รธน.ปราบโกงล้มเหลว ต้องหยุดขบวนการ "ผลัดกันเกาหลัง" ทำดัชนีคอร์รัปชันร่วง
เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2569 ในการประชุมวุฒิสภาวาระการพิจารณารายงานศึกษาเรื่อง การขับเคลื่อนยกระดับดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI) เพื่อสร้างความโปร่งใสและความเชื่อมั่นของประเทศ ซึ่งเสนอโดยคณะกรรมาธิการกิจการองค์กรอิสระฯ ผมได้อภิปรายสนับสนุนข้อเสนอแนะในรายงานดังกล่าว พร้อมชี้ให้เห็นถึงรากเหง้าของปัญหาคอร์รัปชันในไทยที่เกิดจากโครงสร้างขององค์กรอิสระที่ขาดการตรวจสอบถ่วงดุล ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
.
ดัชนี CPI ที่ตกต่ำลงนั้นสะท้อนมาจากการรับรู้ของนักลงทุนและภาคเอกชน โดยอ้างอิงถึงคำกล่าวของผู้บริหารระดับสูงในองค์กรนวัตกรรมระดับโลกที่ระบุว่า "การทำธุรกิจในไทยต้องจ่ายสินบนถือเป็นเรื่องปกติ" ผมย้ำว่าภาพลักษณ์เช่นนี้เป็นการคัดกรองนักลงทุนทางอ้อม ทำให้กลุ่มธุรกิจที่เน้นการใช้นวัตกรรมและความสามารถเพื่อสร้างความได้เปรียบเลือกที่จะไม่มาลงทุนในประเทศไทย แต่กลับดึงดูดเฉพาะกลุ่มธุรกิจที่อาศัยช่องว่างจากการจ่ายสินบนหรือ "ค่าผ่านทาง" เพื่อแลกกับใบอนุญาตต่าง ๆ ซึ่งทำลายขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว
.
แม้ผมจะเห็นด้วยกับข้อเสนอนโยบาย 5 ประการของคณะกรรมาธิการฯ เช่น การยกระดับการแก้ปัญหาทุจริตเป็นวาระแห่งชาติ และการสร้างความโปร่งใสในกระบวนการยุติธรรมและงบประมาณ แต่ผมชี้ให้เห็นถึง "ข่าวร้าย" ว่าประเทศไทยพยายามใช้กลไกเหล่านี้มานานแล้ว โดยเฉพาะการสถาปนากติกาที่ถูกขนานนามว่า "รัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง" อย่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับสวนทาง เพราะในช่วงปี 2562-2568 ดัชนี CPI ของไทยกลับลดลงอย่างต่อเนื่อง ไม่บรรลุเป้าหมายตามยุทธศาสตร์ชาติที่ตั้งไว้ว่าไทยต้องได้คะแนนไม่ต่ำกว่า 50 คะแนน และติด 1 ใน 54 ของโลก แต่ปัจจุบันไทยยังคงอยู่ในการจัดอันดับที่ 100 กว่า และได้คะแนนเพียง 30 กว่าคะแนนเท่านั้น
.
อีกปัญหาที่เป็นหัวใจสำคัญคือเรื่องที่มาและกระบวนการตรวจสอบของ "องค์กรอิสระ" โดยเฉพาะ ป.ป.ช. ที่ควรเป็นหัวหมู่ทะลวงฟันในการปราบปรามการทุจริต พร้อมด้วยกระบวนการสรรหามาจากตัวแทนศาล นิติบัญญัติ และองค์กรอิสระด้วยกันเอง จากนั้นผู้ที่ถูกสรรหาก็ต้องได้รับการเห็นชอบจาก สว. ที่ถูกมองว่าเชื่อมโยงกับผู้มีอำนาจ ทำให้เกิดระบบนิเวศทางการเมืองที่เกื้อหนุนกัน
.
นอกจากนี้เมื่อเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบ องค์กรเหล่านี้ก็ใช้กลไกในการตรวจสอบกันเอง ซึ่งผมเปรียบเปรยว่าเป็นกระบวนการ "ผลัดกันเกาหลัง" ยิ่งไปกว่านั้นรัฐธรรมนูญปี 2560 ได้ตัดสิทธิประชาชนในการเข้าชื่อถอดถอนองค์กรอิสระบางส่วนออกไป เมื่อเทียบกับรัฐธรรมนูญปี 2540 และ 2550
ผมจึงอดไม่ได้ที่จะต้องหยิบยกวาทกรรมคลาสสิกจากภาพยนตร์ดังอย่าง Watchmen ว่า "Who watches the Watchmen?" (ใครเล่าจะเป็นคนตรวจสอบคนที่ตรวจสอบ) มาตั้งคำถามถึงระบบที่เป็นอยู่
.
สุดท้ายนี้ผมได้เสนอแนะเพิ่มเติมจากรายงานของ กมธ. ว่า ต้องมีการรื้อและออกแบบกระบวนการได้มาและการตรวจสอบองค์กรอิสระใหม่ทั้งหมด เพราะท้ายที่สุดหากปล่อยให้ระบบนิเวศของการตรวจสอบเป็นแบบผลัดกันเกาหลัง นักลงทุนต่างชาติก็ประเมินได้ว่า การทำธุรกิจในไทยไม่ใช่เรื่องของความสามารถ แต่เป็นเรื่องของความสามารถในการจ่ายค่าผ่านทาง ซึ่งจะกีดกันนักลงทุนที่ดีออกไปในที่สุด
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น