ปิดฟ้าด้วยฝ่ามือไม่ได้ เมื่อ 'ศาสนา' ต้องถูกปกป้องจากแก่นหาใช่เปลือกนอก


วันนี้ (7 เมษายน 2569) ในการประชุมวุฒิสภา วาระการพิจารณารายงานการศึกษาเรื่องแนวทางการแก้ไขปัญหาการละเมิดศาสนาในสื่อสมัยใหม่เพื่อธำรงศรัทธาในสังคมไทยอย่างยั่งยืน ซึ่งพิจารณาโดยคณะกรรมาธิการการศาสนา คุณธรรม จริยธรรม ศิลปะและวัฒนธรรม ผมได้ร่วมอภิปรายแสดงความเห็นต่อรายงานฉบับดังกล่าว โดยมีทั้งประเด็นที่สนับสนุนและประเด็นที่ตั้งข้อสังเกตเห็นแย้ง
.
ก่อนอื่นผมเห็นด้วยอย่างยิ่งกับการทบทวนกฎหมายคอมพิวเตอร์ให้มีความชัดเจน โปร่งใส ตรวจสอบได้ และสอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนสากล เพื่อลดความกังวลเรื่องการใช้กฎหมายเกินความจำเป็นในประเด็นที่คลุมเครือ เช่น เรื่องศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือความมั่นคงของรัฐในมิติศาสนา
.
ผมเห็นด้วยว่าการคุ้มครองศาสนาไม่สามารถพึ่งพาเพียงกฎหมายหรือการควบคุมของรัฐได้ แต่ต้องสร้างวัฒนธรรมการใช้สื่อที่เคารพความหลากหลายทางความเชื่อและตระหนักถึงความละเอียดอ่อน เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติในสังคมพหุวัฒนธรรม เนื่องจากสังคมสมัยใหม่ประกอบด้วยคุณค่าและข้อเท็จจริงที่หลากหลาย
.
อีกด้านหนึ่งผมได้แสดงความกังวลต่อข้อเสนอที่ต้องการให้เพิ่มกลไกการควบคุม ได้แก่การขยายความผิดในประมวลกฎหมายอาญาให้ครอบคลุมถึงภาพ สัญลักษณ์ หรือการจำลองทางศาสนาในสื่อดิจิทัล รวมถึงการจัดตั้งชุดเฉพาะกิจเพื่อเฝ้าระวัง รวบรวม และวิเคราะห์เนื้อหาทางศาสนาตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งผมมองว่ากลไกนี้อาจเป็นการสร้างความหวาดกลัวมากกว่าการสร้างความมีส่วนร่วม
.
นอกจากนี้ผมยังได้ตั้งคำถามต่อว่าการปกป้องศาสนาจากการละเมิดนั้น สังคมต้องการปกป้องสิ่งใด เพราะหากต้องการปกป้องเพียง "กะพี้" หรือองค์ประกอบภายนอก เช่น รูปลักษณ์ หรือเครื่องทรง ก็สามารถใช้กฎหมายควบคุมและปราบปรามการล้อเลียนได้เลย
.
แต่หากต้องการรักษา "แก่น" ของพุทธศาสนา ซึ่งสอนเรื่องไตรลักษณ์ (อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา) แก่นดังกล่าวต้องสามารถดำรงอยู่ได้ท่ามกลางความหลากหลาย การท้าทาย และการถูกตรวจสอบจากสังคม
.
พุทธศาสนาก่อกำเนิดขึ้นจากการท้าทายและวิพากษ์ความเชื่อเดิมในสังคมพราหมณ์ อีกทั้งยังมีหลักธรรมที่ส่งเสริมการตรวจสอบ เช่น วิมังสาสูตร และ อักโกสสูตร (พระสูตรว่าด้วยการด่า) ที่สอนถึงการไม่รับเอาคำต่อว่าของผู้อื่นมาเป็นของตน รวมถึงการมีขันติธรรม (Tolerance) และอภัยทาน ซึ่งตีความถึงความไม่หวาดกลัวต่อสิ่งที่จะเข้ามาท้าทายความเชื่อ
.
ในประเด็นการดำรงอยู่ของสถาบันทางสังคม ผมระบุว่าสถาบันศาสนาจะอยู่รอดได้ต้องมีความสามารถในการดูดซับความไม่พอใจและตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลง การสร้าง "พื้นที่ความกลัว" จะทำให้ไม่มีพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเปิดโปงปัญหาหรือผู้ที่หากินกับศาสนา เนื่องจากผู้ที่จะร้องเรียนอาจกลัวถูกตั้งข้อหาละเมิดศาสนาเสียเอง สังคมจึงควรยึดหลักรัฐฆราวาสที่แยกศาสนาออกจากรัฐเพื่อคุ้มครองความเชื่อที่หลากหลาย
.
ในช่วงท้ายผมเปรียบเปรยถึงศาสนสถานขนาดใหญ่ว่า คนที่มองจากที่ไกลอาจเห็นแต่ความสวยงาม แต่คนที่อยู่ใกล้เสาอาจมองเห็นรอยร้าว การตะโกนบอกว่ามีรอยร้าวไม่ใช่การละเมิด แต่เป็นการบอกข้อเท็จจริง ศาสนาจะมั่นคงได้ต้องยืนหยัดในแก่น ทนทานต่อคำวิจารณ์หรือแม้กระทั่งการล้อเลียน และใช้วิธีการสื่อสารเพื่ออธิบายหรือโน้มน้าวใจ แทนการใช้อำนาจรัฐไปปราบปราม เนื่องจากปัจจุบันมีกฎหมายอาญาอื่น ๆ ที่ครอบคลุมความผิดเรื่องการหลอกลวง ฉ้อโกง หรือข้อมูลเท็จอยู่แล้ว

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

แจกเอกสารประกอบการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 69 : เศรษฐกิจ-สังคม-ความมั่นคง-ภัยพิบัติ-บริหาร

เอกสารงบประมาณ 2569 (ขาวคาดแดง)

เก็บตกข้อเสนอภาควิชาการ เลือกตั้งเสรีและเป็นธรรม หน้าตาเป็นอย่างไร?