ่วงดุลกันได้ แต่ในความเป็นจริงอำนาจกลับถูกรวบรวมจนกลายเป็นลักษณะเผด็จการรัฐสภาและยังมีอำนาจอื่นเข้ามากระชับทั้งสามฝ่าย ทำให้ความสัมพันธ์สามเส้าบิดเบี้ยว ไม่สมดุล และเต็มไปด้วยพื้นที่สีเทา สีเขียว เทาฟอกเขียว ไปจนถึงสีดำ จนกลายเป็นสภาพ “ผิดธรรมชาติ” ที่สังคมค่อย ๆ เคยชิน
.
คนึงนิจกล่าวว่าในอดีตภาคประชาชนสามารถต่อสู้เพื่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีพลังเมื่อมีเครื่องมือทางกฎหมายที่ดี เช่น รัฐธรรมนูญ 2540 แต่เมื่อเครื่องมือเหล่านั้นหายไปผู้ที่ลุกขึ้นปกป้องสิ่งแวดล้อมกลับกลายเป็นเหยื่อ ถูกฟ้องปิดปาก ขณะที่รัฐไม่ได้ยืนอยู่ฝั่งการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ทำให้ภาระการต่อสู้ตกอยู่กับประชาชนเพียงลำพัง
.
สำหรับร่าง พรบ. อากาศสะอาด คนึงนิจระบุว่าเป็นเพียง “ก้าวเล็ก ๆ” เพราะยังไม่สามารถออกแบบการแก้ปัญหาทั้งระบบได้ แต่จำเป็นต้องเริ่มจากจุดเล็ก ๆ เพื่ออุดช่องว่างที่มีอยู่ โดยกฎหมายฉบับนี้ช่วยบูรณาการหน่วยงานรัฐที่ทำงานแยกส่วนและสถาปนาสิทธิในอากาศสะอาด ซึ่งถือเป็นเพียงส่วนหนึ่งของสิทธิในสิ่งแวดล้อมทั้งหมด แม้จะถูกโจมตีอย่างหนักแต่ก็เป็นความพยายามที่สำคัญ
.
คนึงนิจชี้ว่าความยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อมต้องมองทั้งในมิติของคนรุ่นเดียวกันและระหว่างรุ่น โดยเยาวชนเป็น “โซ่ข้อกลาง” ที่เชื่อมคนรุ่นปัจจุบันกับคนรุ่นอนาคตจึงมีความชอบธรรมอย่างยิ่งในการลุกขึ้นพูดเรื่องความยุติธรรมระหว่างรุ่น พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าการจัดตั้งศาลสิ่งแวดล้อมอาจไม่สร้างความยุติธรรมโดยอัตโนมัติหากระบบการศึกษากฎหมายยังไม่ให้ความสำคัญกับกฎหมายสิ่งแวดล้อม ซึ่งปัจจุบันเป็นเพียงวิชาเลือกในคณะนิติศาสตร์และมีผู้เรียนจำนวนน้อย หากไม่มีการพัฒนาความรู้เฉพาะทางก็ยากจะได้ผู้พิพากษาที่เข้าใจประเด็นสิ่งแวดล้อมอย่างลึกซึ้ง
.
คนึงนิจกล่าวว่าแม้งานเสวนาจะพูดถึง “ความเป็นธรรม” แต่ในความเป็นจริงสิ่งที่ปรากฏกลับเป็นภาพของ “ความไม่เป็นธรรม” อย่างเป็นระบบ พร้อมฝากถึงฝ่ายนิติบัญญัติทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาให้ตระหนักถึงปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน และย้ำว่ารัฐไม่ควรมีความใกล้ชิดกับกลุ่มทุนมากเกินไป ทั้งยังแสดงความกังวลต่อการบิดเบือนในภาคประชาสังคมและภาควิชาการ พร้อมเตือนว่าไม่ควร “เปิดประตูรับโจรเข้าบ้าน” โดยเฉพาะในการออกแบบกฎหมาย ซึ่งในร่าง พรบ. อากาศสะอาดมีทั้งมาตรการจูงใจและมาตรการลงโทษที่ต้องแยกจากกันอย่างชัดเจน ไม่ควรนำมาปะปนจนทำให้หลักการบิดเบือน
.
ในช่วงท้ายคนึงนิจเรียกร้องให้ฝ่ายนิติบัญญัติเดินหน้าทำสิ่งที่สามารถทำได้ทันที โดยขอให้ สส. ทุกพรรคการเมืองร่วมมือกันในประเด็นสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นทั้งเรื่องสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชน พร้อมขอให้ให้เกียรติร่าง พรบ. อากาศสะอาดฉบับประชาชน และเนื่องจากวุฒิสภาไม่ได้มีที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนจึงอยากให้ สส. สื่อสารและทำความเข้าใจกับ สว. เพื่อไม่ให้มีการแก้ไขร่างกฎหมายมากเกินไป รวมถึงรับฟังเสียงคัดค้านจากภาคประชาชนต่อร่างแก้ไข และนำไปปรับปรุงให้กลับมาสอดคล้องกับเจตนารมณ์เดิมอีกครั้ง
ณัฐธิดา รัตนสวัสดิ์ ผู้ประสานงานเครือข่ายเยาวชน Youth Climate Justice Advocates (YCJA) ระบุว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมส่วนหนึ่งเกิดจากโครงสร้างการเรียนรู้ของสังคมไทยที่ทำให้คนรุ่นใหม่ไม่ได้เติบโตมากับธรรมชาติ จึง “ไม่รู้จักและไม่รู้วิธีดูแล” สิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง โดยการสร้างคนให้เข้าใจประเด็นนี้ต้องใช้เวลาจึงจำเป็นต้องปฏิรูปการศึกษาให้ประชาชนเข้าถึงสิ่งแวดล้อมได้ตั้งแต่ต้น และเมื่อเข้าถึงธรรมชาติแล้วการเข้าถึงนโยบายสาธารณะด้านสิ่งแวดล้อมจะตามมาเอง
.
ณัฐธิดาชี้ว่าเยาวชนในพื้นที่จำนวนไม่น้อยที่ออกมาสื่อสารหรือคัดค้านโครงการพัฒนาที่กระทบสิ่งแวดล้อมยังเผชิญความเสี่ยงจากการถูกฟ้องร้องหรือคุกคาม จึงเห็นว่ารัฐต้องมีกลไกคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพ และสร้าง “พื้นที่ปลอดภัย” ให้เยาวชนสามารถแสดงความคิดเห็นและมีส่วนร่วมทางนโยบายได้โดยไม่ถูกปิดปาก
.
ณัฐธิดาเสนอว่าการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อมควรถูกยกระดับอย่างจริงจัง โดยลดการเรียนรู้ที่จำกัดอยู่ในห้องเรียน และเพิ่มการเรียนรู้จากประสบการณ์ตรง เปิดโอกาสให้เยาวชนได้ลงพื้นที่ สัมผัสระบบนิเวศจริง เพื่อสร้างความเข้าใจ ความผูกพัน และแรงจูงใจในการดูแลทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน
.
ณัฐธิดายังได้เรียกร้องให้พรรคการเมืองมีอุดมการณ์และวิสัยทัศน์ระยะยาวมากขึ้น วางรากฐานความเป็นธรรมที่เชื่อมโยงไปถึงอนาคต ทั้งในมิติความเป็นธรรมทางระบบนิเวศและความเป็นธรรมต่อโลก พร้อมใช้นวัตกรรมเชิงนโยบายเพื่อรื้อถอนโครงสร้างอำนาจเดิม เปิดพื้นที่ให้เยาวชนมีส่วนร่วมในการออกแบบอนาคตของประเทศอย่างแท้จริง และกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาที่คำนึงถึงความยั่งยืนในระดับโลกควบคู่กันไป
นันท์นภัส พงศ์วิฑูรย์ ผู้ประสานงานเครือข่ายเยาวชนระดับโลกด้านความหลากหลายทางชีวภาพ ประจำประเทศไทย (GYBN Thailand) ระบุว่ารากของปัญหาความไม่เป็นธรรมด้านสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติมาจากการที่ประชาชนและเยาวชนไม่สามารถเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานได้อย่างแท้จริง ซึ่งเป็นปัญหาที่สั่งสมมาตั้งแต่อดีตและส่งผลต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
.
นันท์นภัสกล่าวว่าเยาวชนต้องการ “สิทธิในการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง” ไม่ใช่เพียงถูกเชิญไปแสดงความเห็นเชิงสัญลักษณ์หรือทำหน้าที่เป็นเพียงไม้ประดับในกระบวนการนโยบาย แต่ต้องการพื้นที่ที่เพียงพอในการพิสูจน์ศักยภาพ เสนอแนวคิด และมีเสียงเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายสาธารณะของผู้กำหนดทิศทางประเทศ พร้อมย้ำว่าเยาวชนไทยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการเปลี่ยนผ่าน และไม่ต้องการเห็นประวัติศาสตร์ความขัดแย้งซ้ำรอยหรือการต่อสู้ที่ลงเอยด้วยความพ่ายแพ้ เป้าหมายของเยาวชนไม่ใช่การเอาชนะใคร แต่คือการทำงานร่วมกันข้ามรุ่น รวมพลังของคนที่มีความแตกต่างหลากหลาย เพื่อออกแบบอนาคตร่วมกันโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
.
ในด้านการศึกษา นันท์นภัสเปิดเผยว่าเครือข่ายเยาวชนได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดทำหลักสูตรและคู่มือครูด้านสิ่งแวดล้อมแล้ว แต่ยังถูกนำไปใช้เพียงในโรงเรียนนำร่องเท่านั้น ซึ่งถือเป็นโอกาสที่ยังไปไม่ถึงศักยภาพสูงสุด โดยเห็นว่าควรขยายการใช้หลักสูตรดังกล่าวไปยังโรงเรียนทั่วประเทศเพื่อให้เด็กและเยาวชนไทยทุกพื้นที่มีความรู้ ความเข้าใจ และความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเท่าเทียม
.
ในช่วงท้ายนันท์นภัสเสนอให้มีการจัดตั้ง “สภาเยาวชนด้านสิ่งแวดล้อม” เพื่อเป็นกลไกถาวรในการเสริมสร้างการมีส่วนร่วม การเรียนรู้ และการพัฒนาศักยภาพของเยาวชนอย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งจัดสรรทรัพยากรที่จำเป็นเพื่อให้เยาวชนสามารถมีบทบาทในการกำหนดนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมและความหลากหลายทางชีวภาพได้อย่างมีความหมายและยั่งยืน
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น