ทันข่าววุฒิสภา “มองคดี 44 ส.ส. ก้าวไกล ทะลุแว่นประชาธิปไตย” คุยกับ นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย
วานนี้ (5 เม.ย.) ผมได้มีโอกาสให้สัมภาษณ์ทาง "ทันข่าววุฒิสภา" ในประเด็นคดีของอดีต 44 ส.ส. พรรคก้าวไกล ซึ่งทาง ป.ป.ช. ได้มีมติเห็นชอบร่างคำร้องเพื่อยื่นต่อศาลฎีกา ในข้อหาฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง จากกรณีการร่วมลงชื่อเสนอแก้ไข ม.112 โดยมีประเด็นสรุปได้ดังนี้
.
ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับ "พรรคประชาชน"
.
หากศาลฎีกามีคำสั่งประทับรับฟ้องโดยไม่มีคำสั่งอื่นใด สิ่งที่จะเกิดขึ้นทันทีคือ ส.ส. พรรคประชาชนในสภาชุดปัจจุบันจำนวน 10 คน (แบ่งเป็นบัญชีรายชื่อ 8 คน และ ส.ส.เขต 2 คน) ซึ่งรวมถึงคุณณัฐพงษ์ หัวหน้าพรรคและจะต้องเป็น "ผู้นำฝ่ายค้าน" นั้น จะต้อง "หยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที" ที่ไม่เพียงแต่เรื่องงานตรวจสอบถ่วงดุลในสภาเท่านั้น ตำแหน่ง "ผู้นำฝ่ายค้าน" ยังเป็นกรรมการสรรหาองค์กรอิสระโดยตำแหน่งอีกด้วย
.
ผลกระทบต่อระบอบประชาธิปไตย
.
ความสมดุลของอำนาจอธิปไตย : คดีนี้กำลังสั่นคลอนหลักการพื้นฐานของประชาธิปไตยทั้ง 3 เสาหลัก ได้แก่ หลักความเป็นตัวแทน หลักแบ่งแยกอำนาจ และหลักการตรวจสอบถ่วงดุล ฝ่ายตุลาการกำลังใช้อำนาจผ่านกลไกที่เรียกว่า "มาตรฐานจริยธรรม" เข้ามาตัดสินและลงโทษฝ่ายนิติบัญญัติตั้งแต่ขั้นตอน "การริเริ่มเสนอแก้ไขกฎหมาย" ซึ่งเป็นหน้าที่โดยตรงของ ส.ส. หากมองในแง่นี้ถือเป็นการล้ำเข้ามาในอำนาจฝ่ายนิติบัญญัติ เรียกว่าฝ่ายตุลาการบัญญัติเสียเอง ยังไม่รวมถึง "มาตรฐานจริยธรรม"ที่ใช้ๆ อยู่ขณะนี้ เป็นสิ่งที่ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระร่างขึ้นและก็ใช้บังคับกับนักการเมือง รวมทั้งใช้ตัดสินนักการเมือง เรียกว่าเป็นการร่างเอง ตัดสินเอง ขนาดกฎหมายที่ สส. บัญญัติขึ้น สส.ยังไม่ไปเป็นผู้พิพากษาเองเลย
.
ส่วนทำลายหลักความเป็นตัวแทนของประชาชน ส.ส. คือตัวแทนที่ได้รับ "อาณัติ" มาจากประชาชนผ่านการหาเสียงและการเลือกตั้ง เมื่อ ส.ส. นำนโยบายที่ประชาชนลงคะแนนเสียงให้มาขับเคลื่อนในสภา แต่กลับถูกตัดสินว่ามีความผิดอย่างร้ายแรง มันจึงไม่ใช่แค่การลงโทษตัวนักการเมือง แต่เป็นการที่อำนาจขององค์กรที่ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน (ตุลาการ/องค์กรอิสระ) สามารถหักล้างเจตจำนงค์ของอำนาจที่มาจากประชาชน (ส.ส.) ได้อย่างเด็ดขาด ความสมดุลตรงนี้จึงเอียงไปอยู่ในมือขององค์กรอิสระ
.
ตุลาการภิวัฒน์แทรกแซงนิติบัญญัติ:การที่ ส.ส. เสนอแก้ไขกฎหมาย ถือเป็นการทำหน้าที่ทางนิติบัญญัติตามที่ได้รับอาณัติจากประชาชนผ่านการเลือกตั้ง แต่การที่องค์กรอิสระและศาลเข้ามาชี้มูลความผิดในกระบวนการนี้ จนถึงให้ศาลฎีกาฯดำเนินคดีต่อถือเป็นการที่ฝ่ายตุลาการเข้ามาแทรกแซงการทำหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ
.
"มาตรฐานจริยธรรม" ที่คลุมเครือและลงโทษซ้ำซ้อน: คดีนี้กำลังใช้มาตรฐานจริยธรรมที่ถูกร่างขึ้นโดยองค์กรอิสระมาตัดสินนักการเมืองที่มาจากประชาชน ซึ่งมีความคลุมเครือและตีความได้กว้างขวาง ในอดีตก็เคยดำเนินคดีกับพฤติกรรมที่เคยกระทำก่อนเป็น สส. เช่นกรณีคุณช่อสมัยเรียน นอกจากนี้ ยังถือเป็นการลงโทษถึง 2 ครั้ง เพราะศาลรัฐธรรมนูญได้สั่งยุบพรรคและตัดสิทธิ์กรรมการบริหารไปแล้ว แต่ครั้งนี้ยังตามมาใช้ศาลฎีกาเพื่อตัดสิทธิ์ทางการเมือง "ตลอดชีวิต" ซึ่งเปรียบเสมือนการประหารชีวิตทางการเมือง
.
การ "บอนไซ" ทำให้นักการเมืองเชื่อง: ผลกระทบระยะยาวที่น่ากลัวที่สุด นั่นคือกระบวนการนี้กำลังสร้างความหวาดกลัวทำให้นักการเมือง "เชื่อง" ไม่กล้าที่จะเสนอการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสังคม ไม่กล้าตรวจสอบอำนาจรัฐ หรือแก้ไขปัญหาที่ต้นตอ และท้ายที่สุดนักการเมืองจะหันกลับไปสนใจแค่การต่อรองเก้าอี้และผลประโยชน์เพื่อความอยู่รอด แทนที่จะทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน
.
กระทบต่อกลไกตรวจสอบรัฐบาล: หาก 10 ส.ส. ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ โดยเฉพาะคุณณัฐพงษ์ที่เป็นผู้นำฝ่ายค้าน จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อกระบวนการตรวจสอบถ่วงดุลในสภา และยังรวมไปถึงการขาดตัวแทนของฝ่ายค้านในคณะกรรมการสรรหาองค์กรอิสระชุดต่างๆ อีกด้วย
.
ทีนี้ไปดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพิ่มเติมจนเป็นเหตุให้มีการดำเนินคดีตั้งแต่ต้น ที่สะท้อนถึงความได้สัดส่วน พฤติการณ์คือ "การริเริ่ม" ไม่ใช่ "ผลสำเร็จ" สิ่งที่ 44 ส.ส. กระทำ คือการเข้าชื่อกันเพื่อ "เสนอ" ร่างแก้ไขเพิ่มเติม ม. 112 เข้าสู่สภา ซึ่งเป็นเพียง "ก้าวแรก" ของกระบวนการนิติบัญญัติ ร่างกฎหมายนี้ยังไม่ได้ถูกบรรจุเข้าสู่วาระการประชุมด้วยซ้ำ หากมองในมุมความใกล้เคียงที่จะเกิดผลสำเร็จ (กลายเป็นกฎหมายบังคับใช้) ยังถือว่าห่างไกลมาก เพราะต้องผ่านด่านการโหวตวาระ 1-2-3 ในสภาผู้แทนราษฎร ต้องผ่านด่านวุฒิสภา ผ่านด่านศาลรัฐธรรมนูญ (หากมีผู้ร้อง) และการทูลเกล้าฯ เรียกว่าการที่จะกระทำสำเร็จไม่สามารถกระทำได้โดย 44 สส.โดยลำพัง นั้น แต่การกระทำที่เพิ่งเริ่มต้นสเตปที่ 1 กลับถูกตีความประหนึ่งว่าได้กระทำการล้มล้างสำเร็จไปแล้ว นี่ยังไม่รวมว่าเดิมนโยบายนี้ก็เคยถูก กกต.รับรองไปแล้วตอนส่งนโยบายไปให้ กกต.ตรวจด้วย
.
อีกทั้งความไม่ได้สัดส่วนนี้ยังสะท้อนผ่านเครื่องมือที่ใช้ตัดสิน คือคำว่า "มาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง" จริยธรรมเป็นเรื่องของนามธรรมและคุณค่าที่ตีความได้กว้างขวาง เมื่อนำกรอบจริยธรรมที่ร่างโดยองค์กรอิสระมาเป็นไม้บรรทัดวัดอุดมการณ์ทางการเมืองของ ส.ส. ที่มาจากตัวแทนประชาชน (ซึ่งย่อมมีอุดมการณ์หลากหลาย) แล้วใช้ตีความเพื่อลงโทษขั้นเด็ดขาด จึงดูเป็นการใช้ยาแรงที่ผิดประเภท และขาดความแน่นอนชัดเจนในทางกฎหมาย
.
หลายคนอาจคิดว่า เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเราๆ ท่านๆ แต่หากยอมให้มันเป็นบรรทัดฐานให้ตุลาการเข้ามาแทรกแซงฝ่ายนิติบัญญัติที่เป็นองค์กรทางการเมืองที่ใกล้ชิดประชาชนมากที่สุด เรียกว่าเป็นองค์กรที่แสดงเจตจำนงหรือความเป็นตัวแทนจากประชาชนมากที่สุดได้ ในอนาคตเราก็อาจต้องให้ท่านๆ มานั้งในที่ประชุมสภาหรือแม้แต่พรรคการเมืองเพื่อคอยตรวจนโยบาย ตรวจร่างกฎหมายต่างๆ ได้ ซึ่งนี่เป็นปัญหาร้ายแรงต่อระบอบประชาธิปไตยอย่างยิ่ง
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น