หนุนยกเลิกคำสั่ง คสช. เร่งเยียวยาผลกระทบมรดกรัฐประหาร ปลายทางยกเครื่องรัฐธรรมนูญ
วันนี้ (19 สิงหาคม 2568) ผมร่วมอภิปรายร่างพระราชบัญญัติยกเลิกประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ คำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติบางฉบับที่หมดความจำเป็นและไม่เหมาะสมกับกาลปัจจุบัน พ.ศ. ....
.
ร่างกฎหมายฉบับนี้มีความสำคัญไม่เพียงเพราะเป็นการจัดการกับกฎหมายที่เหลือตกค้างจากการรัฐประหาร แต่ยังสะท้อนถึงความร่วมมือระหว่างฝ่ายการเมืองต่างๆ ทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นพรรคก้าวไกล พรรคประชาชาติ หรือพรรคภูมิใจไทย ซึ่งต่างเห็นตรงกันว่าถึงเวลาที่ต้องฟื้นฟูและลบล้างสิ่งที่ตกค้างจากการรัฐประหาร กฎหมายฉบับนี้จึงเป็นสัญลักษณ์แห่งความร่วมใจและเป็นก้าวสำคัญในการสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้กับสังคมไทย ผ่านกลไกรัฐสภาซึ่งเป็นกลไกระบอบประชาธิปไตยตามปกติให้เหมาะสมกับปัจจุบันกาลที่เราเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยแล้ว
.
อย่างไรก็ตามผมเห็นว่าการยกเลิกเพียง 55 ฉบับยังไม่เพียงพอ เพราะยังมีอีกหลายฉบับที่ควรได้รับการพิจารณาเพิ่มเติม และที่สำคัญไปกว่านั้นคำสั่งเหล่านี้ไม่ใช่แค่ข้อความทางกฎหมาย แต่เป็นสิ่งที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตผู้คนจริง ๆ มีผู้ถูกดำเนินคดี ถูกคุมขัง ถูกจำกัดสิทธิเสรีภาพ หรือในบางกรณีมีบุคคลบางกลุ่มได้รับสิทธิพิเศษที่ไม่เป็นธรรม การยกเลิกอย่างเดียวจึงไม่ใช่คำตอบ หากแต่ต้องมีมาตรการสร้างความรับผิดชอบของผู้ที่เคยใช้อำนาจ และต้องเปิดโอกาสให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบได้รับการฟื้นฟูเยียวยาด้วย
.
ตัวอย่างที่ชัดเจนคือคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 72/2559 เกี่ยวกับเหมืองแร่ทองคำ ซึ่งใช้อำนาจตามมาตรา 44 ระงับการดำเนินการของเหมืองในเวลานั้น แม้จะเป็นการตอบสนองต่อปัญหาสิ่งแวดล้อมและผลกระทบต่อประชาชนแต่ต่อมากลับนำไปสู่ข้อพิพาทกับบริษัทเอกชน ทำให้ประเทศไทยต้องแบกรับภาระการฟ้องร้องในอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศจนต้องเสียค่าใช้จ่ายจำนวนมหาศาล และท้ายที่สุดรัฐบาลยังอนุญาตให้บริษัทเดิมกลับมาเปิดเหมืองโดยไม่ยุติข้อพิพาทเดิม สิ่งเหล่านี้เป็นความเสียหายที่ไม่ควรปล่อยให้ลอยตัวโดยปราศจากผู้รับผิดชอบ
.
หลังการรัฐประหาร คสช. ยังได้นิรโทษกรรมตัวเองในหลายแง่มุม ซึ่งเป็นการสร้างบรรทัดฐานที่อันตรายในอนาคต หากเราจะฟื้นฟูประเทศให้กลับสู่ระบอบประชาธิปไตยปกติจริงก็จำเป็นต้องพิจารณาการยกเลิกการนิรโทษกรรมเหล่านี้ เพื่อยืนยันว่าผู้ใช้อำนาจพิเศษไม่อาจหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบได้ ซึ่งตัว พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ก็ได้เคยประกาศเอาไว้แล้วว่าจะเป็นผู้รับผิดชอบในเรื่องนี้ด้วยตนเอง
.
สำหรับการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ ผมเห็นว่าผู้ที่ได้รับผลกระทบทุกรูปแบบ ทั้งถูกเรียกไปรายงานตัว ถูกจำกัดเสรีภาพ ถูกห้ามเดินทางออกนอกประเทศ หรือถูกติดตามอย่างใกล้ชิด ล้วนควรได้รับสิทธิในการเรียกร้องความเป็นธรรมและการเยียวยา ผมเองก็เคยถูกเรียกไปรายงานตัวภายหลังรัฐประหาร ถูกควบคุมตัวอยู่ในค่ายทหาร ถูกบังคับให้ลงนามในเอกสารสัญญา และถูกจำกัดสิทธิในหลายด้าน สิ่งเหล่านี้คือประสบการณ์ที่สะท้อนว่าคำสั่งเหล่านั้นส่งผลจริงต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน
.
ทั้งนี้แม้ว่าจะมีบางคำสั่งที่ก่อให้เกิดประโยชน์แต่ก็ไม่ควรถูกคงไว้ในรูปแบบของคำสั่ง คสช. หากเห็นว่ายังจำเป็นก็ควรผลักดันให้กลายเป็นพระราชบัญญัติ เพื่อให้สอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตยและกระบวนการนิติบัญญัติปกติ
.
ท้ายที่สุดผมได้เน้นย้ำว่าสิ่งตกค้างที่ใหญ่ที่สุดจากการรัฐประหารไม่ใช่เพียงคำสั่งหรือประกาศ แต่คือรัฐธรรมนูญที่เกิดขึ้นในยุค คสช. หากเราต้องการฟื้นฟูประเทศให้เดินหน้าภายใต้ระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริงรัฐธรรมนูญดังกล่าวก็ควรถูกพิจารณาและแก้ไขให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของประชาชนและสอดคล้องกับปัจจุบันกาลที่เป็นประชาธิปไตย

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น