หนุนหวยเกษียณ หวังอนาคตร่วมสร้างสวัสดิการผู้สูงอายุถ้วนหน้า รอรับสังคมสูงวัยเข้มข้น
เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2568 ผมได้ร่วมอภิปรายในที่ประชุมวุฒิสภาเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติกองทุนการออมแห่งชาติ (ฉบับที่ ...) พ.ศ. .... ซึ่งที่ประชุมมีมติเห็นชอบผ่านร่างกฎหมายดังกล่าว โดยผมได้แสดงจุดยืนสนับสนุนในเชิงหลักการของ “สลาก กอช.” หรือที่รู้จักกันในชื่อ “หวยเกษียณ” ซึ่งเป็นเครื่องมือในการสร้างแรงจูงใจในการออม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นหลักประกันในการดำรงชีพของประชาชนในยามชรา
.
แน่นอนว่าแนวทางนี้มีความสำคัญทั้งในด้านการส่งเสริมวินัยการออมและการวางแผนชีวิตระยะยาว อย่างไรก็ตาม ผมมีข้อเสนอแนะบางประการเพื่อประกอบการพิจารณาเพิ่มเติมในอนาคต ดังนี้
.
1. ปรับเกณฑ์อายุและความยืดหยุ่นในการใช้เงินออม
.กรอบคิดเรื่อง “วัยเกษียณ” หรือ “ยามชราภาพ” ควรมีความยืดหยุ่นมากขึ้น ปัจจุบันมักอ้างอิงตามอายุ 60 ปี แต่ควรพิจารณาเพิ่มเติมถึงคุณภาพชีวิตและความสามารถในการเข้าถึงเงินออมของแต่ละบุคคล เช่น กรณีของประกันสังคมที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกันตนที่มีอายุ 55 ปี และมีระยะเวลาส่งเงินสมทบอย่างน้อย 180 เดือน (ประมาณ 15 ปี) สามารถขอรับเงินบำนาญได้
.
หากผู้ฝากเงินผ่านสลาก กอช. มีประวัติการออมที่ยาวนานพอสมควร เช่น เกิน 15 ปี ก็ควรพิจารณาเปิดช่องให้สามารถขอรับเงินคืนก่อนอายุ 60 ปีได้ โดยไม่จำกัดเพียงกรณีเจ็บป่วยหรือทุพพลภาพ หากประเด็นนี้สามารถบัญญัติไว้ในตัวบทกฎหมายได้ ก็จะช่วยให้ระบบมีความยืดหยุ่นและตอบโจทย์ชีวิตที่หลากหลายมากขึ้น
.
2. รับประกันผลตอบแทนไม่น้อยกว่าอัตราเงินเฟ้อ
.สิ่งสำคัญที่ควรกำหนดไว้ในกฎหมายคือหลักประกันว่าผลตอบแทนจากการออมผ่านหวยเกษียณต้องไม่น้อยกว่าอัตราเงินเฟ้อ เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการออมในระยะยาว หากไม่สามารถรักษามูลค่าแท้จริงของเงินออมได้ การออมก็จะกลายเป็นภาระมากกว่าการเป็นหลักประกัน
.
นอกจากนี้ยังมีต้นทุนแฝงอย่างค่าเสียโอกาส ที่ผู้ฝากเงินอาจนำเงินไปลงทุนทางเลือกอื่นได้หากไม่ถูกจำกัดระยะเวลา ดังนั้นการสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนออมผ่านสลาก กอช. ไม่ควรอาศัยเพียงแนวคิดเสี่ยงโชคเท่านั้น แต่ต้องรับประกันความมั่นคงของเงินต้นและผลตอบแทนที่สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจด้วย
.
แม้ที่ผ่านมา กอช. จะสามารถให้ผลตอบแทนสูงกว่าเงินเฟ้อในภาพรวม แต่การระบุหลักประกันนี้ไว้ในกฎหมายอย่างชัดเจนจะสร้างความมั่นใจและแรงจูงใจในการออมได้อย่างยั่งยืน
.
3. กระจายโอกาสการเข้าถึงอย่างทั่วถึง
.แม้ร่างกฎหมายจะกำหนดเพดานการซื้อสลากไว้ที่ไม่เกิน 3,000 บาทต่อเดือนเพื่อกระจายโอกาสให้ประชาชนทั่วไปเข้าถึงได้ แต่ในทางปฏิบัติยังอาจเกิดปัญหา “ใครมาก่อนได้ก่อน” ซึ่งอาจนำไปสู่การกระจุกตัวของสิทธิในกลุ่มที่มีข้อมูลหรือความพร้อมมากกว่า จึงควรมีระบบการจัดสรรหรือกลไกทางเทคนิคเพิ่มเติมเพื่อให้การเข้าถึงสิทธิในการซื้อสลากเกิดความเป็นธรรม และไม่ขัดต่อวัตถุประสงค์ที่ต้องการให้ประชาชนทุกกลุ่มมีโอกาสออมเพื่อวัยเกษียณอย่างเท่าเทียม
.
4. การบูรณาการข้อมูลร่วมกับระบบอื่น
.ประเทศไทยมีระบบการออมเพื่อการเกษียณหลายรูปแบบทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน อาทิ กองทุนประกันสังคม กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ฯลฯ จึงควรมีการบูรณาการข้อมูลระหว่างกัน เพื่อให้ประชาชนสามารถเห็นภาพรวมของเงินออมและสิทธิที่ตนมีอยู่ทั้งหมดได้ในที่เดียว
.
การรวมข้อมูลยอดเงินสะสม เงินสมทบ และผลตอบแทนจากทุกกองทุนไว้ในระบบเดียวไม่เพียงเพิ่มความโปร่งใส แต่ยังช่วยให้ประชาชนสามารถวางแผนชีวิตหลังเกษียณได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดความซ้ำซ้อนและความยุ่งยากในการใช้หลายแอปพลิเคชันหรือระบบหลายชุด
.
5. ก้าวไปสู่ระบบบำนาญถ้วนหน้า
.เป้าหมายสูงสุดของการสร้างหลักประกันชีวิตในยามชราควรเป็นการจัดตั้ง “ระบบสวัสดิการถ้วนหน้า” ที่ประชาชนทุกคนเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม โดยไม่ต้องพิสูจน์ความจนและไม่ปล่อยให้ใครตกหล่นเพียงเพราะขาดเอกสารหรือคุณสมบัติบางประการ
.
ที่ผ่านมาภาคประชาชนได้เสนอร่างกฎหมายเพื่อเปลี่ยนระบบเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุให้เป็นระบบ “บำนาญถ้วนหน้า” มาตั้งแต่ปลายปี 2567 แต่กลับถูกตีตกด้วยเหตุผลว่าเป็นกฎหมายการเงิน ซึ่งต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีก่อนนำเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา นี่สะท้อนให้เห็นถึงข้อจำกัดเชิงโครงสร้างในการผลักดันนโยบายสวัสดิการจากภาคประชาชน แม้จะมีฉันทามติทางสังคมที่ชัดเจน แต่หากระบบกฎหมายไม่เปิดโอกาสให้เสียงของประชาชนได้รับการพิจารณาอย่างแท้จริงก็ยากที่จะเห็นความก้าวหน้าในเชิงนโยบาย
.
หากรัฐเห็นด้วยกับหลักการในการสร้างความมั่นคงให้แก่ชีวิตของผู้สูงอายุก็ควรเดินหน้าสู่ระบบบำนาญถ้วนหน้าอย่างจริงจัง เพราะผู้สูงอายุจำนวนมากได้สร้างคุณูปการต่อเศรษฐกิจและสังคมมาทั้งชีวิต และไทยกำลังก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุเข้มข้น การตอบแทนด้วยความมั่นคงในบั้นปลายชีวิตคือการให้เกียรติและรักษาศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างแท้จริง
.
ประเทศไทยควรก้าวให้ไกลกว่ากุศโลบายเฉพาะหน้า และพิจารณาระบบบำนาญถ้วนหน้าในฐานะเครื่องมือสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเท่าเทียม และวางรากฐานของรัฐสวัสดิการที่มั่นคงในระยะยาว

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น