กองทุนสื่อฯ ควรเร่งแก้ปม "ฟ้องปิดปาก-กดขี่แรงงาน" ชงงัดข้อแพลตฟอร์มข้ามชาติ ทวงคืนนิเวศสื่อที่เป็นธรรม
วันนี้ (27 เมษายน 2569) ในการประชุมวุฒิสภา วาระพิจารณารายงานผลการดำเนินงานประจำปีของกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ผมได้ร่วมอภิปรายตั้งข้อสังเกตและวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของกองทุนฯ ในรอบทศวรรษ แม้ภาพรวมในปีที่ผ่านมาจะอยู่ในเกณฑ์ดีแต่ยังพบปัญหาเชิงโครงสร้างที่ขัดขวางการสร้าง "ระบบนิเวศสื่อที่ดี" อย่างแท้จริง โดยเฉพาะประเด็นความโปร่งใส สวัสดิภาพแรงงานสื่อ เสรีภาพในการนำเสนอข่าวสาร และการรับมือกับแพลตฟอร์มข้ามชาติ
.
ผมได้ชี้ให้เห็นถึงข้อวิจารณ์เรื่องการผูกขาดการให้ทุน ซึ่งส่วนใหญ่มักตกไปอยู่กับองค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ ในขณะที่ภาคประชาสังคมที่เป็นฟันเฟืองสำคัญในการสร้างนิเวศสื่อกลับได้รับทุนน้อยมาก นอกจากนี้โครงการจากสถาบันการศึกษามีสัดส่วนเพียงร้อยละ 2 ซึ่งอาจขัดต่อเป้าหมายของกองทุนฯ
.
พร้อมกันนี้ผมได้หยิบยกผลคะแนนการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใส (ITA) ที่ลดลงเหลือ 88.23 คะแนน โดยแนะว่าควรตั้งเป้าให้ถึงระดับ 95 คะแนน และเรียกร้องให้มีการเปิดเผยเหตุผลในการอนุมัติหรือไม่อนุมัติทุนต่อสาธารณชนอย่างชัดเจนเพื่อลดความคลางแคลงใจ รวมถึงต้องจัดตั้งระบบอุทธรณ์ที่มีประสิทธิภาพ
.
ในวาระที่กองทุนฯดำเนินงานครบ 10 ปี ผมยังตั้งคำถามถึงวิสัยทัศน์ของกองทุนฯ ว่าสังคมไทยมีระบบนิเวศสื่อที่ดีขึ้นจริงหรือไม่ พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงการที่กองทุนฯ ร่วมเป็นเจ้าภาพจัดเวทีสัปดาห์สื่ออาเซียน-จีน โดยระบุว่าอาจต้องทบทวนท่าที เนื่องจากประเทศพันธมิตรอาจมีแนวทางด้านเสรีภาพสื่อที่แตกต่างจากหลักสากล ซึ่งการไม่มีเสรีภาพจะนำไปสู่การเซ็นเซอร์ตัวเองจนประชาชนไม่สามารถแยกแยะสื่อที่ดีได้
.
นอกจากนี้ยังได้เน้นย้ำถึงปัญหา การฟ้องปิดปาก (SLAPP) ที่สื่อมวลชนต้องเผชิญจากการตรวจสอบรัฐ นักการเมือง และกลุ่มทุน รวมถึงการแทรกแซงกองบรรณาธิการจากฝ่ายธุรกิจ ซึ่งรัฐธรรมนูญปี 2560 ขาดกลไกการคุ้มครองความเป็นอิสระของสื่อในส่วนนี้เมื่อเทียบกับรัฐธรรมนูญฉบับก่อนหน้า
.
อีกประเด็นสำคัญที่ผมหยิบยกมาอภิปรายคือ "คุณภาพชีวิตของแรงงานสื่อ" ซึ่งปัจจุบันต้องทำงานอย่างยากลำบากภายใต้ค่าตอบแทนที่ต่ำ ผมแสดงจุดยืนสนับสนุนข้อเสนอของสหภาพแรงงานสร้างสรรค์ โดยเรียกร้องให้กองทุนฯ ใช้เงื่อนไขด้านสิทธิแรงงานเป็นเกณฑ์ในการให้ทุน โดยการขึ้นบัญชีดำองค์กรที่ละเมิดสิทธิ หากนิติบุคคลใดมีประวัติละเมิดสิทธิแรงงาน ไม่มีสัญญาจ้างที่ชัดเจน ชั่วโมงการทำงานไม่ปลอดภัย หรือจ่ายค่าตอบแทนไม่เป็นธรรม ควรถูกตัดสิทธิ์การรับทุน ที่สำคัญคือต้องเสริมพลังการรวมตัว โดยกองทุนฯ ควรมีบทบาทในการสนับสนุนให้ผู้ผลิตสื่อสามารถรวมตัวกันเป็นสหภาพหรือองค์กรวิชาชีพที่กฎหมายรองรับเพื่อสร้างอำนาจต่อรองและยกระดับสวัสดิการอย่างยั่งยืน
.
นอกจากนี้ในยุคที่คอนเทนต์ส่วนใหญ่ถูกนำไปเผยแพร่บนโซเชียลมีเดียแพลตฟอร์มข้ามชาติ ผู้ผลิตสื่อกลับต้องเผชิญกับการถูกกดการมองเห็น (reach) และการเปลี่ยนแปลงอัลกอริทึมที่ไม่โปร่งใส ในขณะที่แพลตฟอร์มกอบโกยผลกำไรมหาศาล ผมจึงได้เสนอให้กองทุนสื่อฯ เป็นแกนนำในการเจรจาต่อรองกับแพลตฟอร์มเหล่านี้ เพื่อเรียกร้องความโปร่งใสในการเปิดเผยข้อมูลอัลกอริทึม และผลักดันให้เกิดการแบ่งปันรายได้ ที่เป็นธรรมแก่ผู้ผลิตสื่อ โดยยกตัวอย่างความสำเร็จของการออกกฎหมายในประเทศออสเตรเลีย
ในช่วงท้ายผมได้ฝากข้อคิดทิ้งท้ายไปยังกองทุนสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ว่า สื่อที่ดีไม่อาจเติบโตได้ในสังคมที่ไร้เสรีภาพและเต็มไปด้วยการฟ้องร้องเพื่อปิดปากประชาชน การรณรงค์ผลักดันกฎหมายป้องกันการฟ้อง SLAPP และการดูแลสวัสดิภาพคนทำงานสื่อ จึงเป็นพันธกิจที่กองทุนฯ ไม่อาจมองข้ามได้ หากต้องการสร้างระบบนิเวศสื่อที่ดีให้เกิดขึ้นจริงในสังคมไทย
.
ด้านนายธนกร ศรีสุขใส ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ได้ชี้แจงคำอภิปรายของผมต่อที่ประชุมประชุมวุฒิสภาโดยเฉพาะเรื่องการจัดสรรทุนและการร่วมมือกับต่างประเทศ
.
ประเด็นแรก กรณีที่ผมตั้งข้อสังเกตถึงความเหมาะสมในการร่วมเป็นเจ้าภาพจัดสัปดาห์สื่ออาเซียน-จีนเนื่องจากความกังวลด้านเสรีภาพสื่อนั้น นายธนกรชี้แจงว่าวัตถุประสงค์หลักของการร่วมมือกับประเทศจีนคือการมุ่งเน้นแลกเปลี่ยนและเรียนรู้ด้านเทคโนโลยีการผลิต (Production) เป็นสำคัญ พร้อมยืนยันว่ากองทุนฯ ไม่ได้ละเลยเรื่องเสรีภาพสื่อ จรรยาบรรณ หรือจริยธรรมวิชาชีพแต่อย่างใด โดยที่ผ่านมากองทุนฯ ยังคงทำงานร่วมกับทุกองค์กรวิชาชีพสื่อในประเทศอย่างต่อเนื่อง เพียงแต่มีการแบ่งกลุ่มเป้าหมายในการทำงานให้ชัดเจนและเหมาะสมกับแต่ละบริบท
.
ต่อประเด็นข้อวิจารณ์เรื่องการผูกขาดให้ทุนเฉพาะองค์กรขนาดใหญ่และภาคธุรกิจ ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ได้ปฏิเสธเรื่องดังกล่าว พร้อมระบุข้อมูลการอนุมัติโครงการว่า หากพิจารณาในรายละเอียดจะพบว่ากองทุนฯ ได้กระจายโอกาสไปยังหลากหลายกลุ่มเป้าหมาย ประกอบด้วย
.
1) กลุ่มประชาชนทั่วไปและภาคประชาสังคม มีการจัดสรรทุนในวงเงินไม่เกิน 500,000 บาท เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนคนธรรมดาสามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้
.
2) กลุ่มบริษัทขนาดเล็ก: มีการจัดสรรทุนในวงเงินไม่เกิน 2,000,000 บาท เพื่อสนับสนุนผู้ผลิตรายย่อย
.
3) กลุ่มโครงการขนาดใหญ่และแพลตฟอร์มระดับสากล: แม้จะมีการให้ทุนกับบริษัทขนาดใหญ่ แต่ก็เป็นการสนับสนุนคอนเทนต์น้ำดีที่สร้างมูลค่า เช่น แอนิเมชัน "ก้านกล้วย 3" รวมถึงการให้ทุนร่วมกับแพลตฟอร์มสากลอย่าง Tencent (WeTV) ในการผลิตสารคดีที่นำเสนอวัฒนธรรมอาหาร เป็นต้น
.
อย่างไรก็ตามเป็นที่น่าสังเกตว่าในการชี้แจงครั้งนี้ นายธนกรไม่ได้ตอบคำถามหรือชี้แจงในประเด็นสำคัญที่สุดที่ผมอภิปรายโดยเฉพาะเรื่องทิศทางการสร้าง "ระบบนิเวศสื่อที่ดี" แต่อย่างใด โดยประเด็นที่ถูกละเว้นการชี้แจง ได้แก่ ปัญหาเสรีภาพสื่อจากการถูกฟ้องปิดปาก (SLAPP) การปกป้องสวัสดิภาพและสิทธิแรงงานของคนทำสื่อ และบทบาทของกองทุนฯ ในการเข้าไปช่วยสร้างอำนาจต่อรองให้กับผู้ผลิตสื่อคอนเทนต์ไทย ทั้งการต่อรองกับเจ้าของธุรกิจ และการเจรจาเรื่องอัลกอริทึมและส่วนแบ่งรายได้ ที่เป็นธรรมกับแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียข้ามชาติ
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น