ความรุนแรงไม่ใช่ทางออกของความขัดแย้ง 4 ประเด็นพึงพิจารณาในกระบวนการสร้างสันติหลังการสู้รบ



"It is not enough to win a war; it is more important to organize the peace.” — Aristotle
.
“ชนะสงครามยังไม่พอ สำคัญกว่าคือต้องสร้างสันติภาพด้วย” — อริสโตเติล
.
ในเหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชาในครั้งนี้เป็นเรื่องน่ายินดีที่ทั้งสองฝ่ายได้บรรลุข้อตกลงหยุดยิง ยุติการสู้รบ 5 วันที่พรากชีวิตและสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน สุขภาพของกำลังพลและประชาชนทั้ง 2 ฝ่าย
.
อย่างไรก็ดีความขัดแย้งครั้งนี้ได้สร้างผลสะเทือนต่อหลักมนุษยธรรมอย่างมาก ทั้งการโจมตีเป้าหมายพลเรือนโดยเฉพาะโรงพยาบาล การเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติต่อคนไข้ฝ่ายตรงข้าม ซึ่งล้วนแต่เป็นการละเมิดอนุสัญญาเจนีวา ปี ค.ศ. 1949 ซึ่งผมขอย้ำจุดยืนขอให้คู่ขัดแย้งทั้งสองฝ่ายยึดมั่นในหลักมนุษยธรรม สืบสวนหาความจริง และเร่งการปรึกษาหารือเพื่อสร้างสันติภาพกลับคืนมา
.
ศ. ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญในด้านสันติวิธีผู้ล่วงลับ ได้เสนอให้เรานำวิธีการที่เรียกว่า "การเปลี่ยนกระบวนทัศน์" (paradigm shift) ซึ่งคือการเปิดโอกาสใหม่ ๆ ให้เห็นว่าในกระบวนการความขัดแย้งไม่ได้มีเพียงความรุนแรงที่เป็นวิธีแก้ไขได้เพียงอย่างเดียว หากแต่เราควรมองหาทางเลือกอื่น ๆ มาทดแทนการใช้ความรุนแรง
.
ศ. ดร.ชัยวัฒน์ยังเสนอว่าการไม่ใช้ความรุนแรงนั้นทรงพลังเมื่อคู่กรณีในความขัดแย้งไม่จมปลักกับหนทางแห่งความรุนแรงเมื่อต้องปะทะคะคานอำนาจกัน แม้กระแสสังคมจะบอกว่าความรุนแรงเป็นเพียงทางเลือกเดียวเมื่อต้องเผชิญความขัดแย้งก็ตาม ศ. ดร.ชัยวัฒน์ชี้ว่าทางเลือกสันติวิธีต่างหากเปิด "ความเป็นไปได้" อันหลากหลายที่จะอยู่กับความขัดแย้งโดยไม่ต้องทำลายอีกฝ่ายให้ตายจากกัน
.
ผมเข้าใจความรู้สึกของพี่น้องชาวไทยที่ทั้งเจ็บแค้นและเห็นว่าการสู้รบคือทางออก แต่ผมเห็นว่าเราควรถอยหลังหนึ่งก้าวเพื่อมองสภาพความเป็นจริง เพราะความขัดแย้งครั้งนี้ได้ก่อให้เกิดความสูญเสียที่มากเกินกว่าจะรับได้ของพี่น้องชาวไทย ดังนั้นคู่ขัดแย้งทั้งสองฝ่ายจำเป็นที่จะต้องแสวงหาทางเลือกใหม่ที่ไม่ใช่การใช้ความรุนแรงมาแก้ความขัดแย้ง เพื่อลดผลกระทบและความเสียหายที่ไม่จำเป็นต้องเกิด ดังนั้นกระบวนการหลังจากนี้คือต้องบริหารจัดการให้สันติภาพคงอยู่ให้ได้อย่างยั่งยืนสถาพร
.
ผลกระทบจากการสู้รบสร้างความสูญเสียทั้งทางกายภาพ ร่างกาย และบาดแผลทางจิตใจ การกลับคืนสู่สันติภาพจึงต้องเป็นมากกว่าการเจรจาหรือความเงียบสงบชั่วคราว แต่คือกระบวนการฟื้นฟูทั้งทรัพย์สิน ร่างกาย จิตใจ และความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และระหว่างรัฐ เพื่อป้องกันไม่ให้ความรุนแรงหวนกลับมาอีกในรูปแบบใหม่ โดยอาจดำเนินการดังนี้
.
1) คืน "มนุษยภาพ” (Rehumanization) แก่ผู้คนที่เคยถูกทำให้ไร้เสียง ไร้ตัวตน หรือแม้แต่ถูกทำให้กลายเป็น “ศัตรู” ในสายตาของอีกฝ่าย ผ่านการฟังเสียงของผู้ได้รับผลกระทบ เปิดพื้นที่ให้เหยื่อ สตรี ผู้ลี้ภัย และเด็ก ได้บอกเล่าความทรงจำของตน เพื่อเรียกร้องความยุติธรรมและคืนศักดิ์ศรี รวมถึงกำหนดรูปแบบกระบวนการยุติธรรมแบบเยียวยา (Restorative Justice) ที่ไม่ใช่การลงโทษเพื่อแก้แค้น แต่เพื่อรับรู้ความจริง ฟื้นความเชื่อมั่น
.
2) เร่งสร้างสภาวะความเป็นปกติให้เกิดขึ้นโดยเร็ว รัฐต้องส่งเสริมให้ประชาชนในพื้นที่ได้กลับมาประกอบอาชีพ เพื่อชดเชยรายได้ที่สูญเสียไประหว่างการสู้รบ รวมทั้งออกมาตรการเยียวยาผลกระทบในมิติต่างๆ ฟื้นฟูสภาพจิตใจ รวมทั้งโรงพยาบาล การรักษาพยาบาลต้องเปิดเป็นปกติ รับคนไข้ทุกเชื้อชาติโดยเร็ว และควรส่งเสริมการเคลื่อนย้ายแรงงานให้กลับมาเป็นปกติ
.
3) เสริมสร้างสันติภาพ ก้าวข้ามความเกลียดชังระหว่างรัฐและประชาชน เมื่อการสู้รบไม่ใช่แค่เรื่องของรัฐบาลต่อรัฐบาลแต่กินลึกไปถึงประชาชนในสองฝั่งของพรมแดน การฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจึงต้องทำควบคู่กับการสานสัมพันธ์ระหว่างประชาชน ผ่านการสร้างความร่วมมือระหว่างรัฐ จัดตั้งคณะกรรมการร่วมด้านมนุษยธรรมและฟื้นฟู สร้างความตกลงการค้า การศึกษา และการจัดการชายแดนร่วมกัน ตลอดจนการเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างประชาชน ส่งเสริมโครงการแลกเปลี่ยนเยาวชน ครู นักศึกษา และแรงงาน สร้างเครือข่ายภาคประชาสังคมข้ามพรมแดน
4) ทบทวนบทบาทของสื่อมวลชนทั้งสองฝั่ง ให้ยุติการนำเสนอข่าวสารที่เป็นการปลุกชาตินิยมสุดขั้ว สร้างความเกลียดชัง สนับสนุนสื่อมวลชนให้รายงานอย่างรับผิดชอบ ลดการแพร่กระจายของข้อมูลเท็จและวาทกรรมเกลียดชัง ซึ่งเป็นกระบวนการหนึ่งในการแสวงหาความจริง โดยเฉพาะงานเชิงสืบสวนสอบสวนตรวจสอบไปกว่าปรากฎการณ์ยอดภูเขาน้ำแข็งที่เห็นความรุนแรงทางกายภาพ
.
หลังความขัดแย้งชายแดนไทย–กัมพูชาครั้งนี้ สังคมทั้งสองฝ่ายยังต้องเผชิญกับบาดแผลที่ลึกกว่าเพียงความเสียหายทางทรัพย์สิน คือความกลัว ความสูญเสีย และความไม่ไว้ใจกันในระดับประชาชน
.
การสร้างสันติภาพต้องเริ่มจากการฟังเสียงของผู้ได้รับผลกระทบ เยียวยาความเจ็บปวด และเปิดพื้นที่ให้ประวัติศาสตร์หลากหลายชุดได้อยู่ร่วมกันอย่างมีศักดิ์ศรี เพราะสันติภาพแท้จริงไม่ใช่แค่การเลิกรบ แต่คือการจัดระเบียบความสัมพันธ์ใหม่บนพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียม และการไม่ปล่อยให้ความเกลียดชังส่งต่อไปยังรุ่นถัดไป

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

เอกสารงบประมาณ 2569 (ขาวคาดแดง)

แจกเอกสารประกอบการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 69 : เศรษฐกิจ-สังคม-ความมั่นคง-ภัยพิบัติ-บริหาร

เก็บตกข้อเสนอภาควิชาการ เลือกตั้งเสรีและเป็นธรรม หน้าตาเป็นอย่างไร?