เปิดประเด็นโทษแบนสมัครผู้ใหญ่บ้าน หวังสร้างกระบวนการยุติธรรมสมานฉันท์
เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2568 ผมร่วมอภิปรายร่างพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งสภาผู้แทนราษฎรลงมติเห็นชอบแล้ว โดยผมเน้นย้ำประเด็นเกี่ยวกับการตัดสิทธิลงสมัครผู้ใหญ่บ้านตามบัญชีแนบท้ายกฎหมายฉบับนี้
การแก้ไขพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ครั้งนี้สืบเนื่องจากคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 5/2567 ซึ่งพิจารณามาตรา 12 (11) ที่บัญญัติคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครเป็นผู้ใหญ่บ้าน โดยเฉพาะกรณี “ผู้เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดว่ากระทำผิดเกี่ยวกับกฎหมายว่าด้วยป่าไม้”
ศาลได้วินิจฉัยว่าบทบัญญัติดังกล่าวขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญมาตรา 26 เพราะการจำกัดสิทธิในลักษณะนี้ไม่สอดคล้องกับหลักนิติธรรม เป็นการจำกัดสิทธิเกินสมควรแก่เหตุและกระทบต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
ศาลยังได้ชี้แนะแนวทางว่าต้องปรับปรุงให้เหมาะสมกับประเภทของการกระทำ ความหนักเบาของความผิด และสภาพสังคมปัจจุบัน จนนำมาสู่การแก้ไขมาตรา 12 (11) ใหม่ โดยกำหนดในบัญชีแนบท้าย ข. ว่าหากผู้กระทำผิดตามกฎหมายป่าไม้ ป่าสงวน หรืออุทยาน จะพ้นลักษณะต้องห้ามก็ต่อเมื่อพ้นโทษมาแล้วเกิน 10 ปี
ทั้งนี้ประเด็นที่ผมหยิบยกมาพิจารณามี 2 เรื่อง เรื่องแรก ใน "บัญชี ก." มีความผิดบางประเภท เช่น ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการพนัน ฐานเป็น “เจ้ามือหรือเจ้าสำนัก” ซึ่งถูกตัดสิทธิไปตลอดชีวิต ทั้งที่ในทางปฏิบัติกรณีดังกล่าวมีหลายระดับ ตั้งแต่บ่อนใหญ่ที่มุ่งแสวงหากำไรไปจนถึงวงเล็ก ๆ ในชุมชนที่ไม่ได้มีเจตนากระทำเป็นอาชีพถาวร การใช้เกณฑ์เดียวกันในการตัดสิทธิ์จึงอาจไม่สอดคล้องกับหลักความได้สัดส่วนที่ศาลรัฐธรรมนูญย้ำไว้
ส่วน "บัญชี ข." มีความผิดเกี่ยวกับกฎหมายป่าไม้ ป่าสงวน อุทยาน โดยเฉพาะความผิดฐานแผ้วถาง ที่ยังคงเป็นข้อถกเถียงอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะช่วงนโยบายทวงคืนผืนป่าสมัย คสช. ที่มีคดีรวมกว่า 34,692 คดี ซึ่งผู้ถูกดำเนินคดีมิได้มีเพียงนายทุนรายใหญ่แต่รวมถึงชาวบ้านและภาคประชาชนที่ต่อสู้เรื่องสิทธิในที่ดินและนิยามคำว่าป่าที่ยังไม่มีข้อยุติแน่ชัด
เช่นเดียวกันกับความผิดตามประมวลกฎหมายยาเสพติดบางฐาน เช่น ความผิดเรื่องการเสพหรือมีไว้ในครอบครองเพื่อเสพ ซึ่งสังคมจำนวนไม่น้อยมองว่าเป็นปัญหาสุขภาพที่ควรได้รับการบำบัด มากกว่าการตีตราและจำกัดสิทธิไปตลอดชีวิต ซึ่งการกำหนดข้อห้ามอย่างเหมารวมโดยไม่แยกแยะประเภทและความร้ายแรงของการกระทำ อาจยังคงเป็นการจำกัดสิทธิอย่างเกินสมควรแก่เหตุ
ผมยังชี้ให้เห็นว่าแม้ผู้กระทำผิดตามบัญชี ข. จะรับโทษครบถ้วนแล้วแต่กฎหมายยังกำหนดให้ต้องถูกแบนสิทธิสมัครผู้ใหญ่บ้านต่ออีก 10 ปี เท่ากับว่าบุคคลนั้นถูกลงโทษซ้ำสองทั้งในทางกฎหมายอาญาและในทางการเมือง
หากเรายึดหลัก “กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์” เมื่อบุคคลหนึ่งผ่านกระบวนการลงโทษหรือการฟื้นฟูแล้วก็ควรได้รับโอกาสกลับคืนสู่สังคมอย่างสมบูรณ์ พร้อมใช้สิทธิและเสรีภาพเช่นเดียวกับผู้อื่น การคงไว้ซึ่งการแบนสิทธิอีก 10 ปีสะท้อนแนวคิดว่าผู้พ้นโทษยัง “ไม่เป็นคนดีพอ” ซึ่งขัดกับเจตนารมณ์ของกระบวนการยุติธรรมเอง
ท้ายที่สุดผมยังคิดว่าบัญชี ก. มีประเด็นข้อสงสัยในคดีเรื่องเกี่ยวกับการพนันโดยเฉพาะการเป็นเจ้ามือ บัญชี ข. ก็มีประเด็นปัญหาในเชิงหลักการว่าทำไมต้องมีโทษแบนไปถึง 10 ปี ในข้อหาบางข้อหาที่ผมมองว่ายังอยู่ในห้วงเวลาของการถกเถียง ยังอยู่ในห้วงเวลาของการที่ได้แลกเปลี่ยนโดยเฉพาะมุมมองต่อกระบวนการยุติธรรม ที่เรามองต่อคนที่ลงถูกลงโทษไปพ้นจากความผิดนั้นแล้วว่าเขาควรจะเป็นพลเมืองที่มีสิทธิ์เท่าเทียมกับคนอื่น ๆ การปรับปรุงบทบัญญัตินี้ไม่เพียงเป็นไปเพื่อให้สอดคล้องกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญที่จะปฏิรูประบบกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ให้ตั้งอยู่บนหลักนิติธรรม หลักความเป็นธรรม และแนวคิดการคืนคนดีสู่สังคมอย่างแท้จริง

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น