รอยล้อบนถนนสายกลับบ้าน: สิทธิและตัวตนทางการเมืองที่หล่นหายของ ‘แรงงานอพยพ’




ภาพคลื่นมนุษย์มหาศาลที่หลั่งไหลเข้าสู่สถานีขนส่งผู้โดยสารและขบวนรถที่ติดขัดยาวเหยียดบนถนนสายหลักมุ่งหน้าสู่ภูมิภาคต่าง ๆ คือมุมมองที่คุ้นตาในทุกเทศกาลสงกรานต์ ในด้านหนึ่งนี่คือช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลองและการคืนสู่บ้านเกิด แต่หากมองทะลุรอยยิ้มของการพบปะกันระหว่างครอบครัว ปรากฏการณ์นี้กำลังทำหน้าที่เป็นกระจกสะท้อนให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างของสังคมไทยอย่างชัดเจนที่สุด
.
การเดินทางกลับภูมิลำเนาของคนนับล้านนับเป็นบทพิสูจน์ถึงความล้มเหลวของการกระจายอำนาจและการกระจายความเจริญ เมื่อศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ ทุน และโอกาสถูกผูกขาดไว้ที่เมืองหลวงและเขตอุตสาหกรรมเพียงไม่กี่แห่ง ประชาชนจึงถูกบีบบังคับให้ต้องกลายสภาพเป็น "แรงงานอพยพ" ทิ้งบ้านเกิดเมืองนอนเพื่อแลกกับค่าจ้างที่พอจะหล่อเลี้ยงชีวิตและส่งเสียครอบครัวที่รอคอยอยู่เบื้องหลัง
.
พวกเขาเหล่านี้คือ "ประชากรแฝง" ผู้ขับเคลื่อนกลไกเศรษฐกิจในเมืองใหญ่ เป็นฟันเฟืองสำคัญในโรงงานอุตสาหกรรม เป็นผู้สร้างตึกระฟ้าและเป็นผู้ให้บริการในทุกมิติของชีวิตคนเมือง คาดว่ามีมากกว่า 8.4 ล้านคน เฉพาะในกรุงเทพฯมีเกือบ 3 ล้านคน ทว่าในสายตาของโครงสร้างการบริหารจัดการรัฐนั้นพวกเขากลับไร้ตัวตน ตัวเลขประชากรตามทะเบียนราษฎร์ที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงทำให้การจัดสรรงบประมาณ โครงสร้างพื้นฐาน และสวัสดิการสาธารณะในพื้นที่เศรษฐกิจบิดเบี้ยวและไม่เคยเพียงพอ
.
ความเจ็บปวดของการเป็นประชากรแฝงคือการถูกลิดรอน "สิทธิขั้นพื้นฐาน" ในฐานะพลเมืองที่พึงมี การนำสิทธิและสวัสดิการไปผูกติดกับกระดาษที่เรียกว่า "ทะเบียนบ้าน" ทำให้แรงงานจำนวนมากต้องเผชิญกับความยากลำบากในการเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานของรัฐ สิทธิในการเข้าถึงการรักษาพยาบาลกลายเป็นเรื่องยุ่งยากเมื่อสถานพยาบาลตามสิทธิประกันสังคมหรือหลักประกันสุขภาพแห่งชาติไม่ได้อยู่ในพื้นที่ที่อาศัยอยู่จริง การโยกย้ายถิ่นฐานเพื่อหางานทำจึงมักมาพร้อมกับความเสี่ยงด้านสุขภาพที่ขาดการรองรับ
.
ยิ่งไปกว่านั้นในช่วงเวลาที่คนส่วนใหญ่ได้หยุดพักยังมีกลุ่มแรงงานนอกระบบโดยเฉพาะ "แรงงานแพลตฟอร์ม" หรือไรเดอร์ ที่ต้องเร่งทำรอบท่ามกลางสภาพการจราจรที่อันตรายที่สุดของปี พวกเขาคือเส้นเลือดฝอยที่หล่อเลี้ยงระบบนิเวศน์ของเมืองในช่วงเทศกาล แต่กลับไร้ซึ่งการคุ้มครองตามกฎหมายแรงงาน ไม่มีสิทธิในวันหยุดนักขัตฤกษ์ ไม่มีสวัสดิการชดเชยความเสี่ยง และต้องแบกรับต้นทุนชีวิตไว้บนสองล้อของตนเองเพียงลำพัง
.
และเมื่อถึงคราวที่ต้องกำหนดอนาคตของประเทศผ่าน "สิทธิเลือกตั้ง" กลไกของรัฐกลับสร้างต้นทุนที่สูงลิ่วให้กับผู้มีรายได้น้อย การต้องเดินทางกลับไปลงคะแนนเสียงที่ภูมิลำเนาและกระบวนการลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าที่ซับซ้อนทำให้แรงงานจำนวนมากต้องจำใจสละสิทธิทางการเมืองของตนเอง ทั้งที่พวกเขาคือผู้เสียภาษีทางอ้อมและเป็นกลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายของรัฐมากที่สุด การขาดระบบสิทธิเลือกตั้งที่ติดตัวบุคคลจึงเป็นเสมือนการตัดเสียงของคนจนเมืองออกจากสมการประชาธิปไตย
.
เทศกาลสงกรานต์จึงควรเป็นหมุดหมายสำคัญที่สังคมไทยต้องหันมาตั้งคำถามกับโครงสร้างของรัฐที่กดทับแรงงานอพยพ ถึงเวลาแล้วที่นโยบายสาธารณะจะต้องถูกออกแบบใหม่เพื่อโอบรับคนทำงานอย่างแท้จริง ปลดล็อกสิทธิและสวัสดิการออกจากทะเบียนบ้าน คุ้มครองสิทธิแรงงานทุกรูปแบบให้ครอบคลุม และผลักดันการกระจายอำนาจทางเศรษฐกิจกลับสู่ท้องถิ่น เพื่อที่ในวันหนึ่งการเดินทางกลับบ้านในเทศกาลสงกรานต์จะเป็นเพียงทางเลือกของการพักผ่อนและพบปะครอบครัวตามประเพณี ไม่ใช่การดิ้นรนหนีจากการพลัดถิ่นชั่วคราวอย่างที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้
.
ท้ายที่สุดนี้เนื่องในโอกาสวันปีใหม่ไทยนอกจากจะขอให้พี่น้องแรงงานทุกท่านได้พักผ่อน และเดินทางโดยสวัสดิภาพแล้ว ผมขอฝากไปยังจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีแรงงานคนใหม่ ให้คำนึงถึงสิทธิและผลประโยชน์ของแรงงานอพยพและแรงงานนอกระบบ ในฐานะที่พวกเขาเหล่านี้ถือเป็นฟันเฟืองสำคัญของระบบเศรษฐกิจ และดูเหมือนเรื่องนี้จะไม่ได้อยู่ในแนวนโยบายเร่งด่วนที่รัฐมนตรีจะทำมากนัก

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

เอกสารงบประมาณ 2569 (ขาวคาดแดง)

แจกเอกสารประกอบการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 69 : เศรษฐกิจ-สังคม-ความมั่นคง-ภัยพิบัติ-บริหาร

เก็บตกข้อเสนอภาควิชาการ เลือกตั้งเสรีและเป็นธรรม หน้าตาเป็นอย่างไร?