ถาม 2 ปมศาลยุติธรรม : ถึงเวลารื้อใหญ่หลักสูตร บยส.? - กังขาโขกค่าถ่ายเอกสารหน้าละ 3 บาท



วันนี้ (26 สิงหาคม 2568) ผมร่วมอภิปรายรายงานของผู้สอบบัญชีและรายงานการเงินของสำนักงานศาลยุติธรรมประจำปีงบประมาณสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2567 โดยเน้นย้ำถึงพันธกิจหลักของศาลยุติธรรมที่ต้องดำเนินงานอย่างเป็นระบบ มีประสิทธิภาพ และเป็นเลิศในการอำนวยความยุติธรรมต่อประชาชน ซึ่งประเด็นที่ผมหยิบยกขึ้นมาอภิปรายมีสองเรื่องหลักที่เกี่ยวพันกับการใช้จ่ายงบประมาณและความคุ้มค่าในการดำเนินงาน
.
ประเด็นแรก หลักสูตรผู้บริหารกระบวนการยุติธรรมระดับสูง (บยส.) ที่ดำเนินงานโดยสถาบันพัฒนาข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม ซึ่งในสังคมมีการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางและมีข้อท้วงติงจากบุคลากรในแวดวงตุลาการเอง โดยมีบันทึกข้อความจากนายบุญเขตร์ พุ่มทิพย์ อธิบดีผู้พิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ปฏิบัติงานชั่วคราวในตำแหน่งผู้พิพากษาศาลฎีกา และนายอนุรักษ์ สง่าอารีย์กุล ผู้พิพากษาศาลฎีกาและกรรมการตุลาการ ซึ่งได้ส่งถึงประธานศาลฎีกาเพื่อขอให้ยกเลิกหลักสูตรดังกล่าว และห้ามผู้พิพากษาเข้าร่วมอบรมหลักสูตรในลักษณะเดียวกัน เช่น วปอ. ปปร. วตท. เป็นต้น เนื่องจากไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการตุลาการ เสี่ยงต่อการผิดวินัย เอื้อให้เกิดระบบอุปถัมภ์ที่นำไปสู่การเลือกปฏิบัติและเพิ่มความเหลื่อมล้ำในสังคม และที่สำคัญคือเป็นการใช้งบประมาณที่ไม่เกิดประโยชน์แก่ประเทศชาติ อีกทั้งยังทำให้ความเชื่อมั่นของสาธารณชนที่มีต่อศาลยุติธรรมลดลง
.
จากการสำรวจความคิดเห็นของผู้พิพากษาจำนวน 1,455 ราย (จากจำนวนทั้งหมดราว 5,600 คน) ระหว่างวันที่ 31 พฤษภาคม ถึง 9 มิถุนายน 2568 พบว่าร้อยละ 95.1 เห็นว่าการพิจารณาคดีต้องตั้งอยู่บนความยุติธรรมที่ปราศจากข้อสงสัย ร้อยละ 87.1 เห็นว่าหลักสูตร บยส. กระทบต่อความน่าเชื่อถือและความเป็นกลางของศาล ร้อยละ 70.1 เห็นว่าหลักสูตรนี้ส่งเสริมระบบอุปถัมภ์ที่นำไปสู่การเลือกปฏิบัติ และร้อยละ 82 เห็นว่าควรยกเลิกหลักสูตรนี้พร้อมนำงบประมาณไปใช้ในหลักสูตรที่จำเป็นและเกิดประโยชน์ต่อกระบวนการยุติธรรมจริง ๆ
.
ผมจึงขอตั้งคำถามไปยังผู้ที่เกี่ยวข้องว่าได้มีการทบทวนเรื่องนี้ตามผลการสำรวจและข้อเสนอแนะที่ได้รับหรือไม่ และมีมาตรการใดในการแก้ไขปัญหาการใช้งบประมาณที่ไม่คุ้มค่าดังกล่าว
.
ประเด็นถัดมาคือเรื่องการเก็บค่าธรรมเนียมการคัดถ่ายเอกสารคดี โดยเมื่อวันที่ 30 เมษายนที่ผ่านมา สำนักงานศาลยุติธรรมได้ออกประกาศฉบับที่ 4 ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการยื่น ส่ง และรับคำคู่ความและเอกสารผ่านระบบรับส่งอิเล็กทรอนิกส์ โดยกำหนดค่าคัดถ่ายสำเนาเอกสาร หน้าละ 3 บาท ทั้งที่ราคาท้องตลาดเฉลี่ยอยู่ราว 0.25–0.50 บาทต่อหน้า ซึ่งทำให้ราคาที่จัดเก็บสูงกว่าท้องตลาดถึง 6–10 เท่า
.
คดีความจำนวนมากมีเอกสารตั้งแต่หลักสิบถึงหลักพันหน้า ค่าธรรมเนียมดังกล่าวจึงกลายเป็นภาระสำคัญโดยเฉพาะต่อประชาชนผู้มีรายได้น้อย เพราะแม้ 3 บาทต่อหน้าอาจดูเล็กน้อยแต่เมื่อนำไปคูณกับจำนวนหน้า เช่น 1,000 หน้า ก็กลายเป็น 3,000 บาท ซึ่งเท่ากับค่าแรงขั้นต่ำของหลายวัน การจัดเก็บในอัตรานี้สะท้อนความไม่เท่าเทียมในต้นทุนชีวิตของแต่ละคน ขณะที่พันธกิจของศาลยุติธรรมคือการอำนวยความยุติธรรมอย่างเสมอภาค ไม่ใช่เพิ่มอุปสรรคต่อการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม
ผมจึงขอตั้งข้อสังเกตและสอบถามว่า หลักเกณฑ์การคำนวณราคาเหล่านี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานใด รายได้ที่จัดเก็บเข้าระบบมีการออกใบเสร็จรับเงินอย่างถูกต้องหรือไม่ และเงินที่ได้รับจัดเก็บอยู่ในประเภทงบประมาณใด รวมถึงมีมูลค่าเท่าใดในปัจจุบัน
.
ด้านนายธีรทัย เจริญวงศ์ เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม ชี้แจงข้อสังเกตของผมเรื่องหลักสูตร บยส. ว่าหลักสูตร บยส. มีขึ้นได้ด้วยระเบียบของคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม โดยมีคณะกรรมการกำกับหลักสูตรซึ่งประกอบด้วยประธานศาลฎีกาเป็นประธานรวมถึงข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ของศาลยุติธรรม นอกจากนี้ยังมีกรรมการที่เป็นตัวแทนจากบุคคลภายนอก อาทิ อัยการสูงสุด ปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงยุติธรรม ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ นายกสภาทนายความ ซึ่งล้วนแต่เป็นผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม
.
พร้อมยืนยันว่าทุกข้อท้วงติงได้นำไปให้คณะกรรมการหลักสูตรพิจารณา ซึ่งคณะกรรมการหลักสูตรมีความเห็นว่าหลักสูตรยังคงมีความจำเป็นอยู่ แต่จะเดินหน้าโดยนำข้อสังเกตต่าง ๆ มาพิจารณาด้วย ตั้งแต่เรื่องสัดส่วนของผู้เข้าเรียนซึ่งจะเห็นได้ว่ามีสัดส่วนของตุลาการและเจ้าหน้าที่รัฐเพิ่มมากขึ้นขณะที่ภาคเอกชนลดน้อยลง ส่วนเรื่องการตรวจสอบคุณสมบัติปีนี้ค่อนข้างเข้มงวด โดยมีการคัดกรองผู้ที่มีอรรถคดีอยู่ระหว่างพิจารณาไม่ว่าจะอาญาหรือทางแพ่งไม่ให้เข้าร่วมอบรม ส่วนการสร้างปัญหาระบบ connection นั้นมีการพูดคุยหารือและชี้แจงไปหลายแห่ง สุดท้ายแล้วคณะกรรมการหลักสูตรได้พิจารณาแล้วคิดว่าจะให้มีหลักสูตรนี้ต่อไปตามงบประมาณที่ได้รับมา และจะใช้งบประมาณให้เกิดประโยชน์แล้วก็คุ้มค่ามากที่สุด แต่ก็จะไม่หยุดการปรับปรุงหลักสูตร
.
สำหรับเรื่องระบบ e-filing หรือค่าถ่ายเอกสารนั้นเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมชี้แจงว่า ถึงแม้จะไม่มีระบบ e-filing แต่คู่ความที่มาฟ้องคดีก็ต้องไปแบกรับค่าใช้จ่ายในการถ่ายเอกสารเพื่อทำเป็นสำเนาคำฟ้องและสำเนาเอกสารท้ายคำฟ้องเพื่อส่งให้กับคู่ความฝ่ายตรงข้ามอยู่แล้ว เมื่อมีระบบ e-filing เข้ามาจึงต้องมีการจัดพิมพ์เอกสารออกมาเพื่อนำไปส่งต่อ ดังนั้นถึงอย่างไรก็ต้องมีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นอยู่แล้ว
.
ส่วนการปรับจาก 1 บาท เป็น 3 บาท มีที่มาตั้งแต่ที่ศาลยุติธรรมเริ่มใช้ระบบ e-filing เพื่อให้บริการประชาชน ศาลเองไม่ได้เป็นองค์กรที่จะไปบริการเอกสารอยู่แล้วจึงจำเป็นต้องมีหน่วยงานที่มารับภาระนี้แทนศาล ซึ่งตลอดเวลาที่ผ่านมาผู้ที่ใช้ระบบจะทราบดีว่าต้นทุนที่ใช้อยู่เดิมนั้นแบกภาระอยู่ค่อนข้างมากจึงค่อย ๆ ปรับลง ซึ่งแต่เดิมเคยมีการเสนอว่าจะปรับถึง 5 บาท อย่างไรก็ตามคงไม่ปรับไปถึงราคาดังกล่าว แต่จะพิจารณาตามความเหมาะสมต่อไป





ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

เอกสารงบประมาณ 2569 (ขาวคาดแดง)

แจกเอกสารประกอบการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 69 : เศรษฐกิจ-สังคม-ความมั่นคง-ภัยพิบัติ-บริหาร

เก็บตกข้อเสนอภาควิชาการ เลือกตั้งเสรีและเป็นธรรม หน้าตาเป็นอย่างไร?