จาก ‘คลิปเสียง’ ถึง ‘มาตรฐานจริยธรรม’ เมื่อประชาธิปไตยแขวนบนเส้นด้ายอีกครั้ง



กรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้ความเป็นรัฐมนตรีของแพทองธาร ชินวัตรสิ้นสุดลงเฉพาะตัวและต้องพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีพร้อมคณะรัฐมนตรีทั้งคณะ เนื่องจากฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรงจากคดีคลิปเสียงสนทนากับสมเด็จ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา นับเป็นอีกครั้งที่ศาลรัธรรมนูญสร้างแรงสั่นสะเทือนอย่างใหญ่หลวงต่อสังคมไทย ผมเห็นว่าคำวินิจฉัยนี้ไม่เพียงแต่กระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงปัญหาพื้นฐานของกระบวนการยุติธรรมทางการเมืองที่ยังคงเป็นข้อถกเถียงในสังคมไทยมาอย่างยาวนาน เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่นายกรัฐมนตรีไทยต้องพ้นจากตำแหน่งจาก “ตุลาการภิวัฒน์”.
ศาลรัฐธรรมนูญไทยมีบทบาทที่แตกต่างจากศาลรัฐธรรมนูญในหลายประเทศ เพราะนอกจากจะมีอำนาจตรวจสอบกฎหมายและตีความรัฐธรรมนูญแล้วยังมีบทบาทในการพิจารณาคดีที่เกี่ยวข้องกับบุคคลทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นการถอดถอน การยุบพรรค หรือการเพิกถอนสิทธิทางการเมืองของผู้แทนราษฎรและคณะรัฐมนตรี ซึ่งกลไกนี้ในทางทฤษฎีตั้งใจให้เป็นกลไกถ่วงดุลอำนาจ แต่ในทางปฏิบัติกลับมีหลายครั้งที่ถูกตั้งคำถามถึงความเป็นกลางและความยึดโยงกับประชาธิปไตย
.
ผมมองว่าการวินิจฉัยคดีของแพทองธารครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ว่าตุลาการภิวัฒน์ยังคงมีบทบาทที่ก้าวล้ำต่ออำนาจของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เพราะคดีนี้มีที่มาจากคลิปเสียง ซึ่งแม้จะมีการถกเถียงถึงความถูกต้องแท้จริงของเนื้อหาและกระบวนการได้มาแต่กลับถูกใช้เป็นฐานในการลงโทษทางการเมือง ผลลัพธ์เช่นนี้ทำให้เกิดความรู้สึกว่าการเมืองไทยยังคงติดหล่มของตุลาการภิวัตน์ที่แทรกซึมอยู่ในวงจรทางอำนาจทุกยุคทุกสมัย ยิ่งไปกว่านั้น “มาตรฐานทางจริยธรรม” ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นอาวุธทางการเมืองอีกครั้ง ซึ่งยิ่งตอกย้ำความเป็นการเมืองของอำนาจตุลาการมากขึ้นไปอีก
.
ผมเห็นว่าการถอดถอนในลักษณะนี้ไม่ใช่เพียงการลงโทษตัวบุคคล หากแต่เป็นการส่งสัญญาณที่อาจสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อระบบประชาธิปไตยและต่อความตั้งใจของผู้แทนราษฎรหรือผู้ที่จะก้าวขึ้นมาทำงานการเมืองในอนาคต สิ่งนี้สะท้อนว่าอำนาจของศาลอาจใช้ได้อย่างไม่จำกัดจนกลายเป็นอุปสรรคต่อการดำรงอยู่ของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง
.
ผมขอเสนอว่าประเทศไทยจำเป็นต้องมีการปฏิรูปบทบาทของศาลรัฐธรรมนูญอย่างจริงจัง ไม่ใช่เพียงแค่การแก้ไขกฎหมายว่าด้วยมาตรฐานจริยธรรมแต่รวมไปถึงโครงสร้างการสรรหาองค์คณะตุลาการ วิธีการไต่สวน และหลักเกณฑ์การวินิจฉัย เพื่อให้ศาลทำหน้าที่ตรวจสอบถ่วงดุลในขอบเขตที่เหมาะสม โดยไม่ล้ำเส้นเข้าสู่การเป็น "ผู้เล่น" ในเกมการเมือง
.
อีกประการหนึ่ง ภาคส่วนต่าง ๆ ไม่ควรยกอำนาจให้กับศาลในการตัดสินมากเกินไป เพราะขัดต่อหลักการประชาธิปไตยและเป็นการส่งเสริมให้ตุลาการภิวัฒน์มีอำนาจอย่างไร้ขีดจำกัดในสังคมไทย เมื่อครั้งที่มีผู้เรียกร้องให้ผมร่วมลงชื่อส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้วินิจฉัยสมาชิกภาพของ สว. 136 คน ผมจึงปฏิเสธไม่เข้าร่วมด้วยเหตุนี้
.
ย้ำว่าผมไม่ได้บอกว่านักการเมืองไม่ควรมีจริยธรรมหรือหลักการยึดถือ ตรงกันข้ามควรมีสูงกว่าประชาชนทั่วไป เนื่องด้วยเขาเหล่านั้นมีอำนาจที่สูงกว่าจึงต้องมีความรับผิดชอบที่สูงกว่าด้วย แต่ความรับผิดชอบนั้นควรเป็นความรับผิดชอบด้วยตัวเอง เช่น ลาออก รับผิดชอบผ่านประชาธิปไตยทางอ้อมผ่านกระบวนการอภิปราและลงมติไม่ไว้วางใจ และที่สำคัญรับผิดชอบต่อแหล่งที่มาแห่งอำนาจหรือความเป็นตัวแทนคือรับผิดชอบต่อประชาชนให้เขาเป็นผู้กำหนดอำนาจฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติหาทางออกของสังคม
.
นอกจากนี้ผมขอเรียกร้องให้สังคมไทยหันกลับมาทบทวนว่า การใช้เครื่องมือทางกฎหมายเพื่อจัดการกับฝ่ายการเมืองที่แตกต่างนั้นได้สร้างบรรยากาศที่เป็นคุณหรือโทษต่อประเทศชาติในระยะยาว เราจำเป็นต้องสร้างระบบที่เคารพเสียงประชาชนเป็นหลัก ไม่ใช่ระบบที่เสียงประชาชนกลายเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของอำนาจที่สามารถถูกล้มได้ตลอดเวลา
.
การถอดถอนนายกฯ แพทองธารในครั้งนี้ จึงไม่ควรถูกมองเพียงแค่เป็นจุดจบของผู้นำรัฐบาลหนึ่งคน แต่ควรถูกใช้เป็นจุดเริ่มต้นในการตั้งคำถาม (ที่ควรตั้งมานานแล้ว) ว่า เราจะยอมให้การเมืองไทยดำเนินต่อไปภายใต้บรรยากาศแห่งความหวาดกลัวและความไม่มั่นคงจากอำนาจตุลาการเช่นนี้อีกนานเพียงใด



ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

เอกสารงบประมาณ 2569 (ขาวคาดแดง)

แจกเอกสารประกอบการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 69 : เศรษฐกิจ-สังคม-ความมั่นคง-ภัยพิบัติ-บริหาร

เก็บตกข้อเสนอภาควิชาการ เลือกตั้งเสรีและเป็นธรรม หน้าตาเป็นอย่างไร?