ขอสถาบันการศึกษาติดอาวุธ “สิทธิแรงงาน” สร้างบัณฑิตเท่าทัน - ป้องกันกดค่าแรง
วันนี้ (27 เมษายน 2569) ในที่ประชุมวุฒิสภา วาระพิจารณารายงานพิจารณาศึกษาแนวทางการผลิตและพัฒนากำลังคนให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน ผมได้ร่วมอภิปรายรายงานฉบับดังกล่าวโดยชี้ให้เห็นถึงจุดแข็งในเชิงข้อมูล แต่ยังแสดงความกังวลในหลายมิติ โดยเฉพาะอำนาจการต่อรองของแรงงาน และการขาดส่วนร่วมจากภาคแรงงานตัวจริง
.
ผมเริ่มต้นด้วยการกล่าวถึงข้อเสนอนโยบายด้านการสร้างระบบฐานข้อมูลและการพัฒนา Dashboard ในทางสาธารณะว่าเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งต่อปัจเจกบุคคล เพราะในโลกความเป็นจริงฝ่ายแรงงานเป็นฝ่ายเสียเปรียบเสมอเมื่อเทียบกับผู้ประกอบการ เนื่องจากมีข้อมูลข่าวสารและอำนาจต่อรองที่น้อยกว่า การมี Dashboard จะช่วยให้แรงงานรู้เท่าทันแนวโน้มตลาดเพื่อนำไปวางแผนอนาคต ทั้งการกำหนดแนวทางการศึกษา การเลือกงาน และที่สำคัญที่สุดคือ “การต่อรองเรื่องสวัสดิการและค่าแรงที่มีคุณภาพ”
.
แม้รายงานฉบับนี้จะได้รับคำชมว่ามีความสมบูรณ์รอบด้านและเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องถึง 22 หน่วยงาน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และตัวแทนนักศึกษา แต่สิ่งที่ขาดหายไปคือ “ภาคแรงงาน” เนื่องจากกลุ่มคนที่พูดถึงเรื่องสะพานเชื่อมระหว่างการศึกษากับการทำงาน คนที่เคยเดินผ่านสะพานนี้มาแล้วก็คือตัวแรงงานเอง หากรายงานมีการจัด Focus Group กับภาคแรงงานก็จะช่วยให้เห็นช่องว่างหรือรอยโหว่หลายประการที่หน่วยงานอื่นอาจมองไม่เห็น
.
ในประเด็นการพัฒนาทักษะชีวิตและประสบการณ์จริง ผมเสนอเพิ่มเติมว่าสถาบันการศึกษาไม่ควรเน้นเพียงแค่การผลิตคนในเชิงปริมาณให้เหมาะสมกับตลาดเท่านั้น แต่ต้องเน้นคุณภาพชีวิตของผู้ที่จะไปเป็นแรงงานด้วย สถาบันการศึกษาจำเป็นต้องติดอาวุธทักษะด้าน “สิทธิแรงงาน” โดยเฉพาะกฎหมายแรงงานสัมพันธ์และ พรบ. คุ้มครองแรงงาน ให้เป็นวิชาพื้นฐาน เพื่อให้บัณฑิตจบใหม่มีปากมีเสียง มีสวัสดิภาพที่ดี และเข้าถึงงานที่มีคุณค่า (Decent Work)
.
ผมยังได้สะท้อนภาพรวมอำนาจการต่อรองของแรงงานไทย โดยเปรียบเทียบกับกลุ่มประเทศนอร์ดิก (เดนมาร์ก นอร์เวย์ สวีเดน) ที่มีความเหลื่อมล้ำต่ำและความสามารถในการแข่งขันสูง เนื่องจากมีสัดส่วนสมาชิกสหภาพแรงงานสูงถึง 40-60% ในขณะที่ประเทศไทยมีเพียง 1% เท่านั้น
.
ที่สำคัญคือเรื่องของทักษะและความสามารถนั้นเป็น "การเมือง” เพราะมักถูกนำมาใช้เป็นข้ออ้างในการกดค่าแรง ไม่ว่าจะเป็นกรณีที่แรงงานบางคนทำงานในไลน์ผลิตมาเป็น 10 ปี แต่ยังได้รับค่าแรงขั้นต่ำหรือถูกตีตราว่าเป็น “แรงงานไร้ทักษะ” ทั้งที่มีประสิทธิภาพในการผลิตสูง ยิ่งไปกว่านั้นอำนาจในการกำหนดนิยามว่า “อะไรคือความรู้ อะไรคือทักษะ” ยังตกอยู่ในมือฝ่ายที่กุมอำนาจเหนือกว่า
.
ในตอนท้ายผมย้ำว่าโจทย์ของการผลิตบัณฑิตให้ตอบโจทย์แรงงาน ไม่ควรเป็นไปเพื่อประโยชน์ทางธุรกิจเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมุ่งหวังให้บัณฑิตเหล่านั้นมีชีวิตที่ดี มีคุณภาพชีวิตที่มั่นคง โดยการสร้างอำนาจการต่อรองผ่านความรู้ด้านสิทธิแรงงานที่พึงมีพึงได้ในฐานะมนุษย์คนหนึ่งด้วย
.
ผมเริ่มต้นด้วยการกล่าวถึงข้อเสนอนโยบายด้านการสร้างระบบฐานข้อมูลและการพัฒนา Dashboard ในทางสาธารณะว่าเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งต่อปัจเจกบุคคล เพราะในโลกความเป็นจริงฝ่ายแรงงานเป็นฝ่ายเสียเปรียบเสมอเมื่อเทียบกับผู้ประกอบการ เนื่องจากมีข้อมูลข่าวสารและอำนาจต่อรองที่น้อยกว่า การมี Dashboard จะช่วยให้แรงงานรู้เท่าทันแนวโน้มตลาดเพื่อนำไปวางแผนอนาคต ทั้งการกำหนดแนวทางการศึกษา การเลือกงาน และที่สำคัญที่สุดคือ “การต่อรองเรื่องสวัสดิการและค่าแรงที่มีคุณภาพ”
.
แม้รายงานฉบับนี้จะได้รับคำชมว่ามีความสมบูรณ์รอบด้านและเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องถึง 22 หน่วยงาน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และตัวแทนนักศึกษา แต่สิ่งที่ขาดหายไปคือ “ภาคแรงงาน” เนื่องจากกลุ่มคนที่พูดถึงเรื่องสะพานเชื่อมระหว่างการศึกษากับการทำงาน คนที่เคยเดินผ่านสะพานนี้มาแล้วก็คือตัวแรงงานเอง หากรายงานมีการจัด Focus Group กับภาคแรงงานก็จะช่วยให้เห็นช่องว่างหรือรอยโหว่หลายประการที่หน่วยงานอื่นอาจมองไม่เห็น
.
ในประเด็นการพัฒนาทักษะชีวิตและประสบการณ์จริง ผมเสนอเพิ่มเติมว่าสถาบันการศึกษาไม่ควรเน้นเพียงแค่การผลิตคนในเชิงปริมาณให้เหมาะสมกับตลาดเท่านั้น แต่ต้องเน้นคุณภาพชีวิตของผู้ที่จะไปเป็นแรงงานด้วย สถาบันการศึกษาจำเป็นต้องติดอาวุธทักษะด้าน “สิทธิแรงงาน” โดยเฉพาะกฎหมายแรงงานสัมพันธ์และ พรบ. คุ้มครองแรงงาน ให้เป็นวิชาพื้นฐาน เพื่อให้บัณฑิตจบใหม่มีปากมีเสียง มีสวัสดิภาพที่ดี และเข้าถึงงานที่มีคุณค่า (Decent Work)
.
ผมยังได้สะท้อนภาพรวมอำนาจการต่อรองของแรงงานไทย โดยเปรียบเทียบกับกลุ่มประเทศนอร์ดิก (เดนมาร์ก นอร์เวย์ สวีเดน) ที่มีความเหลื่อมล้ำต่ำและความสามารถในการแข่งขันสูง เนื่องจากมีสัดส่วนสมาชิกสหภาพแรงงานสูงถึง 40-60% ในขณะที่ประเทศไทยมีเพียง 1% เท่านั้น
.
ที่สำคัญคือเรื่องของทักษะและความสามารถนั้นเป็น "การเมือง” เพราะมักถูกนำมาใช้เป็นข้ออ้างในการกดค่าแรง ไม่ว่าจะเป็นกรณีที่แรงงานบางคนทำงานในไลน์ผลิตมาเป็น 10 ปี แต่ยังได้รับค่าแรงขั้นต่ำหรือถูกตีตราว่าเป็น “แรงงานไร้ทักษะ” ทั้งที่มีประสิทธิภาพในการผลิตสูง ยิ่งไปกว่านั้นอำนาจในการกำหนดนิยามว่า “อะไรคือความรู้ อะไรคือทักษะ” ยังตกอยู่ในมือฝ่ายที่กุมอำนาจเหนือกว่า
.
ในตอนท้ายผมย้ำว่าโจทย์ของการผลิตบัณฑิตให้ตอบโจทย์แรงงาน ไม่ควรเป็นไปเพื่อประโยชน์ทางธุรกิจเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมุ่งหวังให้บัณฑิตเหล่านั้นมีชีวิตที่ดี มีคุณภาพชีวิตที่มั่นคง โดยการสร้างอำนาจการต่อรองผ่านความรู้ด้านสิทธิแรงงานที่พึงมีพึงได้ในฐานะมนุษย์คนหนึ่งด้วย
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น