หยุดปล่อยฆาตกรต่อเนื่องลอยนวล 16 ปี เมษาเลือด นับถอยหลัง 4 ปี ก่อนคดีหมดอายุความ ซ้ำรอยตากใบ




เวียนมาอีกปีแล้วสำหรับวันครบรอบเหตุการณ์อาชญากรรมรัฐกลางกรุง เ10 เม.ย.53 ที่นับเป็นประตูบานแรกของโศกนาฏกรรมการสังหารประชาชนกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ครั้งใหญ่ต่อเนื่องไปถึงเดือนพฤษภา เมื่อรัฐบาลภายใต้การนำของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ตัดสินใจประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินและส่งกำลังทหารเข้าปราบปรามประชาชน ในเหตุการณ์ในวันดังกล่าวมีผู้เสียชีวิต 25 ราย ในจำนวนนี้ประกอบด้วย พลเรือน ผู้ชุมนุม ทหาร และช่างภาพชาวญี่ปุ่น 1 ราย คือฮิโรยูกิ มูราโมโตะ รวมถึงมีรายงานว่ามีผู้ได้รับบาดเจ็บตั้งแต่ 800 คน ไปจนถึง 1,427 คน
.
อย่างไรก็ตามเมื่อเหตุการณ์ผ่านมากว่า 16 ปี ความล่าช้าและอายุความของคดีถือเป็นอุปสรรคที่เร่งด่วนที่สุด โดยคดีสลายการชุมนุมปี 53 ในข้อหาปฏิบัติหน้าที่มิชอบตามมาตรา 157 มีอายุความ 15 ปี ซึ่งสิ้นสุดลงในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม 68 แต่ข้อหาฆ่าผู้อื่นตามมาตรา 288 จะมีอายุความ 20 ปี ในปี 73 ซึ่งเมื่อนับจากวันนี้ก็จะเหลืออายุความอีกเพียง 4 ปีเท่านั้น
.
เราได้เห็นบทเรียนสำคัญจากคดีตากใบที่คดีหมดอายุความ 20 ปี โดยไม่สามารถนำผู้กระทำผิดมารับโทษได้ เพราะกฎหมายไทยกำหนดให้กระบวนการทางอาญาจะระงับอายุความได้ก็ต่อเมื่อตัวจำเลยต้องมาปรากฏต่อหน้าศาลจริง ๆ เท่านั้น ซึ่งในคดีนี้ไม่มีจำเลยคนใดมาตามหมายจับจนกระทั่งหมดเวลาทำให้ผู้กระทำความผิดพ้นผิดไปโดยปริยาย ซึ่งความล้มเหลวดังกล่าวเป็นภาพสะท้อนมาถึงคดีการปราบปรามประชาชนปี 53 สร้างความกังวลว่าคดีนี้ก็อาจมีจุดจบแบบเดียวกัน
.
ยิ่งไปกว่านั้นท่ามกลางเวลาที่นับถอยหลังกรณีนี้ยังต้องเผชิญกับความตีบตันในการดำเนินคดีเมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยว่าคดีของนักการเมืองและเจ้าหน้าที่ระดับสูงในขณะนั้นอย่างอภิสิทธิ์และสุเทพ เทือกสุบรรณในฐานะผู้บังคับบัญชา ศอฉ. ไม่อยู่ในอำนาจของศาลอาญาปกติ แต่อยู่ในอำนาจของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งต้องเริ่มต้นจากการไต่สวนของ ป.ป.ช.
.
แต่คณะกรรมการ ป.ป.ช. กลับมีมติยกคำร้องโดยอ้างว่าการสั่งการเป็นไปตามขั้นตอนกฎหมายภายใต้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ทำให้ไม่สามารถฟ้องร้องผู้สั่งการในศาลอาญาได้ ในส่วนของผู้ปฏิบัติงาน (ทหาร) เมื่อคดีขึ้นสู่ศาลทหาร อัยการศาลทหารมักมีคำสั่งไม่ฟ้องโดยอ้างว่าไม่มีหลักฐานระบุตัวผู้ยิงที่ชัดเจนหรือเป็นการทำตามคำสั่งโดยชอบ ยิ่งไปกว่านั้นความคืบหน้าของการไต่สวนการตายโดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และศาล ที่เคยชี้ในหลายกรณีว่าการเสียชีวิตมาจากการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ทหาร ก็หยุดชะงักลงหลังการรัฐประหาร 57 และไม่ทราบความเคลื่อนไหวมากว่าสิบปีแล้ว
.
แม้จะมีความพยายามที่จะฟ้องร้องศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) ผ่านทางอดีตแกนนำ นปช. ที่เคยเดินทางไปยื่นเรื่องต่อ ICC เพื่อให้เข้ามาสอบสวนความรุนแรง และแม้ ICC จะรับเรื่องไว้เบื้องต้น แต่กระบวนการยังไม่สามารถเริ่มได้จริง เพราะรัฐไทยยังไม่ดำเนินการให้สัตยาบันซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญเพื่อให้มีผลบังคับใช้ที่จะทำให้ ICC มีเขตอำนาจพิจารณาคดีในไทยได้ แม้ว่าจะได้ลงนามในธรรมนูญกรุงโรมไปแล้วตั้งแต่ 25 ปีก่อน
.
สิ่งเหล่านี้ทำให้ฐาติผู้สูญเสียเหลือช่องทางไม่มากนักในการฟ้องร้องคดี แต่ญาติผู้เสียชีวิตก็ยังพอมีความหวังอยู่บ้าง เมื่อขณะนี้มีการเสนอแก้ไขร่าง พรป. ว่าด้วย ป.ป.ช. เพื่อให้ผู้เสียหายหรือญาติมีสิทธิยื่นฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้โดยตรงในกรณีที่ ป.ป.ช. มีมติยกคำร้องหรือไม่ส่งฟ้อง ซึ่งกฎหมายดังกล่าวยังมีสาระสำคัญคือการแก้ไขนิยาม "ผู้เสียหาย" ให้หมายถึงผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เพื่อให้ญาติผู้เสียชีวิตมีสถานะทางกฎหมายที่ชัดเจนในการดำเนินคดี พร้อมเสนอว่าหากศาลรับฟ้องแล้วไม่ให้ถือว่าคดีนั้นสิ้นสุดอายุความ แม้จำเลยจะหลบหนีไม่มาศาลก็ให้ออกหมายจับและดำเนินกระบวนการต่อไปได้
.
ย้ำว่า อีกเพียง 4 ปี เท่านั้น คดีอาญาในเหตุการณ์ปี 53 จะหมดอายุความ สิ่งที่เราเห็นกันทั้งสังคมจากปี 67 คือการ "ลอยนวลพ้นผิด" ของจำเลยในคดีตากใบ ซึ่งไม่ควรเกิดขึ้นซ้ำรอยในคดีปราบปรามประชาชนปี 53 ซึ่งมีผู้เสียชีวิตและได้รับผลกระทบจำนวนมาก เรื่องนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของเสื้อแดงเท่านั้น หากรัฐยังคงปล่อยให้เกิดการลอยนวลพ้นผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าจะยิ่งสร้างวงจรความรุนแรงเป็นการปล่อยฆาตกรต่อเนื่องที่ชื่อว่ารัฐไทยพร้อมที่จะก่อเหตุในอนาคตอีกไม่ว่าคุณจะสวมเสื้อสีใด หรือไม่มีเสื้อเลยก็ตาม
.
ผมขอเรียกร้องให้เร่งรัดการแก้ไขร่าง พรป. ว่าด้วย ป.ป.ช. ให้กลับเข้าสู่สภาฯ โดยเร็วที่สุด รวมทั้งปฏิรูปกฎหมายเกี่ยวกับอายุความให้คดีละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรงหรือคดีอาชญากรรมร้ายแรงไม่มีวันหมดอายุความตามมาตรฐานสากล หรือแก้ไขให้อายุความหยุดลงทันทีเมื่อมีการออกหมายจับหรือเมื่อตัวจำเลยเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม
.
ทั้งนี้ผมสนับสนุนให้ให้แก้ไขกฎหมายเพื่อให้เจ้าหน้าที่ทหารที่กระทำความผิดต่อพลเรือนต้องขึ้นศาลยุติธรรมปกติแทนศาลทหารเพื่อความโปร่งใสและลดการช่วยเหลือพวกพ้องในกองทัพ และรัฐไทยต้องรับรองเขตอำนาจศาล ICC เฉพาะกรณีตามมาตรา 12(3) ของธรรมนูญกรุงโรมเพื่อให้ ICC เข้ามาสืบสวนเหตุการณ์ปี 53 ได้โดยไม่ต้องรอการให้สัตยาบันทั้งฉบับ เพื่อให้ท้ายที่สุดจะสามารถยกระดับคดีนี้สู่ "อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ" เพื่อให้คดีไม่มีอายุความและสามารถดึงองค์กรสากลเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบเมื่อกระบวนการในประเทศไม่สามารถอำนวยความยุติธรรมได้
.
สุดท้ายนี้ก่อนที่คดีจะหมดอายุความในอีก 4 ปี ในรัฐบาลก่อนหน้านี้ผมได้ยื่นกระทู้ถามทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ถึงความคืบหน้าการเอาผิดผู้ก่อเหตุ โดยรัฐมนตรีได้ตอบมาเพียงภาพกว้าง ๆ จำนวนตัวเลขคดี รวมทั้งบอกว่าจะมีการศึกษาเรื่องเกี่ยวกับอายุความ แต่ไม่ได้ตอบให้ชัดเจนว่าจะทำอย่างไรคดีที่เหลืออยู่ 4 ปีนี้ไม่หมดอายุไป
.
หลังรัฐบาลปัจจุบันถวายสัตย์ปฏิญาณฯ เมื่อวันที่ 6 เม.ย. ที่ผ่านมาผมได้ยื่นกระทู้ถาม พล.ต.ท. รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมคนใหม่ทันที ทั้งเรื่องคดีที่เกี่ยวกับการทำร้ายประชาชนและเจ้าหน้าที่ของรัฐ 13 คดีที่ดีเอสไอสั่งฟ้องนั้น ตอนนี้ไปถึงขั้นตอนไหน อย่างไร ติดขัดอย่างไร รวมทั้งแนวทางการเร่งรัดดำเนินคดีก่อนหมดอายุความซึ่งเหลือเพียง 4 ปี หวังว่าประธานวุฒิสภาจะบรรจุกระทู้และรัฐมนตรีจะมาตอบ สำคัญไปกว่านั้นคือดำเนินการก่อนที่คดีจะหมดอายุความซ้ำรอยคดีตากใบ

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

เอกสารงบประมาณ 2569 (ขาวคาดแดง)

แจกเอกสารประกอบการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 69 : เศรษฐกิจ-สังคม-ความมั่นคง-ภัยพิบัติ-บริหาร

เก็บตกข้อเสนอภาควิชาการ เลือกตั้งเสรีและเป็นธรรม หน้าตาเป็นอย่างไร?