จาก 120 สู่ 180 วัน : บันไดก้าวแรกเพิ่มสิทธิลาคลอด เพื่อสิทธิแรงงานไทยทั้งระบบ



เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2568 ที่คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ผมพร้อมทีมงาน ร่วมกิจกรรมเสวนา “กฎหมายคุ้มครองแรงงานกับการลาคลอด 120 วันและการคุ้มครองลูกจ้างเหมาบริการภาครัฐ อนาคตแรงงานในมือวุฒิสภา” จัดโดยเครือข่ายขับเคลื่อนลาคลอด 180 วัน ร่วมกับคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศาสตร์

.
เป้าหมายหลักของเวทีนี้คือการประเมินร่างกฎหมายคุ้มครองแรงงานที่กำลังอยู่ในชั้นวุฒิสภา ซึ่งกำหนดให้ลูกจ้างหญิงสามารถลาคลอดได้ 120 วัน และพิจารณาความเป็นไปได้ในการขยายเป็น 180 วันตามข้อเสนอขององค์การอนามัยโลก (WHO) และ UNICEF ซึ่งปัจจุบันกฎหมายไทยกำหนดสิทธิลาคลอด 98 วัน (ชดเชยค่าจ้างจริง 90 วัน) ร่างกฎหมายใหม่ที่กำลังพิจารณาในวุฒิสภาเสนอเพิ่มเป็น 120 วันซึ่งถือเป็นก้าวหน้าที่สำคัญ แต่หลายฝ่ายในเวทีเห็นตรงกันว่า 180 วันคือมาตรฐานที่เหมาะสมที่สุดต่อการพัฒนาเด็กและคุณภาพชีวิตครอบครัว
.
ผศ. ดร.กฤษฎา ธีระโกศลพงศ์ คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ และที่ปรึกษา กมธ. วิสามัญพิจารณากฎหมายคุ้มครองแรงงานฯ ชี้ว่า ประเทศที่ให้สิทธิลาคลอดและค่าชดเชยสูงมักเก็บเงินสมทบประกันสังคมในอัตราสูงกว่าไทยมาก ไทยเก็บเพียง 5% ในขณะที่บางประเทศเก็บถึง 15% และแม้กรมอนามัยเคยระบุว่า 180 วันสำคัญต่อพัฒนาการเด็ก แต่ในทางปฏิบัติยังไม่เอื้อให้ลาขนาดนั้น ปัญหาสำคัญคือสภาพแวดล้อมการทำงานที่ไม่รองรับ เช่น ขาดห้องให้นมและแรงกดดันจากเพื่อนร่วมงานที่ต้องทำงานเพิ่ม ผู้หญิงไทยมีโอกาสก้าวหน้าในอาชีพการงานน้อยกว่าผู้ชาย ขาดการคุ้มครองทางสังคม โอกาสทางการศึกษาก็ต่ำกว่าทำให้โอกาสเข้าทำงานน้อยกว่า ผู้หญิงมักไม่ได้ขึ้นเป็นผู้บริหารระดับสูง จึงต้องออกแบบการคุ้มครองทั้งแรงงานในและนอกระบบ
.
สังคมไทยยังรู้เรื่องสิทธิแรงงานน้อยรวมทั้งเรื่องลาคลอดด้วย เวลาพูดเรื่องนี้กระแสในทางลบน้อยกว่าค่าจ้างขั้นต่ำ คนเห็นด้วยค่อนข้างมาก จึงอาจต้องแยกกลยุทธ์ในการขับเคลื่อน แต่ในอนาคตอำนาจการต่อรองอาจต่ำลงและบทบาทของสหภาพก็น้อยลง ฝั่งกลุ่มทุนธุรกิจใหญ่ ๆ ก็สนับสนุนเรื่องความยั่งยืนจึงต้องผลักดันเรื่องนี้ ต้องกดดันให้ทำจริงและวัดผลได้ไม่ใช่แค่สมัครใจทำ นโยบายดูแลเด็กอาจต้องเชื่อมถึงการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ด้วย
.
ด้านวาสนา ลำดี คณะทำงานขับเคลื่อนนโยบายสวัสดิการเด็กเล็ก เป็นอีกคนที่สนับสนุนสิทธิลาคลอด 180 วัน พร้อมสะท้อนว่าการต่อสู้เพื่อเพิ่มวันลาคลอดทำมานาน แต่ได้เพิ่มเพียงเล็กน้อย การต้องมาบีบนมแม่ใส่ขวดเพื่อเก็บไว้ป้อนลูกก็ไม่ผูกพันเท่าการให้กินนม ปัญหาหลังหมดช่วงลาคลอดคือใครจะเลี้ยงลูก หลายครอบครัวต้องฝากลูกไว้กับปู่ย่าตายายที่มีภาระของตนเอง กฎหมายพูดแต่เรื่องการลาคลอดแต่ไม่พูดเรื่องเด็ก ประกันสังคมอาจมีเรื่องการสงเคราะห์บุตรแต่ก็ยังไม่เพียงพอ และยังมีการแบ่งแยกให้คนบางกลุ่มได้แต่บางกลุ่มไม่ได้ซึ่งไม่เท่าเทียม คนจึงยังคิดว่าการมีบุตรเป็นปัญหาและไม่มีดีกว่า วาสนาจึงเสนอให้จัดศูนย์พัฒนาเด็กเล็กใกล้บ้านหรือที่ทำงานและยกเลิกการพิสูจน์ความจนเพื่อรับเงินอุดหนุนเด็กเล็ก เพื่อให้สิทธิครอบคลุมทุกกลุ่มรวมถึงแรงงานข้ามชาติและอาชีพอิสระ
.
ขณะที่ผมในฐานะ กมธ. และที่ปรึกษา กมธ. การแรงงาน วุฒิสภา ได้ชี้ว่าแม้เทคโนโลยีช่วยเพิ่มผลผลิต แรงงานกลับยังทำงานเท่าเดิมและได้ค่าจ้างเท่าเดิมทั้งที่ควรมีเวลาพักมากขึ้น ถ้าแรงงานมีอำนาจต่อรองมากก็จะได้ผลประโยชน์มากขึ้นและได้เวลาพักผ่อนมากขึ้น ที่ผ่านมาแม้จะมีความก้าวหน้าแต่ก็ไม่มากเท่าที่ควร พร้อมระบุว่าแรงงานไม่ว่าในรูปแบบใดก็ต้องได้รับการคุ้มครองขั้นต่ำ เช่น สิทธิการลาคลอด การพักผ่อน และวันหยุดต่าง ๆ รวมถึงสิทธิในการรวมตัวกันจัดตั้งสหภาพแรงงาน การจ้างงานหลายแบบยังไม่ได้รับการคุ้มครอง จึงต้องขยายการคุ้มครองออกไปในราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์กรต่าง ๆ
.
ทั้งนี้โจทย์ที่ใหญ่กว่าคือจำนวนประชากร อีก 70 ปีข้างหน้าถ้าอัตราการเกิดต่ำกว่า 1 ล้านคนเท่าเดิมคนไทยจะลดลงเหลือ 30 ล้านคน หากไม่นำเข้าประชากรย้ายถิ่นหรือให้สิทธิลูกหลานของแรงงานข้ามชาติได้เป็นคนไทยก็ต้องส่งเสริมให้คนไทยมีลูก เพราะผมเองก็ไม่มีลูกเพราะกลัวเป็นหนี้เช่นกัน จึงต้องผลักดันสิทธิลาคลอด 180 วัน เนื่องจากส่งผลดีต่อสุขภาพแม่และเด็ก และควรขยายการคุ้มครองแรงงานออกไปถึงแรงงานทั้งหมดด้วย เพื่อให้แรงงานทุกคนเห็นความสำคัญของการร่วมมือกัน เพราะทุกวันนี้แรงงานถูกแบ่งแยกประเภททำให้จิตสำนึกทางชนชั้นหายไป อำนาจการต่อรองก็หายไปด้วย
.
อย่างไรก็ตามเมื่อประเมินในทางการเมือง ขณะนี้กฎหมายคุ้มครองแรงงานฯ กำลังพิจารณาใน กมธ. ของวุฒิสภา และเนื่องจากเป็นกฎหมายทางการเงินจึงต้องรีบพิจารณาใน 30 วัน แต่มีการขยายเป็น 60 วันซึ่งจะเสร็จในเดือนกันยายน หาก กมธ. และวุฒิสภาเห็นด้วยให้แก้ไขเป็น 180 วัน สส. ก็ต้องกลับไปพิจารณา หากเห็นด้วยก็ประกาศใช้ได้เลย แต่ถ้าไม่เห็นด้วยก็ต้องตั้ง กมธ. ร่วม ซึ่งก็จะไม่ทันภายในสมัยประชุมนี้ในเดือนตุลาคม ต้องไปเริ่มพิจารณาใหม่ในเดือนธันวาคม แม้ผมอยากดันให้ไปถึงที่สุดแต่ก็อาจจะไม่ผ่านสภาผู้แทนฯ จึงอาจไปใส่ในข้อสังเกตและเขียนให้ชัดเพื่อให้ฝ่ายบริหารไปคุ้มครองสิทธิแรงงานต่อทั้งเรื่องลาคลอดและสิทธิแรงงานอื่น และหากมีการยุบสภาก็พิจารณาต่อว่าสภาชุดใหม่จะมีแนวคิดทางการเมืองแบบใด หากสภาชุดหน้าเป็นขวามากขึ้นกฎหมายอาจตกไปก็ได้ แต่หากกฎหมายนี้ผ่านในสภาชุดนี้ก็อาจเสนอร่างกฎหมายไปแก้เป็น 180 วันในสภาชุดหน้าก็ได้ อย่างน้อยก็ได้ 120 วันไปแล้ว
.
ในมุมของชินโชติ แสงสังข์ ประธานอนุ กมธ. การแรงงาน ด้านการประกันสังคม วุฒิสภา ย้ำว่าสิทธิลาคลอดไม่ใช่ของขวัญจากรัฐ แต่เกิดจากการต่อสู้กว่า 30 ปี โดยเริ่มจาก 90 วันในปี 2533 มาสู่ 120 วันในปัจจุบัน พร้อมเสนอแนวทางประนีประนอมโดยการรับ 120 วันไปก่อนเพื่อให้กฎหมายผ่าน แต่บันทึกข้อสังเกตและผลักดัน 180 วันต่อในอนาคต พร้อมชี้ให้เห็นว่าประกันสังคมมีศักยภาพจ่ายชดเชยเพิ่มได้ ตนเสนอให้นายจ้างจ่ายเท่าเดิมคือ 60 วัน ส่วนประกันสังคมก็จ่ายเพิ่มจาก 60 วันเป็น 120 วัน รวมเป็น 180 วัน อย่างไรก็ตามแม้อาจไม่ได้ลาคลอด 180 วันจริงแต่ก็จะให้สภาบันทึกไว้ในระบบชวเลขว่าเราสนับสนุน 180 วัน ตนก็จะยืนยันเรื่องนี้อย่างเต็มที่แต่สุดท้ายก็จะยอมให้ที่ 120 วันก่อนเพื่อให้กฎหมายผ่าน ที่ผ่าน ๆ มาการเรียกร้องเรื่องการลาคลอดแต่ละครั้งใช้เวลา 30 ปี แต่จาก 120 วันเป็น 180 วันไม่ควรนานขนาดนั้น ตนมั่นใจมากว่าต่อให้ สว. เห็นด้วยกับเราทั้งหมดแต่ สส. จะไม่เห็นด้วย หากยุบสภาก่อนก็จะต้องไปเริ่มใหม่
.
ด้านอดีตนักวิชาการแรงงานอย่าง รศ.แล ดิลกวิทยรัตน์ กมธ. และประธานที่ปรึกษา กมธ. การแรงงาน วุฒิสภา เตือนให้ตระหนักถึง “ความเป็นไปได้ทางการเมือง” แม้ไม่มีใครคัดค้านหลักการ 180 วันแต่การเมืองในสภาขึ้นกับอำนาจต่อรองของแต่ละฝ่าย ไม่มีใครเถียงว่า 180 วันดีที่สุดแต่จะผ่านสภาผู้แทนไหม ถ้าเราทักท้วงและแปรญัตติมากก็อาจใช้เวลานาน หากยุบสภาแล้วก็อาจต้องไปเริ่มถกเถียงใหม่ แล้วพรรคการเมืองที่เคยสนับสนุนจะยังสนับสนุนเหมือนเดิมไหม พรรคการเมืองฝ่ายขวาอาจเข้ามาก็ได้ แม้ว่าเรายังไปไม่ถึงดวงดาวก็ขอให้เร็วและเดินให้ไกลที่สุด พาดบันไดไว้ก่อนแล้วค่อยไต่ขึ้นไปอีกที ต้องนึกถึงจังหวะทางการเมืองด้วย เราไม่เคยขัดแย้งกันเลย มองเห็นดาวดวงเดียวกัน เดินเส้นทางเดียวกัน แต่อยากขอให้ดูจังหวะก้าวด้วย วันนี้เรื่องอื่นไม่มีปัญหาแต่ต้องดูว่าจะยุบสภาเมื่อใด
.
ฝ่ายนักต่อสู้เพื่อสิทธิแรงงานอาจมีเรื่องไม่พอใจหลายเรื่องแต่ก็มีความก้าวหน้า เช่น เรื่องค่าแรงขั้นต่ำ ทุกเรื่องที่ต่อสู้ไม่ได้เสียเปล่า กฎหมายไม่ได้เริ่มจากในสภาแต่เริ่มจากการต่อสู้ของประชาชน จะได้มากหรือน้อยก็ขึ้นกับการกดดัน หากเราทำสำเร็จก็จะเป็นการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ สิทธิของเราควรกำหนดโดยตัวเราทว่ากลับถูกกำหนดจากคนอื่น คือ สิทธิที่นายจ้างจะจ่ายไหว แต่ตนเห็นว่าปัจจุบันเรื่องนี้เคลื่อนออกจากสิทธิของนายจ้างเข้าสู่ลูกจ้างมากขึ้น เราเป็นคน ควรได้สิทธิลาคลอด 180 วัน ใครจะจ่ายก็อีกเรื่องหนึ่ง หากขยายสิทธิไปให้ลูกจ้างภาครัฐด้วยก็จะเท่าเทียมกัน ถือเป็นความก้าวหน้าอย่างยิ่งที่ควรภูมิใจ
.
ชินโชติยังได้ทิ้งท้ายเวทีว่า เราลองผลักดัน 180 วันได้แต่ก็เสี่ยง หากไม่มีสภาแล้วก็อาจต้องนับหนึ่งใหม่ อยากให้สัญญากันว่าจะรับ 120 วันไปก่อน แต่เรามีบันไดพาดไว้แล้ว มีบันทึกในระบบรัฐสภาแล้ว ในปี 2569 ค่อยมาผลักดันเรื่อง 180 วันต่อ วันที่อภิปรายวันสุดท้ายตนก็จะพูดเรื่องนี้ต่อ ยืนยันไม่ต้องรออีก 30 ปี



ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

เอกสารงบประมาณ 2569 (ขาวคาดแดง)

แจกเอกสารประกอบการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 69 : เศรษฐกิจ-สังคม-ความมั่นคง-ภัยพิบัติ-บริหาร

เก็บตกข้อเสนอภาควิชาการ เลือกตั้งเสรีและเป็นธรรม หน้าตาเป็นอย่างไร?