ขอสภาต่อลมหายใจ ร่าง พรบ. นิรโทษกรรมคดีทวงคืนผืนป่า/ที่ดิน ก่อนถึงเส้นตาย 13 พ.ค. นี้



วานนี้ (27 เมษายน 2569) ในที่ประชุมวุฒิสภา ผมได้ร่วมอภิปรายในญัตติขอให้วุฒิสภาพิจารณาแนวทางแก้ไขปัญหาสิทธิที่ดินทำกินและการถือครองที่ดินของประชาชน โดยชี้ให้เห็นถึงปัญหาสะสมยาวนาน ทั้งความเหลื่อมล้ำ การทับซ้อนของแนวเขต และผลกระทบจากนโยบายทวงคืนผืนป่า พร้อมเรียกร้องให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เร่งเดินหน้าร่าง พรบ. นิรโทษกรรมคดีทวงคืนผืนป่า/ที่ดินก่อนหมดเวลาในวันที่ 13 พฤษภาคมนี้
.
ประเทศไทยเผชิญปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านการถือครองที่ดินทำกินสูงมาก ภาพสะท้อนที่เห็นได้ชัดในปัจจุบันคือการพบเห็นพื้นที่มูลค่าสูงในย่านเศรษฐกิจใจกลางเมืองถูกนำมาใช้ทำเกษตรในเมือง เช่น การปลูกกล้วยหรือมะนาว ซึ่งปรากฏการณ์ดังกล่าวถือเป็นภาพสะท้อนหนึ่งของความล้มเหลวและช่องโหว่ในการบริหารจัดการที่ดินของประเทศ
.
ประเด็นสำคัญที่นำมาสู่ข้อพิพาทคือปัญหาพื้นที่ทับซ้อนระหว่างที่ดินของรัฐและที่ดินของประชาชน หรือที่ดินชุมชน โดยผมได้หยิบยกรายงานการศึกษาของสถิตย์พงษ์ สุดชูเกียรติ และคณะ ที่เสนอต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เมื่อปี 2559 มาประกอบการอภิปราย โดยชี้ให้เห็นว่าปัญหาเกิดจากการที่รัฐมักเป็นฝ่ายกำหนดแนวเขตแดนเพียงฝ่ายเดียวโดยที่ประชาชนในพื้นที่ไม่ทราบข้อมูลและไม่มีโอกาสแสดงความคิดเห็น ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสิทธิขั้นพื้นฐาน เพราะที่ดินไม่ได้เป็นเพียงปัจจัยการผลิตทางการเกษตรแต่ยังหมายรวมถึงที่อยู่อาศัยของประชาชนด้วย
.
ผมเน้นย้ำว่าการมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นทั้งวิธีการและเป้าหมาย เพื่อลดความขัดแย้ง สร้างการยอมรับร่วมกัน และต้องมีความโปร่งใสตรวจสอบได้ การแก้ปัญหาต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ไม่ใช่เป็นเพียงแค่พิธีกรรมหรือรับคำสั่งจากเบื้องบน
.
นอกจากนี้ผมยังได้ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการคืนความเป็นธรรมให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการแก้ปัญหาของรัฐในอดีต โดยเฉพาะ "นโยบายทวงคืนผืนป่า" ในยุคคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งแม้เป้าหมายอาจมุ่งไปที่กลุ่มทุนแต่ในทางปฏิบัติกลับส่งผลกระทบอย่างหนักต่อประชาชนในพื้นที่
.
ข้อมูลคาดการณ์ระบุว่าระหว่างปี 2557 ถึงปี 2564 มีประชาชนถูกดำเนินคดีจากข้อพิพาทเรื่องพื้นที่ป่า พื้นที่อุทยาน พื้นที่ป่าชุมชน และพื้นที่ทับซ้อนมากกว่า 4,700 คน และยังมีคดีที่เกี่ยวข้องซึ่งส่งผลกระทบต่อประชาชนอีกนับหมื่นคน
.
ในช่วงท้ายของการอภิปรายผมระบุถึงชะตากรรมของร่าง พรบ. นิรโทษกรรมแก่ราษฎร ซึ่งได้รับความเสียหายหรือได้รับผลกระทบจากการดำเนินการตามนโยบายของรัฐด้านที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ พ.ศ. .... ซึ่งเป็น 1 ใน 116 ร่างกฎหมายที่ค้างพิจารณาอยู่ในสภาตั้งแต่สภาชุดที่แล้ว
.
ตามขั้นตอนทางกฎหมาย ครม. มีเวลา 60 วันนับจากวันเปิดประชุมสภาครั้งแรกในการร้องขอให้รัฐสภาเดินหน้าพิจารณาร่างกฎหมายที่ค้างอยู่ ซึ่งกำหนดเวลาดังกล่าวจะสิ้นสุดลงในวันที่ 13 พฤษภาคมที่จะถึงนี้ ทั้งนี้หากมีข้อกังวลว่าร่างกฎหมายฉบับนี้มีช่องโหว่ที่อาจไปเอื้อประโยชน์ให้นายทุนก็สามารถเข้าไปเสนอแปรญัตติและแก้ไขเพื่อปิดช่องโหว่ในชั้นกรรมาธิการได้ ดีกว่าปล่อยให้ร่างกฎหมายนี้ตกไปทั้งฉบับ ผมหวังว่า ครม. จะพิจารณานำร่าง พรบ. ฉบับนี้ ซึ่งสภาผู้แทนราษฎรมีมติรับหลักการและตั้งกรรมาธิการพิจารณาไว้แล้ว กลับมาให้สภาเดินหน้าต่อ เพื่อต่อลมหายใจและคืนความเป็นธรรมในการแก้ปัญหาข้อพิพาทที่ดินให้กับประชาชน

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

เอกสารงบประมาณ 2569 (ขาวคาดแดง)

แจกเอกสารประกอบการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 69 : เศรษฐกิจ-สังคม-ความมั่นคง-ภัยพิบัติ-บริหาร

เก็บตกข้อเสนอภาควิชาการ เลือกตั้งเสรีและเป็นธรรม หน้าตาเป็นอย่างไร?