ขอ สว. เปิดประวัติแคนดิเดตองค์กรอิสระให้ ปชช.รู้มากกว่านี้ ซัดรายงาน "หน้าเดียว" สวนทางเป้าหมายรัฐบาลเข้า OECD
วันนี้ (20 เมษายน2569) ผมได้ร่วมอภิปรายในวาระการพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจการแผ่นดิน โดยพุ่งเป้าไปที่ "รายงานเปิด" ของคณะกรรมาธิการสามัญเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ และพฤติกรรมทางจริยธรรม ซึ่งพบว่ามีข้อมูลเปิดเผยต่อสาธารณะเพียงน้อยนิด จนอาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนในการทำหน้าที่ขององค์กรอิสระ
.
ผมเห็นว่าตำแหน่งผู้ตรวจการแผ่นดินเป็นตำแหน่งที่สำคัญมาก แต่เมื่อเข้าไปดูรายงานฉบับที่เปิดเผยต่อสาธารณชน กลับมีข้อมูลเพียงประวัติย่อแบบ 1 หน้ากระดาษ A4 ที่ระบุเพียง ชื่อ อายุ วุฒิการศึกษา และประสบการณ์ทำงาน โดยไม่มีรายละเอียดของการประเมินใด ๆ
.
หากเราลองสวมบทเป็นประชาชนหรือข้าราชการที่จะต้องอยู่ภายใต้อำนาจของผู้ตรวจการแผ่นดิน เราจะคิดอย่างไรเมื่อคนที่จะมาดำรงตำแหน่งมีประวัติให้รับรู้เพียงเท่านี้ แล้ว สว. ใช้หลักเกณฑ์ใดในการตัดสินใจ ผมยังได้ยกตัวอย่างกรณีการให้ความเห็นชอบกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) 2 ท่าน เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งทั้งคู่เป็นอดีตอธิบดี (กรมการขนส่งทางบกและกรมโยธาธิการฯ) มีประวัติ 1 หน้า A4 เหมือนกันทุกประการ แต่ผลโหวตกลับปรากฏว่าคนหนึ่งผ่านแต่อีกคนหนึ่งไม่ผ่าน ทำให้ประชาชนภายนอกเกิดความเคลือบแคลงใจ
.
พร้อมกันนี้ผมได้เชื่อมโยงประเด็นนี้กับคำแถลงนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งหวังนำประเทศไทยเข้าร่วมเป็นสมาชิกองค์การความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้กล่าวย้ำถึง 4 ครั้ง โดยเฉพาะนโยบายที่ 23 เรื่องการแก้ปัญหาคอร์รัปชันเชิงโครงสร้าง ซึ่งหลักเกณฑ์สำคัญของ OECD คือการเปิดเผยข้อมูลสาธารณะ (Public Disclosure) และแน่นอนว่าผู้ที่ทำหน้าที่ในการตรวจสอบ (The Watcher) ต้องเปิดเผยและโปร่งใสที่สุด แต่ขณะนี้ประชาชนกลับมีข้อมูลเพียง 1 หน้า A4 เท่านั้น
.
นอกจากนี้ผมยังได้เปิดเผยข้อมูลเปรียบเทียบกับกระบวนการทำงานของ "คณะกรรมการสรรหา" (ประกอบด้วย ประธานศาลฎีกา ประธานศาลปกครอง ผู้นำฝ่ายค้าน ฯลฯ) ซึ่งมีความโปร่งใสสูงมาก มีการเปิดเผยทั้งใบสมัคร ข้อมูลประวัติการทำงาน บันทึกคณะกรรมการสอบวินัย ความเห็นของกรรมการสรรหาในรอบคัดเลือกเหลือ 2 คน รวมถึงการแสดงวิสัยทัศน์และการตอบคำถาม (Q&A) ของแคนดิเดตผู้ตรวจการแผ่นดินท่านปัจจุบัน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงวิธีคิดและการตัดสินใจในสถานการณ์ต่าง ๆ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นเอกสารที่เปิดเผยต่อสาธารณะเข้าถึงได้ แต่เมื่อมาถึงมือของ สว. ก็เป็นที่น่าเสียดายอย่างยิ่งที่ไม่มีกระบวนการเปิดเผยเช่นนี้
.
เพื่อชี้ให้เห็นว่าการเปิดเผยข้อมูลสามารถทำได้ ผมได้เทียบเคียงกับรายงานการสอบประวัติผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินของ สว. ชุดที่แล้วที่มีเพียง 1 หน้า A4 และแนบแบบประเมินจริยธรรมเปล่า ๆ ในภาคผนวก แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับยุค สว. ภายใต้รัฐธรรมนูญ ปี 2540 ซึ่งถือเป็นตัวแบบที่ดี เมื่อครั้งสอบประวัติ กกต. มีการเผยแพร่รายงานผ่านเว็บไซต์สภา ประชาชนเข้าถึงได้ มีทั้งการแสดงวิสัยทัศน์ เปรียบเทียบประวัติ และการตอบคำถามของแต่ละท่านอย่างชัดเจน
.
นอกจากนี้ผมยังได้โต้แย้งข้ออ้างเรื่องข้อบังคับการประชุมข้อ 109 และ 110 ที่กำหนดให้การประชุมเป็นความลับ โดยชี้ให้เห็นว่า ข้อ 110 วรรค 2 ระบุชัดเจนว่า รายงานของกรรมาธิการจะแยกจัดทำ "บางส่วน" เป็นรายงานลับก็ได้ โดยคำว่า 'บางส่วน' ไม่ควรหมายถึงการปิดบังข้อมูลถึง 98% เป็นความลับ หลักการตามรัฐธรรมนูญมาตรา 129 เป้าหมายของการเปิดเผยคือการสะท้อนความโปร่งใส สุจริต และตรวจสอบได้ เว้นแต่จะมีมติที่ประชุมให้ปกปิดเป็นกรณีพิเศษ
.
ในช่วงท้ายผมได้ได้เรียกร้องให้ สว. ชุดปัจจุบัน ซึ่งมาจากการเลือกกันเอง (แม้จะมีผู้ตั้งข้อสงสัย) สร้างมาตรฐานที่แตกต่างจาก สว. ที่เป็นผลพวงจากการรัฐประหาร โดยเสนอให้ปฏิรูปการจัดทำรายงานของกรรมาธิการสอบประวัติเพื่อให้สอดรับกับนโยบายของนายกรัฐมนตรี พร้อมเสนอว่า สว. ต้องเปลี่ยนแปลงเพื่อเปิดเผยความโปร่งใส ให้ประชาชนเห็นว่าเหตุผลที่แท้จริงของการให้ความเห็นชอบนั้นอยู่ที่คุณสมบัติ ประสบการณ์ และความกล้าหาญในการตรวจสอบ มากกว่าเหตุผลอื่นที่ถูกปิดบังไว้
.
ผมเห็นว่าตำแหน่งผู้ตรวจการแผ่นดินเป็นตำแหน่งที่สำคัญมาก แต่เมื่อเข้าไปดูรายงานฉบับที่เปิดเผยต่อสาธารณชน กลับมีข้อมูลเพียงประวัติย่อแบบ 1 หน้ากระดาษ A4 ที่ระบุเพียง ชื่อ อายุ วุฒิการศึกษา และประสบการณ์ทำงาน โดยไม่มีรายละเอียดของการประเมินใด ๆ
.
หากเราลองสวมบทเป็นประชาชนหรือข้าราชการที่จะต้องอยู่ภายใต้อำนาจของผู้ตรวจการแผ่นดิน เราจะคิดอย่างไรเมื่อคนที่จะมาดำรงตำแหน่งมีประวัติให้รับรู้เพียงเท่านี้ แล้ว สว. ใช้หลักเกณฑ์ใดในการตัดสินใจ ผมยังได้ยกตัวอย่างกรณีการให้ความเห็นชอบกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) 2 ท่าน เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งทั้งคู่เป็นอดีตอธิบดี (กรมการขนส่งทางบกและกรมโยธาธิการฯ) มีประวัติ 1 หน้า A4 เหมือนกันทุกประการ แต่ผลโหวตกลับปรากฏว่าคนหนึ่งผ่านแต่อีกคนหนึ่งไม่ผ่าน ทำให้ประชาชนภายนอกเกิดความเคลือบแคลงใจ
.
พร้อมกันนี้ผมได้เชื่อมโยงประเด็นนี้กับคำแถลงนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งหวังนำประเทศไทยเข้าร่วมเป็นสมาชิกองค์การความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้กล่าวย้ำถึง 4 ครั้ง โดยเฉพาะนโยบายที่ 23 เรื่องการแก้ปัญหาคอร์รัปชันเชิงโครงสร้าง ซึ่งหลักเกณฑ์สำคัญของ OECD คือการเปิดเผยข้อมูลสาธารณะ (Public Disclosure) และแน่นอนว่าผู้ที่ทำหน้าที่ในการตรวจสอบ (The Watcher) ต้องเปิดเผยและโปร่งใสที่สุด แต่ขณะนี้ประชาชนกลับมีข้อมูลเพียง 1 หน้า A4 เท่านั้น
.
นอกจากนี้ผมยังได้เปิดเผยข้อมูลเปรียบเทียบกับกระบวนการทำงานของ "คณะกรรมการสรรหา" (ประกอบด้วย ประธานศาลฎีกา ประธานศาลปกครอง ผู้นำฝ่ายค้าน ฯลฯ) ซึ่งมีความโปร่งใสสูงมาก มีการเปิดเผยทั้งใบสมัคร ข้อมูลประวัติการทำงาน บันทึกคณะกรรมการสอบวินัย ความเห็นของกรรมการสรรหาในรอบคัดเลือกเหลือ 2 คน รวมถึงการแสดงวิสัยทัศน์และการตอบคำถาม (Q&A) ของแคนดิเดตผู้ตรวจการแผ่นดินท่านปัจจุบัน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงวิธีคิดและการตัดสินใจในสถานการณ์ต่าง ๆ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นเอกสารที่เปิดเผยต่อสาธารณะเข้าถึงได้ แต่เมื่อมาถึงมือของ สว. ก็เป็นที่น่าเสียดายอย่างยิ่งที่ไม่มีกระบวนการเปิดเผยเช่นนี้
.
เพื่อชี้ให้เห็นว่าการเปิดเผยข้อมูลสามารถทำได้ ผมได้เทียบเคียงกับรายงานการสอบประวัติผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินของ สว. ชุดที่แล้วที่มีเพียง 1 หน้า A4 และแนบแบบประเมินจริยธรรมเปล่า ๆ ในภาคผนวก แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับยุค สว. ภายใต้รัฐธรรมนูญ ปี 2540 ซึ่งถือเป็นตัวแบบที่ดี เมื่อครั้งสอบประวัติ กกต. มีการเผยแพร่รายงานผ่านเว็บไซต์สภา ประชาชนเข้าถึงได้ มีทั้งการแสดงวิสัยทัศน์ เปรียบเทียบประวัติ และการตอบคำถามของแต่ละท่านอย่างชัดเจน
.
นอกจากนี้ผมยังได้โต้แย้งข้ออ้างเรื่องข้อบังคับการประชุมข้อ 109 และ 110 ที่กำหนดให้การประชุมเป็นความลับ โดยชี้ให้เห็นว่า ข้อ 110 วรรค 2 ระบุชัดเจนว่า รายงานของกรรมาธิการจะแยกจัดทำ "บางส่วน" เป็นรายงานลับก็ได้ โดยคำว่า 'บางส่วน' ไม่ควรหมายถึงการปิดบังข้อมูลถึง 98% เป็นความลับ หลักการตามรัฐธรรมนูญมาตรา 129 เป้าหมายของการเปิดเผยคือการสะท้อนความโปร่งใส สุจริต และตรวจสอบได้ เว้นแต่จะมีมติที่ประชุมให้ปกปิดเป็นกรณีพิเศษ
.
ในช่วงท้ายผมได้ได้เรียกร้องให้ สว. ชุดปัจจุบัน ซึ่งมาจากการเลือกกันเอง (แม้จะมีผู้ตั้งข้อสงสัย) สร้างมาตรฐานที่แตกต่างจาก สว. ที่เป็นผลพวงจากการรัฐประหาร โดยเสนอให้ปฏิรูปการจัดทำรายงานของกรรมาธิการสอบประวัติเพื่อให้สอดรับกับนโยบายของนายกรัฐมนตรี พร้อมเสนอว่า สว. ต้องเปลี่ยนแปลงเพื่อเปิดเผยความโปร่งใส ให้ประชาชนเห็นว่าเหตุผลที่แท้จริงของการให้ความเห็นชอบนั้นอยู่ที่คุณสมบัติ ประสบการณ์ และความกล้าหาญในการตรวจสอบ มากกว่าเหตุผลอื่นที่ถูกปิดบังไว้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น