ถึงเวลารื้อรัฐธรรมนูญทั้งระบบ ปลดล็อกพันธนาการโซ่ตรวนการเมืองไทย
เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2568 ผมร่วมอภิปรายญัตติเรื่อง ขอให้วุฒิสภาพิจารณาปัญหาเรื่องบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ ซึ่ง สว. นันทนา นันทวโรภาสเป็นผู้เสนอ โดยผมเริ่มเกริ่นนำจากการไม่ขอกล่าวถึงที่มาของรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ว่าเกิดขึ้นภายใต้บริบทของการรัฐประหารหรือไม่ หรือกระบวนการทำประชามติที่ผ่านมานั้นเสรีและเป็นธรรมมากเพียงใด เพราะที่สำคัญกว่าคือ การพิจารณา “เนื้อหา” ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ซึ่งหลายคนเชิดชูว่าเป็น “รัฐธรรมนูญ”ปราบโกง” แต่คำถามคือรัฐธรรมนูญฉบับนี้ปราบโกงได้จริงหรือไม่?
.
เมื่อ 4 เดือนก่อนเราต่างยังจำเหตุการณ์ตึกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่กำลังก่อสร้างด้วยงบประมาณกว่า 2,136 ล้านบาท แต่กลับถล่มลงจากแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหวในประเทศเมียนมา ซึ่งอยู่ห่างออกไปกว่า 1,100 กิโลเมตร นอกจากความเสียหายทางทรัพย์สิน ยังมีรายงานว่าคนงานก่อสร้างกว่า 100 คนได้รับบาดเจ็บ เสียชีิวิต หรือสูญหาย
.
สี่เดือนผ่านไปความคืบหน้าในการตรวจสอบกลับแทบไม่มี หลายฝ่ายออกมาแสดงความห่วงใย แต่สุดท้ายก็เป็นเพียงถ้อยคำในโลกออนไลน์จากโพสต์ของ สตง. ว่า “สูดลมหายใจลึก ๆ กุมมือกันไว้” ซึ่งสะท้อนภาพการสื่อสารที่อาจตั้งใจภายในองค์กร แต่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะสะท้อนถึงความรู้สึกของประชาชนภายนอก
.
ผมในฐานะสมาชิกวุฒิสภา แม้จะมีอำนาจเรียกองค์กรอิสระมาให้ชี้แจง แต่ประชาชนทั่วไปจะสามารถตรวจสอบหรือถอดถอนองค์กรเหล่านี้ได้อย่างไร?
.
รัฐธรรมนูญปี 2540 เคยให้สิทธินี้ไว้ชัดเจน โดยระบุในมาตรา 304 ว่าประชาชน 50,000 คนสามารถเข้าชื่อเสนอต่อประธานวุฒิสภาเพื่อให้พิจารณาถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระได้ ต่อมาในรัฐธรรมนูญปี 2550 ก็ลดจำนวนเหลือ 20,000 รายชื่อ ยิ่งเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากขึ้น แต่รัฐธรรมนูญปี 2560 กลับไม่มีช่องทางนี้อีกต่อไป
.
แม้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ. 2561 จะกำหนดให้มีคณะกรรมการตรวจสอบซึ่งมีผู้แทนจากองค์กรอิสระอื่นเป็นกรรมการ แต่ก็ไม่อาจเทียบได้กับกลไกที่ประชาชนสามารถมีบทบาทโดยตรงได้ สิ่งนี้จึงสะท้อนปัญหาที่ลึกกว่าระบบราชการ นั่นคือการตัดขาดการมีส่วนร่วมของประชาชนจากกระบวนการตรวจสอบโดยตรง
.
นอกจากนี้เมื่อย้อนกลับไปดูตัวชี้วัดด้านการต่อต้านการทุจริตตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี โดยเฉพาะแผนแม่บทที่ 21 ผลปรากฏว่าตั้งแต่ปี 2562-2565 ประเทศไทยอยู่ในสถานะ “วิกฤต” และปี 2566-2567 แม้จะดีขึ้นเล็กน้อยแต่ก็ยังอยู่ในเกณฑ์ “เสี่ยง”ขณะที่ตัวชี้วัดเรื่องการดำเนินคดีทุจริตที่โปร่งใส รวดเร็ว เป็นธรรม และไม่เลือกปฏิบัติ ก็อยู่ในสถานะ “วิกฤต” ช่วงปี 2562-2563 และ “เสี่ยง” ต่อการไม่บรรลุเป้าหมายในปีต่อ ๆ มา ซึ่งนี่คือภาพสะท้อนว่า “รัฐธรรมนูญปราบโกง” อาจเป็นเพียงถ้อยคำทางการตลาด มากกว่าความจริงทางนโยบาย
.
รัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังวางข้อจำกัดอีกประการหนึ่งที่สำคัญยิ่งต่อฝ่ายบริหาร กล่าวคือการบังคับให้ทุกนโยบายและงบประมาณประจำปีต้องสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ซึ่งถูกกำหนดไว้ในบริบทของรัฐบาล คสช. เมื่อ 8 ปีก่อน แม้สถานการณ์โลกจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง แต่รัฐบาลที่มาจากเสียงของประชาชนก็ยังต้องยึดโยงกับแนวนโยบายที่อาจไม่ตอบโจทย์ปัจจุบัน และแทบไม่สามารถส่งมอบนโยบายตามฉันทามติของประชาชนได้อย่างเต็มที่
.
อีกหนึ่งประเด็นที่น่ากังวลคือบทบัญญัติตามมาตรา 219 ที่ให้ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระกำหนด “มาตรฐานจริยธรรม” ที่ถือเป็น “ซูเปอร์รัฐธรรมนูญ” ซึ่งบังคับใช้อย่างกว้างขวางต่อผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองทุกระดับ ทั้ง สส. สว. และ ครม.
.
แม้จะมีข้อกำหนดให้ต้องรับฟังความคิดเห็นจากรัฐสภาและคณะรัฐมนตรี แต่เมื่อพิจารณาย้อนกลับไปในวันที่ประกาศใช้มาตรฐานจริยธรรม (30 มกราคม 2561) นั้น ประเทศไทยยังไม่มีสภาผู้แทนราษฎร ไม่มีวุฒิสภา มีเพียงสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เท่านั้น จึงเท่ากับว่าบทบัญญัติสำคัญนี้ไม่มีการตรวจสอบถ่วงดุลจากสถาบันที่ยึดโยงกับประชาชนอย่างแท้จริง และเมื่อถูกนำมาใช้กับนักการเมืองซึ่งมีบทบาทในการเป็นตัวแทนของอุดมการณ์และความเชื่อหลากหลาย มาตรฐานจริยธรรมจึงกลายเป็นเครื่องมือจำกัดเสรีภาพในการแสดงออกและการดำเนินการทางการเมือง มากกว่าจะยึดโยงกับหลักนิติธรรม
.
รัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ยังได้เปลี่ยนแปลงหลักการเรื่องสิทธิแรงงาน โดยตัดถ้อยคำเรื่อง “ไม่เลือกปฏิบัติ” ออก และแทนที่ด้วยคำว่า “ให้สมควรแก่การดำรงชีพ” ซึ่งสะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากระบบสิทธิถ้วนหน้า ไปสู่ระบบสงเคราะห์
.
ไม่เพียงเท่านั้น สิทธิและเสรีภาพของสื่อมวลชนก็ถูกลดทอนลงไป โดยตัดมาตราที่เคยปรากฏในรัฐธรรมนูญ 2540 และ 2550 ว่า “พนักงานหรือลูกจ้างของกิจการสื่อจะต้องไม่อยู่ภายใต้อาณัติของรัฐหรือทุน” ออกไปโดยสิ้นเชิง นี่ไม่เพียงสะท้อนการถอยหลังของหลักการปฏิรูปสื่อที่เริ่มต้นจากเหตุการณ์พฤษภา 2535 แต่ยังเป็นการเปิดช่องให้เกิดการครอบงำจากรัฐและทุนมากขึ้นอีกด้วย
.
นอกจากนี้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังสร้างนวัตกรรมใหม่ในเรื่อง “หน้าที่ของรัฐ” โดยจัดวางไว้ในหมวดที่ 5 (มาตรา 51–63) ซึ่งบางฝ่ายมองว่าเป็นการส่งเสริมสิทธิประชาชน แต่ในความเป็นจริงกลับแสดงให้เห็นว่าประชาชนจะมีสิทธิก็ต่อเมื่อรัฐมอบสิทธินั้นให้ ซึ่งหลักการนี้แตกต่างจากแนวคิดสิทธิมนุษยชนสากล ซึ่งถือว่าสิทธิเกิดขึ้นโดยกำเนิดและรัฐมีหน้าที่ต้องเคารพ ไม่ใช่เป็นผู้มอบอำนาจ แต่การบัญญัติให้สิทธิกลายเป็นหน้าที่่ของรัฐนั้นหากรัฐไม่ทำหน้าที่ตามบทบัญญัติ ประชาชนก็ไม่สามารถเข้าถึงสิทธิเหล่านั้นได้โดยอัตโนมัติ
.
ท้ายที่สุดรัฐธรรมนูญฉบับนี้จำเป็นต้อง “รื้อทั้งระบบ” เพราะเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฝังลึกอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ซึ่งถ้าจะปฏิรูปเพียงบางมาตราก็คงไม่เพียงพอเพื่อสร้างระบบการเมืองใหม่ที่ยึดโยงกับประชาชน เคารพเสียงของประชาชน และเปิดพื้นที่ให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมอย่างแท้จริง

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น