หวังสังคมสรุปบทเรียนเพื่อปฏิรูปกระบวนการดำเนินคดี 112 สร้างบรรทัดฐานพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม



กรณีที่ศาลอาญามีคำพิพากษายกฟ้องอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ในคดีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ซึ่งมีมูลเหตุมาจากบทสัมภาษณ์ในต่างประเทศเมื่อกว่า 10 ปีก่อน คำพิพากษาที่ออกมาตอกย้ำว่าคดีนี้ไม่ควรต้องเป็นคดีตั้งแต่ต้น เพราะศาลชี้ว่าพยานหลักฐานไม่มีน้ำหนักเพียงพอและไม่ได้มีถ้อยคำที่พาดพิงสถาบันฯ โดยตรง ยิ่งไปกว่านั้นศาลยังยกเรื่อง “อคติ” ของพยานมาให้น้ำหนักในคำพิพากษาว่าพยานมีอคติต่อทักษิณซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อรอีกด้วย
.
ตลอดหลายปีที่ผ่านมามีคดีมาตรา 112 จำนวนไม่น้อยที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่ามีลักษณะเป็นการฟ้องร้องเพื่อกลั่นแกล้งทางการเมืองหรือมาจากความขัดแย้งส่วนตัวและธุรกิจ มากกว่าจะเป็นการปกป้องสถาบันฯ ตามเจตนารมณ์ดั้งเดิมของกฎหมาย
.
หนึ่งในกลุ่มคดีที่ถูกพูดถึงมากคือคดีของนักกิจกรรมทางการเมือง โดยเฉพาะแกนนำกลุ่มราษฎรที่ถูกดำเนินคดีหลายข้อหารวมถึงมาตรา 112 จากการชุมนุมและการปราศรัยทางการเมือง แม้หลายกรณีจะเป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์หรือใช้ถ้อยคำที่ตีความได้หลากหลายแต่กลับถูกกล่าวหาอย่างรุนแรง
.
อีกตัวอย่างหนึ่งคือคดีจากการแชร์ภาพและข้อความเสียดสีสุนัขทรงเลี้ยงบนเฟซบุ๊กซึ่งหลายฝ่ายมองว่าเป็นการใช้กฎหมายเกินขอบเขต หรือคดีของนักกิจกรรมที่ถูกกล่าวหาจากการแต่งกายชุดไทยและเดินแฟชั่นโชว์ในงานชุมนุม
.
นอกจากคดีทางการเมืองแล้ว ยังมีคดีที่เกิดจากความขัดแย้งส่วนตัวหรือธุรกิจ เช่น คดี “พี่ฟ้องน้อง” ซึ่งจำเลยถูกพี่ชายแท้ ๆ แจ้งความดำเนินคดีมาตรา 112 จากการทะเลาะส่วนตัว แม้ศาลยกฟ้องในที่สุดแต่จำเลยต้องถูกคุมขังนานกว่า 349 วันระหว่างสู้คดี หรือกรณีที่คู่ขัดแย้งทางธุรกิจใช้มาตรา 112 เป็นเครื่องมือเอาผิด เช่น การนำแชตส่วนตัวไปแจ้งความ
.
การที่ใครก็สามารถเป็นผู้กล่าวโทษได้และโทษที่กำหนดไว้รุนแรงทำให้กฎหมายนี้มีแนวโน้มถูกใช้เกินวัตถุประสงค์ หลายคดีจึงไม่ได้มีเจตนาหมิ่นประมาทสถาบันฯ โดยตรง แต่เกิดจากการตีความที่กว้างและบรรยากาศทางการเมืองที่ตึงเครียดโดยเฉพาะในช่วงที่ประเด็นข้อเรียกร้องของมวลชนมีขึ้นในสังคมอย่างแหลมคม
.
กรณีของทักษิณที่ได้รับการยกฟ้องจึงไม่ใช่แค่การปิดฉากคดีหนึ่งเท่านั้นแต่ยังสะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างในการบังคับใช้มาตรา 112 ที่ควรถูกทบทวน หากจะรักษาความยุติธรรมและลดการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือเล่นงานทางการเมืองจึงจำเป็นต้องพิจารณาแนวทางปฏิรูปหรือปรับปรุงทั้งในแง่กระบวนการยุติธรรม การตีความ และกลไกการฟ้องร้อง และผมหวังว่ากระบวนการยุติธรรมจะนำบรรทัดฐานที่ใช้พิพากษาคดีของทักษิณไปสร้างมาตรฐานการพิจารณาคดีมาตรา 112 อื่น ๆ ด้วย เพราะมีคดีจำนวนมากที่แม้ไม่ได้อ้างถึงสถาบันฯโดยตรง แต่ศาลกลับตีความโดยพยานแวดล้อม และไม่ได้พิจารณาประวัติที่มาของพยานเลยว่ามีอคติต่อจำเลยหรือไม่
.
ท้ายที่สุดผมยังหวังเป็นอย่างยิ่งว่าคดีที่เกิดขึ้นจะทำให้ทักษิณและผู้สนับสนุนเห็นปัญหานี้เช่นเดียวกับอีกหลายฝ่ายในสังคมที่เรียกร้องให้มาตรา 112 กลับไปสู่เจตนารมณ์ดั้งเดิม คือการคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างเหมาะสม และการปกป้องสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชนอย่างสมดุลควบคู่กันไป ไม่ใช่เป็นเครื่องมือในการกลั่นแกล้งกันทางการเมืองดังที่เป็นอยู่

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

เอกสารงบประมาณ 2569 (ขาวคาดแดง)

แจกเอกสารประกอบการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 69 : เศรษฐกิจ-สังคม-ความมั่นคง-ภัยพิบัติ-บริหาร

เก็บตกข้อเสนอภาควิชาการ เลือกตั้งเสรีและเป็นธรรม หน้าตาเป็นอย่างไร?