‘เราคือผู้บริสุทธิ์’ ถอดบทเรียนคดี 14 ตุลา 63 สะท้อนกระบวนการยุติธรรมที่บิดเบี้ยว และความหวังที่ต้องหล่อเลี้ยงในระยะยาว




เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2569 ณ อาคาร ALL RISE (iLaw) มีการจัดวงเสวนาหัวข้อ “เราคือผู้บริสุทธิ์” เพื่อถอดบทเรียนคดีการเมือง โดยเฉพาะคดีขบวนเสด็จเมื่อปี 2563 วงเสวนานี้นำโดย พูนสุข พูนสุขเจริญ จากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน, จุฑาทิพย์ ศิริขันธ์ อดีตแกนนำนักศึกษาและ ผศ. ดร.ภาสกร อินทุมาร จากคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดำเนินรายการโดย รัตนาภรณ์ เจือแก้ว จากกลุ่มกรองข่าวแกง สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่การใช้สิทธิเสรีภาพแต่เป็นโครงสร้างกระบวนการยุติธรรมที่เลือกปฏิบัติ ทว่าท่ามกลางการปราบปราม พลังของประชาชนและความหวังยังคงอยู่
.

[14 ตุลา 63: วันประวัติศาสตร์ที่รัฐล้มเหลวในการจัดการ และผลักภาระให้ผู้ชุมนุม]

.
จุฑาทิพย์ ศิริขันธ์ เล่าย้อนไปถึงเหตุการณ์วันที่ 14 ตุลาคม 2563 ซึ่งเป็นวันประวัติศาสตร์ที่มีผู้คนออกมาชุมนุมอย่างสร้างสรรค์เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย รัฐธรรมนูญ การปฏิรูปสถาบันฯ และเสรีภาพในการแสดงออก แม้จะมีการจับกุมแกนนำไปก่อนหน้า แต่ก็ไม่อาจหยุดยั้งมวลชนที่เดินขบวนไปยังทำเนียบรัฐบาลได้
จุฑาทิพย์ชี้ให้เห็นถึงความผิดพลาดของการสื่อสารในสังคมไทยและการจัดการของรัฐ โดยระบุว่าแม้วันนั้นจะมีข่าวลือเรื่องขบวนเสด็จแต่การดูแลจัดการเป็นหน้าที่ของตำรวจ ไม่ใช่หน้าที่ของผู้ชุมนุม ท้ายที่สุดเหตุการณ์ในวันนั้นกลับจบลงด้วยการล้อมปราบในตอนกลางคืนซึ่งเลวร้ายมาก และนำไปสู่การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงในเช้าตรู่วันที่ 15 ตุลาคม 2563 เพื่อปราบปรามและทำลายขบวนการเคลื่อนไหว พร้อมระบุว่าคดีความที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดจากการออกไปชุมนุมแต่เกิดจากการจำกัดเสรีภาพ การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าไม่มีพลังของประชาชนที่ออกมาเคลื่อนไหว
.

[คดีขบวนเสด็จ: เมื่อศาลเลือกฟัง 'อคติ' มากกว่า 'ข้อเท็จจริง']

.
ในมุมมองทางกฎหมาย พูนสุข พูนสุขเจริญ ได้แจกแจงความผิดปกติในกระบวนการพิจารณาคดีประทุษร้ายเสรีภาพของพระราชินี ข้อเท็จจริงในวันนั้นคือไม่มีการประกาศเส้นทางขบวนเสด็จเนื่องจากเป็นความลับ แม้แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมฝูงชน (คฝ.) ยังรู้ล่วงหน้าเพียง 5 นาที และสื่อมวลชนกระแสหลักก็ไม่ทราบเรื่อง แม้ตำรวจที่รับผิดชอบ คือ สน. ดุสิตแจ้งให้ขบวนเสด็จเปลี่ยนเส้นทางแล้วเพราะมีผู้ชุมนุม แต่นายตำรวจของสำนักพระราชวังกลับให้ขบวนผ่านไปทางที่มีผู้ชุมนุมอยู่
.
พูนสุขยังตั้งข้อสังเกตถึงบรรทัดฐานของศาลว่าในศาลชั้นต้นมีการสืบพยานและเปิดคลิปวิดีโอจนศาลเข้าใจชัดเจนว่าผู้ชุมนุมไม่รู้ว่าใครเสด็จ แต่ในชั้นศาลอุทธรณ์กลับพิจารณาจากเอกสารเพียงอย่างเดียว และกลับคำพิพากษาโดยลงโทษจำคุกจำเลยถึง 16 ปี เพราะศาลอุทธรณ์เลือกใช้ข้อมูลจากพยานโจทก์และกลุ่มคนรักสถาบันฯ ที่มีอคติกับผู้ชุมนุมเป็นทุนเดิม และศาลก็เหมารวมว่ากลุ่มราษฎรที่ต้องการปฏิรูปสถาบันฯ ย่อมต้องรู้ว่าจะมีขบวนเสด็จผ่าน จึงตัดสินว่ามีเจตนากีดขวาง ทั้งที่ผู้ชุมนุมไม่มีการขว้างปาหรือทำร้ายใคร และขบวนล่าช้าไปเพียง 6 นาทีเท่านั้น แต่กลับตัดสินลงโทษผู้ชุมนุม 3 คนที่ศาลเห็นว่าเป็นแกนนำถึง 16 ปี
.

[In the Name of the Father: ภาพสะท้อนกระบวนการยุติธรรมที่บิดเบี้ยวจากความเกลียดชัง]

.
ผศ. ดร.ภาสกร อินทุมาร ได้เปรียบเทียบสถานการณ์ในประเทศไทยกับภาพยนตร์เรื่อง "In the Name of the Father" ซึ่งสร้างจากเรื่องจริงของกระบวนการยุติธรรมอังกฤษที่ยัดข้อหาชาวไอร์แลนด์ด้วยอคติและความเกลียดชัง
.
ภาสกรชี้ให้เห็นความคล้ายคลึงกันว่าเมื่อมีความเกลียดชังเป็นที่ตั้ง แม้หลักฐานจะไม่ชัดเจนแต่ตำรวจและรัฐก็สามารถสร้างหลักฐานเท็จโดยเลือกข้อมูลเพียงบางส่วนมาร้อยเรียงเพื่อใส่ความผู้บริสุทธิ์ และปัดตกหลักฐานที่ชี้ความบริสุทธิ์ทิ้งไป ซึ่งคดีขบวนเสด็จก็มีลักษณะเช่นเดียวกัน หนังเรื่องนี้จึงสะท้อนให้เห็นถึงคดีการเมืองในไทยที่ซ้อนทับอยู่เบื้องหลัง รวมถึงการมีอำนาจนอกเหนือศาลที่คอยกำกับศาลอยู่อีกชั้นหนึ่ง
 

[ นิรโทษกรรมที่ล้มเหลว และการต่อสู้ที่ต้องหล่อเลี้ยง 'ความหวัง' ]

.
ภาพรวมของคดีทางการเมืองยังคงน่ากังวล พูนสุขระบุว่าคดีการเมืองตั้งแต่ปี 2563 มีมากถึง 1,300 คดี ผู้ต้องหา 2,000 คน และปัจจุบันมีผู้ถูกคุมขังในเรือนจำ 63 คน ขณะที่ร่าง พรบ. นิรโทษกรรมทางการเมืองของพรรคประชาชนถูกปัดตกในชั้น สส. ส่วนอีกร่างที่ผ่านโดยไม่นิรโทษกรรมให้คดี ม.112 ก็ไปตกในชั้น สว. ทำให้การต่อสู้ยังคงต้องดำเนินต่อไปไม่ว่าจะหาแนวทางใหม่หรือต้องรอสภาชุดหน้า
.
แม้กระบวนการยุติธรรมจะพยายามตีกรอบและปราบปรามแต่ผู้ร่วมเสวนายืนยันว่าการเคลื่อนไหวตลอดหลายปีที่ผ่านมาไม่ได้สูญเปล่า จุฑาทิพย์ย้ำว่าการต่อสู้ในปี 2563 แม้จะสั้นแต่สร้างการเปลี่ยนแปลงทางความคิดได้จริง พร้อมย้ำว่าต้องช่วยกันปลดล็อกโครงสร้างสังคมเพื่อให้ชัยชนะเกิดขึ้นในคนรุ่นนี้
.
เช่นเดียวกับพูนสุขที่สรุปทิ้งท้ายว่าการต่อสู้เพื่อปฏิรูปสถาบันเป็นเรื่องระยะยาวที่ไม่อาจจบได้ใน 10 ปี แม้กระแสอาจดูแผ่วลงแต่ในแง่ของความรับรู้ของสังคมนั้นก้าวมาไกลมากแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้คือการเพิ่มจำนวนคนที่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลง ควบคู่ไปกับการดูแลผู้ต้องขัง ดูแลครอบครัว และใช้ชีวิตเดินหน้าสู้ต่อไปด้วยกัน

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

เอกสารงบประมาณ 2569 (ขาวคาดแดง)

แจกเอกสารประกอบการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 69 : เศรษฐกิจ-สังคม-ความมั่นคง-ภัยพิบัติ-บริหาร

เก็บตกข้อเสนอภาควิชาการ เลือกตั้งเสรีและเป็นธรรม หน้าตาเป็นอย่างไร?