เปิดประตูสู่ ‘รัฐสวัสดิการ’ เริ่มได้ด้วยการเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญใหม่





ในกิจกรรมการเสวนา Policy Forum หัวข้อ“ความเหลื่อมล้ำ – รัฐสวัสดิการ” ในงาน Policy Watch Connect 2026 เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2569 ผมได้ร่วมแสดงความเห็นในประเด็นดังกล่าวโดยเริ่มจากสิ่งที่หลายคนอาจมองข้าม นั่นคือความพยายามผลักดันกฎหมายด้านรัฐสวัสดิการของสภาชุดที่แล้ว ซึ่งจำนวนไม่น้อยยังค้างอยู่ทั้งในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา
.
ภายใต้รัฐธรรมนูญปัจจุบันคณะรัฐมนตรีชุดใหม่มีเวลาเพียง 60 วันหลังการประชุมสภาครั้งแรกในการตัดสินใจว่าจะเดินหน้ากฎหมายเหล่านี้ต่อหรือไม่ ผมคิดว่าถึงเวลาที่พรรคการเมืองต้องตอบให้ชัด ไม่ว่าจะเป็น พรบ. คุ้มครองแรงงานที่เกี่ยวกับเวลาทำงาน การพักผ่อน หรือสิทธิการลาป่วยจากอาการปวดประจำเดือน รวมถึง พรบ. อากาศสะอาดที่ยังค้างอยู่ในวุฒิสภา เรื่องเหล่านี้ไม่ใช่เพียงนโยบายแต่มีความพร้อมเชิงรูปธรรมและสะท้อนเจตจำนงของพรรคการเมืองได้อย่างชัดเจน
.
สำหรับผมความเหลื่อมล้ำและรัฐสวัสดิการคือโครงการทางการเมือง เป็นกระบวนการกระจายทรัพยากรของรัฐกลับไปสู่ประชาชนซึ่งส่วนใหญ่คือแรงงาน คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่าจะให้สวัสดิการอะไรแต่คือเราจะสร้างอำนาจของประชาชนอย่างไร หลายคนพยายามแยกประชานิยมออกจากรัฐสวัสดิการแต่ผมมองว่าประชานิยมคือเนื้อหน่ออ่อนของรัฐสวัสดิการ ตัวอย่างเช่น โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค ในช่วงแรกอาจถูกมองว่าเป็นประชานิยมแต่เมื่อเวลาผ่านไปกลับกลายเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ เช่นเดียวกับโครงการคนละครึ่งที่วันนี้ไม่มีใครกล้าตัด มีเพียงการพูดถึงการต่อยอดและพัฒนา สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่าจากประชานิยมสามารถพัฒนาเป็นสวัสดิการและต่อไปสู่รายได้พื้นฐานถ้วนหน้าได้หากมีเจตจำนงทางการเมือง
.
อีกหัวใจสำคัญคือการเพิ่มอำนาจการต่อรองของแรงงาน ไม่ว่าจะเป็นการรับรองอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 87 และ 98 ว่าด้วยเสรีภาพในการรวมกลุ่มและการเจรจาต่อรองร่วม รวมถึงการกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่น ซึ่งล้วนเป็นกลไกลดความเหลื่อมล้ำทั้งสิ้น หากอยากรู้ว่าพรรคการเมืองใดจริงใจต่อรัฐสวัสดิการให้ดูที่ไส้ในว่าพรรคนั้นส่งเสริมการรวมกลุ่มและอำนาจต่อรองของประชาชนหรือไม่
.
แม้แต่รัฐสภาเองก็เป็นภาพจำลองของสังคมไทย เรามีรูปแบบการจ้างงานที่หลากหลายและสวัสดิการที่แตกต่าง ความแตกต่างนี้ทำให้แรงงานถูกทำให้แยกขาดจากกันและอ่อนแอในการต่อรอง ทั้งที่ความสำเร็จของแรงงานกลุ่มหนึ่งอาจเป็นแรงบันดาลใจให้แรงงานกลุ่มอื่นได้ ผมจึงเชื่อว่าการผลักดันรัฐสวัสดิการต้องมาพร้อมนโยบายที่เพิ่มอำนาจให้ประชาชน ทำให้เราไม่เป็นปัจเจกที่โดดเดี่ยวแต่มีจิตสำนึกแบบการรวมกลุ่ม และนี่คือสิ่งที่ต้องสะท้อนอยู่ในไส้ในของพรรคการเมือง
.
ท้ายที่สุดเราอาจถกเถียงกันว่านโยบายใดคือรัฐสวัสดิการหรือประชานิยม แต่หากเกิดรัฐประหารเราไม่ต้องเลือกอะไรเลยเพราะมีคนเลือกให้เราอยู่แล้ว และภายใต้รัฐธรรมนูญปัจจุบันต่อให้มีเจตจำนงมากเพียงใดก็ยังมีกลไกอย่างวินัยการคลังแบบเสรีนิยมใหม่ที่ล้มทอนรัฐสวัสดิการโดยโครงสร้าง ดังนั้นหากเราต้องการสร้างรัฐสวัสดิการอย่างแท้จริง การตัดสินใจในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ว่าจะเห็นชอบ ไม่เห็นชอบ หรือไม่ออกเสียงต่อการทำประชามติ จึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
.

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

เอกสารงบประมาณ 2569 (ขาวคาดแดง)

แจกเอกสารประกอบการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 69 : เศรษฐกิจ-สังคม-ความมั่นคง-ภัยพิบัติ-บริหาร

เก็บตกข้อเสนอภาควิชาการ เลือกตั้งเสรีและเป็นธรรม หน้าตาเป็นอย่างไร?