คณะกรรมการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ กับการขาด “การปรึกษาหารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างกัน” อย่างเพียงพอ



ผู้ที่ติดตามสถานการณ์ทางการเมืองอาจคุ้นเคยกับบทบาทของคณะกรรมการสรรหาฯ ในกระบวนการแต่งตั้งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ โดยนอกจากขั้นตอนปลายทางซึ่งต้องได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภา (สว.) แล้ว กระบวนการต้นทางยังประกอบด้วย 2 ช่องทางหลัก ได้แก่ ช่องทางจากที่ประชุมใหญ่ศาล และช่องทางจากผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งทั้งสองส่วนจะถูกกลั่นกรองโดยคณะกรรมการสรรหาก่อนเสนอรายชื่อให้ สว. พิจารณา
.
องค์ประกอบของคณะกรรมการสรรหาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 203 (ซึ่งใช้เป็นหลักเดียวกันกับองค์กรอิสระอื่น) ประกอบด้วย
.
1. ผู้แทนฝ่ายตุลาการ ได้แก่ ประธานศาลฎีกา และประธานศาลปกครองสูงสุด
2. ผู้แทนฝ่ายนิติบัญญัติ ได้แก่ ประธานสภาผู้แทนราษฎร และผู้นำฝ่ายค้าน
3. บุคคลซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากองค์กรอิสระอื่น (ที่ไม่ได้อยู่ระหว่างการสรรหาในขณะนั้น)
.
ประเด็นสำคัญอยู่ที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 203 วรรคหก ซึ่งกำหนดคุณสมบัติของบุคคลที่พึงได้รับการสรรหาไว้ว่า ต้องเป็นผู้ที่
.
1. มีความรับผิดชอบสูง
2. มีความกล้าหาญในการปฏิบัติหน้าที่
3. มีพฤติกรรมทางจริยธรรมเป็นแบบอย่างที่ดีของสังคม
.
นอกจากนี้หนังสือ “ความมุ่งหมายและคำอธิบายประกอบรายมาตราของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560” ยังอธิบายเพิ่มเติมถึงเจตนารมณ์ของบทบัญญัติดังกล่าวว่า
.
1. คณะกรรมการสรรหาควรใช้วิธีการ “ปรึกษาหารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างกัน” มากกว่าการลงคะแนนโดยปราศจากการหารือ
2. ควรคำนึงถึงผลสัมฤทธิ์ในการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ที่ได้รับการสรรหาด้วย
.
จากหลักการดังกล่าว ผมได้มีหนังสือถึงประธานศาลฎีกาในฐานะประธานคณะกรรมการสรรหา กกต. ในปัจจุบัน โดยชี้ให้เห็นว่า สถานการณ์ที่วุฒิสภา (สว.) และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีบทบาทเกี่ยวข้องกันทั้งในฐานะผู้ให้ความเห็นชอบและผู้วินิจฉัย อาจก่อให้เกิดประเด็นเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาว่า สว. ซึ่งมีเสียงเกินกึ่งหนึ่งของสภามีอำนาจชี้ขาดในการให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ และที่ผ่านมาได้ไม่ให้ความเห็นชอบผู้ได้รับการเสนอชื่อจำนวนมาก ย่อมส่งผลต่อความเป็นไปได้ที่ผู้ได้รับการสรรหาจะสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิผล
.
ด้วยเหตุนี้ผมจึงเห็นว่าคณะกรรมการสรรหาควรพิจารณาชะลอการเสนอรายชื่อบุคคลเข้าสู่กระบวนการ และควรเร่งรัดให้ กกต. ดำเนินการในคดีที่เกี่ยวข้องกับ สว. ให้แล้วเสร็จเสียก่อน เพื่อให้กระบวนการสรรหาสอดคล้องกับหลักการเรื่อง “ผลสัมฤทธิ์ในการปฏิบัติหน้าที่” อย่างแท้จริง
.
ในอีกด้านหนึ่ง หากพิจารณาถึงขั้นตอนการให้ความเห็นชอบโดย สว. ซึ่งมีการตรวจสอบประวัติและอาจมีการซักถามทัศนคติของผู้ได้รับการเสนอชื่อ ในบริบทที่ กกต. กำลังพิจารณาคดีที่เกี่ยวข้องกับ สว. อยู่ ย่อมเกิดคำถามว่า ผู้สมัครที่มีทัศนคติหรือคำตอบซึ่งอาจถูกมองว่าไม่สอดคล้องกับ สว. จะสามารถผ่านการให้ความเห็นชอบได้หรือไม่ และกระบวนการดังกล่าวจะยังคงสามารถคัดเลือกบุคคลที่มี “ความกล้าหาญในการปฏิบัติหน้าที่” ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญได้จริงเพียงใด
.
อีกประเด็นหนึ่งที่ควรพิจารณา คือ เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่ให้คณะกรรมการสรรหาใช้วิธี “ปรึกษาหารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างกัน” เป็นหลัก อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาจากรายงานการสรรหาที่เปิดเผยต่อสาธารณะ พบว่าแม้จะมีการสรุปความเห็นต่อผู้สมัคร และบางกรณีมีการแสดงวิสัยทัศน์หรือการถาม–ตอบ แต่ยังไม่ปรากฏข้อมูลที่สะท้อนถึงกระบวนการปรึกษาหารือภายในคณะกรรมการอย่างชัดเจน ซึ่งอาจไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญมาตรา 203 วรรคหก [ดูตัวอย่าง รายงานการพิจารณาสรรหาบุคคลผู้สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ตรวจการแผ่นดิน (แทนตําแหน่งที่ว่าง) https://prt.parliament.go.th/.../d8f1e32f-c3e8.../content... ]
.
การที่ผมหยิบยกประเด็นดังกล่าวมิได้มีเจตนาเบี่ยงเบนความสนใจจากปัญหาในส่วนของวุฒิสภาแต่อย่างใด หากแต่ต้องการชี้ให้เห็นว่า คณะกรรมการสรรหาเองก็เป็นอีกกลไกหนึ่งที่ควรได้รับการตรวจสอบและตั้งคำถามอย่างจริงจังเช่นกัน

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

เอกสารงบประมาณ 2569 (ขาวคาดแดง)

แจกเอกสารประกอบการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 69 : เศรษฐกิจ-สังคม-ความมั่นคง-ภัยพิบัติ-บริหาร

เก็บตกข้อเสนอภาควิชาการ เลือกตั้งเสรีและเป็นธรรม หน้าตาเป็นอย่างไร?