ฟ้องปิดปากสื่อ: ปัญหาใหญ่สะเทือนสังคม เมื่อ 'ผู้ส่งสาร' ยังถูกสังหารด้วยกฎหมาย
เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2569 ที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย (FCCT) ผมได้เข้าร่วมกิจกรรมเสวนา “Muzzling the media: SLAPP writs in Thailand” (ปิดปากสื่อ: คดีฟ้องปิดปากในไทย) โดยมีผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วยหทัยรัตน์ พหลทัพ บรรณาธิการบริหาร The Isaan Record สฤณี อาชวานันทกุล ผู้อำนวยการ Climate Finance Network Thailand และยศธร เนียมสอิ้ง เจ้าหน้าที่ฝ่ายรณรงค์ระหว่างต่างประเทศ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ดำเนินรายการโดยภาณุ วงศ์ชะอุ่ม ประธาน FCCT และผู้สื่อข่าวอาวุโสของรอยเตอร์
.
หทัยรัตน์เริ่มต้นเวทีเสวนาโดยกล่าวถึงโกวิท โพธิสาร บรรณาธิการ The Isaan Record ที่ถูกสุชาติ ชมกลิ่นฟ้องเช่นกัน แม้สุชาติจะถอนฟ้องตนไปแล้วแต่ยังไม่ได้ถอนฟ้องโกวิท จึงต้องจ้างทนาย และเล่าต่อว่าตอนที่ตนทำงานที่ Thai PBS ได้ทำงานสืบสวนสอบสวน ได้รับการสอนว่าไม่มีอะไรสำคัญกว่าชีวิต แต่ตนก็ฝ่าฝืนกฎและเอาตัวเองเข้าไปเสี่ยงเพื่อให้ได้ข่าวอยู่ตลอด
.
ตนตัดสินใจออกจาก Thai PBS เมื่อปี 2561 เพราะถูกเจ้าหน้าที่ใน จ.นราธิวาสข่มขู่เอาชีวิตว่าจะถูกอุ้มหายทำให้เสียสุขภาพจิตมาก เมื่อลาออกสุขภาพจิตก็ดีขึ้นแต่ก็อยากเป็นนักข่าวอยู่จึงไปทำงาน The Isaan Record แต่เมื่อไปทำข่าวนักศึกษาเรียกร้องเรื่องสถาบันกษัตริย์ David Streckfuss ผู้เป็นสามีก็ถูกระงับวีซ่าและตำรวจก็มาบุกสำนักข่าว และก็ถูกเจ้าหน้าที่ข่มขู่อีกให้หยุดนำเสนอข่าว ม.112 มิฉะนั้นจะถือว่าเป็นศัตรูและต้องถูกทำลายไม่ให้มีที่ยืนในไทย และจะไล่สามีออกไปจากประเทศ
.
หลังวันนั้นหทัยรัตน์นึกว่าจะถูกอุ้มหายเหมือนวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกอุ้มหายในกัมพูชา และเมื่อทีมข่าวก็นำเสนอข่าวนักศึกษาเผาชุดครุยประท้วงสถาบันกษัตริย์ก็ถูก โทร. มาข่มขู่อีก จึงได้แจ้งเพื่อน ๆ สื่อรวมทั้งผมและคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ไว้ แต่หลังจากนั้น 1 ปี กสม. ก็ทำอะไรไม่ได้ จึงได้เขียนหนังสือ “กว่าจะเป็นนักข่าวในลิสต์ IO” และจะแปลเป็นภาษาอังกฤษในเร็ว ๆ นี้ ซึ่งเขียนในเวลาเพียง 3 วันเพื่อปกป้องชีวิตตนเอง และก็ใช้ชีวิตเหมือนทุกวันเป็นวันสุดท้าย
.
หทัยรัตน์เสริมว่า The Isaan Record ติดตามชีวิตแรงงานชาวไทยรวมทั้งแรงงานเก็บเบอร์รี่ในฟินแลนด์ รู้ว่ามีการจ่ายสินบนให้นักการเมืองไทย จนมีประเด็นกับ สุชาติ ชมกลิ่น ซึ่ง DSI ก็มีหลักฐานเอกสารยาว 700 หน้า จึงกล้านำเสนอข่าวและทำสารคดี “Blood Berries หมากไม้” ซึ่งได้รางวัล ตนสัมภาษณ์คนอย่างระมัดระวังตามมาตรฐานนักข่าว ไม่กล่าวอ้างเกินจริง และเปิดโอกาสให้สุชาติอธิบาย แม้สุชาติจะถอนฟ้องตนไปแล้วแต่ยังไม่ยอมถอนฟ้องเพื่อนตนจนกว่าจะขอโทษ แต่พวกตนก็ยืนยันว่าเป็นสื่อที่ทำหน้าที่อย่างถูกต้อง ทำเพื่อคนงานซึ่งเป็นเหยื่อนับแสนที่ต้องทำงานเยี่ยงทาสตลอด 20 ปี ในอนาคตอาจถูกฟ้องอีกต่อได้ ควรมีการรับประกันและปกป้องผู้นำเสนอความจริง
.
แม้องค์กรสื่อไทยจะไม่ได้สนับสนุนพวกตนแต่อย่างน้อยก็ยังนำเสนอข่าวที่ถูกฟ้องจนกลายเป็นข่าวดัง ตนต้องขอบคุณสุชาติที่ฟ้องด้วยซ้ำเพราะทำให้คนสนใจปัญหาแรงงานเก็บเบอร์รี่มากขึ้น การถูกฟ้องเรียกค่าเสียหาย 50 ล้านบาทถือว่าน้อย การฟ้องปิดปากหยุดตนไม่ให้ทำข่าวสืบสวนสอบสวนไม่ได้แต่จะทำให้ตนยิ่งมุ่งมั่นมากขึ้น ตนสละชีวิตเพื่อเป็นสื่อมวลชนมาตลอด แต่ต้องย้ำว่าจะดีที่สุดหากเอาเวลาฟ้องร้องไปแก้ปัญหาแรงงานเก็บเบอร์รี่
.
ทั้งนี้ตั้งแต่ตนย้ายไปภาคอีสานและทำข่าวประชาชนที่ตื่นตัวทางการเมืองก็พบการฟ้องหลายครั้ง เช่น ที่ จ.สกลนครก็มีการฟ้องผู้ต่อต้านเหมือง 300 ล้านบาท ที่ จ.นครราชสีมามี 7 คนที่ถูกฟ้องจากการประท้วงเหมืองโปแตช ที่ จ.เลย พิจิตร และจังหวัดอื่น ๆ ก็มีคนถูกฟ้องโดยผู้มีเงินและอิทธิพล กรณีของตนจึงเป็นเรื่องเล็ก แม้เราจะเป็นบริษัทเล็ก ๆ แต่ยังจ่ายค่าทนายได้ แต่ชาวบ้านไม่รู้เลยว่าต้องทำอะไร อยากให้มีกฎหมายป้องกันการฟ้องปิดปากโดยเร็ว แต่ก็ติดปัญหาสภาอยู่ใต้อิทธิพลพรรคภูมิใจไทย แล้วจะให้ไปขอร้องหรือ เรื่องนี้เป็นสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกของเรา รวมถึงสิทธิในการปกป้องทรัพยากรในท้องถิ่นของตน ต้องยุติการฟ้องปิดปาก
.
ด้านสฤณีได้ให้กำลังใจหทัยรัตน์ในการค้นหาความจริง และเล่าว่าตนเองก็ถูกฟ้อง 3 คดี ถอนไปแล้ว 1 คดีโดย Benjamin Mauerberger ยังมีคดีของกัลฟ์และวรภัค ธันยาวงษ์ อดีต รมว. คลัง แต่วันนี้จะไม่พูดคดีของตนเองแต่จะพูดถึงการฟ้องปิดปากสื่อ
.
หากสื่อชั้นนำที่ทำงานละเอียดมีมาตรฐานอย่าง The Isaan Record ยังถูกฟ้องได้แล้วใคร ๆ ก็ย่อมถูกฟ้องได้ คดีนี้นำไปสู่การจับกุมในประเทศฟินแลนด์และเป็นสารคดี มีหลักฐานพร้อม ไม่คิดว่าจะถูกฟ้อง น่าผิดหวังมากที่องค์กรสื่อไม่ออกมาแสดงท่าทีอะไร มีแต่สื่อท้องถิ่นแบบเดียวกับ The Isaan Record เท่านั้นที่สนับสนุน แสดงว่าวิชาชีพสื่อและองค์กรสื่อตกต่ำมาก
.
การฟ้องปิดปากสื่อทำให้คนกลัว ทุกวันนี้อ่านข่าวก็ไม่เจอข้อเท็จจริงพื้นฐานแล้ว ไม่กล้าบอกชื่อคนและสถานที่เกิดเหตุ เป็นผลจากการฟ้องปิดปากที่ยอมรับไม่ได้ ทำให้นักข่าวไม่กล้าทำหน้าที่ของตนเอง แม้แต่พรรคการเมืองและนักการเมืองก็จ้างให้สื่อลงข่าวเชิงบวกให้ตน บางสื่อก็ยอมทำเพื่อเงิน ยอมรับเงินจากนักการเมืองและทุน ไม่แยกระหว่างข่าวกับโฆษณา ส่วนสื่อที่มีจรรยาบรรณและค้นหาความจริงกลับเสี่ยงถูกฟ้อง
.
อย่างไรก็ตามนอกจากจะเสนอกฎหมายป้องกันการฟ้องปิดปากซึ่งต้องใช้เวลานานและอาจไม่สำเร็จในรัฐบาลนี้แล้วอาจต้องใช้องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) และการเจรจาเขตการค้าเสรี (FTA) เป็นเครื่องมือ โดยบอกรัฐบาลว่าที่ต่างชาติยังไม่รับรองไทยเพราะไทยไม่มีมาตรฐานสิทธิมนุษยชน ซึ่งปลายปีนี้องค์การสหประชาชาติก็จะทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชน (UPR) ของไทยรวมทั้งเรื่องการฟ้องปิดปากด้วย
.
แม้แต่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ไทยก็ขู่ฟ้องประชาชนที่ตั้งคำถาม และก็มีคนจะตั้งกองทุนเพื่อช่วยเหลือ ตนเห็นด้วยกับการตั้งกองทุนเช่นนี้แทนที่จะรอกฎหมายผ่าน ต่างประเทศก็มีกองทุนเช่นนี้อยู่เพื่อช่วยสนับสนุนสื่อและการวิจัย เพราะการดำเนินคดีต้องใช้เวลานานและค่าใช้จ่ายมาก บริษัทไทยบางแห่งก็ประกาศรับรองมาตรฐานธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนแต่กลับฟ้องปิดปากประชาชน
.
ขณะที่ยศธรได้เพิ่มเติมมุมมองทางกฎหมายว่าการฟ้องปิดปากคือการใช้กฎหมายหรือการขู่ใช้กฎหมายเพื่อหยุดรายงานข่าวหรือเข้าร่วมเพื่อประโยชน์สาธารณะ มีทั้งการใช้กฎหมายหมิ่นประมาท กฎหมายความมั่นคง เช่น ม.112 และกฎหมายอื่น ๆ เช่น พรบ. คอมพิวเตอร์ฯ ตั้งแต่ปี 2563 มีคนถูกฟ้องจากกฎหมายทั้งสามประเภทจำนวนประมาณ 64 คน 300 คน และ 150 คนตามลำดับ
.
กฎหมายหมิ่นประมาท ม.326 บัญญัติไว้ว่า “ผู้ใดใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ผู้นั้นกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ” ซึ่งเห็นได้ว่ากฎหมายนี้สนใจชื่อเสียงคนมากกว่าข้อเท็จจริง หรือที่มักกล่าวว่า “ยิ่งจริงยิ่งผิด”
.
ขณะที่ ม.330 “ในกรณีหมิ่นประมาท ถ้าผู้ถูกหาว่ากระทำความผิด พิสูจน์ได้ว่าข้อที่หาว่าเป็นหมิ่นประมาทนั้นเป็นความจริง ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษ แต่ห้ามไม่ให้พิสูจน์ ถ้าข้อที่หาว่าเป็นหมิ่นประมาทนั้นเป็นการใส่ความในเรื่องส่วนตัว และการพิสูจน์จะไม่เป็นประโยชน์แก่ประชาชน” จึงต้องพิสูจน์ว่าการพูดความจริงนั้นเป็นประโยชน์ด้วย แต่กรณีของหทัยรัตน์ก็ชัดเจนว่าเป็นประโยชน์
.
แม้มีความพยายามแก้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ป. วิ. อาญา) ม.161/1 และ 165/2 ในปี 2562 เรื่องการฟ้องไม่สุจริตหรือกลั่นแกล้งแต่ก็ใช้ได้เฉพาะกรณีที่ราษฎรเป็นโจทก์ และก็ต้องไปพิสูจน์กันต่ออีก
.
การฟ้องปิดปากไม่ได้ต้องการชนะคดีแต่ต้องการลงโทษจำเลยด้วยการทำให้ไม่สะดวก เช่น ฟ้องในที่ห่างไกล เพราะกฎหมายเปิดโอกาสให้ฟ้องที่ไหนก็ได้ ทำให้เสียค่าใช้จ่ายในการเดินทางและเวลา กฎหมายจึงไม่ได้มีไว้ให้การดำเนินคดีเป็นธรรม เร็ว ๆ นี้ก็มีการฟ้องปิดปาก Murray Hunter จากการโพสต์ถึงรัฐบาลมาเลเซีย ตัวแทนรัฐบาลมาเลเซียก็อ้างว่าอ่านเจอโพสต์ในไทยจึงไปฟ้อง
.
กฎหมายไทยเข้าข้างโจทก์มาก มีความพยายามเสนอให้ลดโทษอาญาของคดีหมิ่นประมาทเหลือเพียงโทษทางแพ่ง เพราะไม่สมเหตุสมผลที่จะจำคุกคนเพราะเรื่องนี้ ที่สหภาพยุโรปสามารถยกฟ้องได้หากเห็นว่าเป็นการฟ้องกลั่นแกล้ง ให้ภาระในการพิสูจน์เป็นของโจทก์ และหากยกฟ้องจำเลยจะต้องได้รับค่าชดเชยจากการดำเนินคดีด้วย
.
ในส่วนผมนั้นได้แสดงความเห็นในเวทีนี้ไว้โดยระบุถึงข่าวดีและข่าวร้ายที่เกิดขึ้นว่า ข่าวดีคือในกระบวนการนิติบัญญัติมีความพยายามแก้กฎหมายฟ้องปิดปากอยู่ ในสภาชุดที่แล้วพรรคประชาชนเสนอร่างแก้ไขเข้ามาแต่ก็ยุบสภาไปก่อน และสัปดาห์ก่อนก็เพิ่งเสนอเข้ามาใหม่ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพก็มีร่างของตนเอง แต่ทั้งสองร่างยังไม่ได้พูดถึงกฎหมายความมั่นคงอยู่ดี
.
เรื่องการใช้ ป. วิ. อาญา ม.161/1 เพื่อระงับยับยั้งการฟ้องกลั่นแกล้งยังมีความไม่ชัดเจน ทั้งสองร่างจึงพยายามจะทำให้ชัดเจนมากขึ้นว่าการฟ้องนั้นทำเพื่อระงับยับยั้งการมีส่วนร่วมของประชาชน การนิยามเรื่องประโยชน์สาธารณะก็คลุมเครือว่าคืออะไร จึงต้องเขียนนิยามให้ชัดเจนมากขึ้น ร่างของกรมฯ กับร่างของพรรคประชาชนก็นิยามไว้ต่างกัน โดยกรมฯ เน้นประโยชน์สาธารณะ ส่วนพรรคประชาชนเน้นเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชน การแก้โทษอาญา ร่างของกรมฯ ไม่แก้ ส่วนพรรคประชาชนจะให้เป็นโทษปรับเป็นพินัย และจะให้มีการชดใช้ค่าใช้จ่ายการดำเนินคดีให้แผ่นดินหรือรัฐด้วย
.
แต่ทว่าข่าวร้ายคือสภาในปัจจุบันถูกยึดครองโดยพรรคอนุรักษ์นิยมทั้ง สส. และ สว. กฎหมายเหล่านี้จึงผ่านยาก แต่รัฐบาลก็แสดงเจตนารมณ์จะเป็นสมาชิก OECD และเจรจาเขตการค้าเสรีกับสหภาพยุโรปทำให้ต้องพิจารณาประเด็นเหล่านี้ หากพรรคภูมิใจไทยต้องการอะไรทั้งสองสภาก็อาจยอมตาม
.
ผมเองซึ่งเป็น กมธ. การพัฒนาการเมืองฯ ก็ได้ตั้งคณะทำงานศึกษาเรื่องฟ้องปิดปาก เชิญกลไกต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูล มีผู้ที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมให้ความเห็นว่าจะทบทวน ม.161/1 เช่นกัน และคาดว่าจะให้มีแนวทางสำหรับผู้พิพากษาเรื่องการพิจารณาคดีฟ้องปิดปากและฟ้องไม่สุจริตเพื่อกลั่นแกล้งให้ชัดเจนขึ้นเร็วๆ นี้ แต่ไม่รู้ว่าจะเสร็จเมื่อไร
.
ผมชี้ว่าแม้กลไกการปกป้องคุ้มครองสำคัญ แต่เสรีภาพไม่ได้มาจากการปกป้องแต่ต้องมาจากการต่อรองด้วย สมาคมสื่อก็ไม่ได้มาปกป้องหทัยรัตน์อย่างจริงจัง หากสื่อออกมาช่วยกันการฟ้องปิดปากเพื่อให้กลัวหรือฟ้องเพียงเพื่ออยากได้พิธีกรรมขอโทษสยบยอมก็จะลดลง การที่สื่อออกมาน้อยถือว่าน่ากังวลมากกว่า เรื่องนี้ซึมลึกอยู่ในวงการข่าว อย่างที่สฤณีบอกไว้ว่าทุกวันนี้ไม่กล้าเสนอชื่อคนและสถานที่แล้ว
.
เมื่อครั้งที่ผมทำงานเป็น บก. ประชาไท ตำแหน่งนี้มีหน้าที่โดนฟ้องและผมก็โดนไปแล้ว ตัวอย่างหนึ่งที่น่าสนใจคนฟ้องก็เป็นสื่อที่ทรงอิทธิพล คือ สนธิ ลิ้มทองกุล ก่อนฟ้องก็ขู่ก่อนเพื่อให้สำนักข่าวต่าง ๆ ลบข่าวและแถลงการณ์ขอโทษ มีแค่ประชาไทไม่ยอมลบและยืนยันว่าไม่ผิด สุดท้ายศาลอุทธรณ์ก็ยกฟ้อง จะเห็นว่าแม้แต่สื่อเองก็ฟ้องกันเองเป็นวัฒนธรรมฝังลึก หลายคนเลือกที่จะไม่เสียเงินเสียเวลากับเรื่องเหล่านี้จึงเลือกที่จะลบข่าวและหนักไปกว่านั้นคือแถลงขอโทษ ทำให้คนที่เสียประโยชน์ไม่ใช่เพียงแค่สื่อแต่เป็นประชาชนที่จะสับสนไม่รู้อะไรคือข้อเท็จจริง หรือในอนาคตย้อยค้นกลับมาก็จะไม่รู้ด้วยว่ามีปรากฏการณ์นี้เพราะมันไม่ได้ถูกบันทึก หรือบันทึกไว้ก็แต่เพียงคำขอโทษทั้งที่ไม่ได้ทำอะไรผิด
.
นอกจากคดีหมิ่นประมาทแล้วนักข่าวก็ยังเผชิญคดีอื่น ๆ ด้วย ประชาไทมีนักข่าวอิสระที่ภาคใต้ไปตามเรื่องการวิสามัญฆาตกรรม แล้วไปอยู่ในเหตุการณ์แม่ต้องการศพลูกคืนแล้วก็โดนข้อหาขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ สุดท้ายศาลลงโทษแม่แต่ยกฟ้องนักข่าว หรือรัฐอาจใช้ข้อหาอื่นมาเล่นงาน เช่น ข้อหาบุกรุก แม้แต่การทำข่าวก็เป็นความผิดได้
.
การหมิ่นประมาทอาญาอาจไม่ต้องรับโทษหากสู้ว่าเป็นความจริงอันเป็นประโยชน์สาธารณะ แต่ ม.112 จะอ้างเรื่องนี้เพื่อไม่รับโทษไม่ได้เลย ซึ่งก็เป็นเรื่องที่น่าเสียดายที่เราไม่เปิดช่องทางการต่อสู่แม้แต่ “ความจริงอันเป็นประโยชน์สาธารณะ” แม้แต่พรรคที่พยายามแก้ไข ม.112 ก็ถูกยุบและ สส. ที่เสนอแก้ไขกฎหมายนี้ก็เสี่ยงถูกตัดสิทธิทางการเมืองตลอดชีวิต นี่ก็เป็นการฟ้องปิดปากเช่นกัน สังคมเองมักสะใจที่ฝั่งตรงข้ามโดนคดี คนอย่างหทัยรัตน์ด้วยความที่เป็นนักสู้นักเรียกร้องสิทธิอาจดูมีท่าทีไม่เป็นที่ชอบใจของคนสมาคมก็เป็นได้ทำให้ไม่ถูกปกป้องจากสื่อด้วยกันเองเท่าที่ควร จึงขออยากฝากถึงสื่อด้วยกันเองตระหนักกับปัญหานี้ให้มากขึ้น เพราะปัญหานี้ไม่ใช่ของหทัยรัตน์เท่านั้นแต่เป็นปัญหาของทุกคน หากวันนี้เขาทำกับสื่อนี้ที่คุณอาจมองไม่เข้าพวกได้ มันก็จะค่อยๆ เป็นมาตรฐานและวันหน้าก็จะใช้กับทุกคนที่เป็นสื่อเช่นกัน
.
ท้ายที่สุดอีกทางหนึ่งผมมองว่ายังมีแนวทางคือ พรบ. องค์กรอัยการและพนักงานอัยการ ม.21 ให้สั่งไม่ฟ้องได้หากไม่เป็นประโยชน์แก่สาธารณชน แต่ก็ยังมีปัญหาเรื่องนิยาม อัยการก็ไม่รู้เรื่องตั้งแต่ชั้นพนักงานสอบสวนจึงทำแค่ส่งต่อให้ศาลเหมือนเป็นบุรุษไปรษณีย์ จึงต้องแก้ทั้งกระบวนการ เมื่อต้นปีก่อนก็มีการแก้ไข พรป. ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ให้ปกป้องคนที่ไปให้ข้อมูลการทุจริตกับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งรัฐบาลอ้างว่าเป็นการป้องกันการฟ้องปิดปากแต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่ขนาดนั้น อาจปกป้องผู้ให้ข้อมูลผ่าน ป.ป.ช. แต่ไม่ใช่การปกป้องสื่อหรือแหล่งข่าวของสื่อในเหตุให้ข้อมูลเกี่ยวกับการทุจริต แม้ผมเสนอแก้ญัตติให้คุ้มครองคนให้ข้อมูลกับสื่อด้วยแต่ก็ไม่ผ่านสภา
.
การฟ้องหมิ่นประมาทหากใครเคยมีประสบการณ์ก็จะเป็นได้ว่ามันเป็นการลงโทษก่อนมีคำพิพากษาจากกระบวนการดำเนินคดีแล้ว ตอนผมแม้กระทั่งคดีอยู่ใกล้คือในกรุงเทพฯ ก็ต้องใช้เวลาหลายชั่วโมง ต้องทำเรื่องประกันตัวและจ้างทนาย หรือรอประกันตัวในแต่ละชั้น ใช้เวลา 2 – 3 วันตั้งแต่ก่อนเริ่มสู้คดีจริงด้วยซ้ำ เพราะเป็นระบบกล่าวหา อาจต้องแก้ภาระในการพิสูจน์ให้เป็นของโจทก์ ด้วยเหตุนี้ บก. สำนักข่าวของไทยจึงไม่ได้ประเมินว่าตนถูกหรือผิด แต่ประเมินว่าจะสู้คดีชนะหรือเปล่าจึงเลือกเจรจามากกว่า เลยไม่มีกรณีตัวอย่างที่สื่อสู้แล้วชนะมากนักด้วย
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น