ห่วงตลาดเสรีทำการรับรู้ผู้บริโภคไม่ทั่วถึง ฝาก 2 การบ้านถึงสภาผู้บริโภคฯ




เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2568 ในการประชุมวุฒิสภา ผมมีโอกาสร่วมอภิปรายรายงานประจำปี 2567 สภาองค์กรของผู้บริโภค โดยผมเริ่มจากการชื่นชมสภาองค์กรของผู้บริโภคพร้อมชี้ว่าในระบบตลาดเสรีนั้นมีแผลสำคัญของกลไกตลาดนั่นก็คือความไม่สมมาตรของข้อมูลข่าวสาร กล่าวคือฝ่ายหนึ่งมีข้อมูลข่าวสารระดับหนึ่งในขณะที่ฝ่ายหนึ่งมีข้อมูลข่าวสารอีกระดับหนึ่งซึ่งไม่เท่าเทียมกัน ปัญหาที่จะเกิดขึ้นก็คือความเสียเปรียบเชิงข้อมูลข่าวสาร ดังนั้นการมีองค์กรของผู้บริโภคจึงเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมทำให้ผู้บริโภคทุกคนมีสถานะที่เท่าเทียมกัน
.
หากแต่ที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะในสังคมที่การรวมตัวน้อยหรืออยู่เป็นปัจเจกก็มักเกิดการเสียเปรียบของผู้บริโภค นั่นแปลว่าการกำหนดราคาและคุณภาพฝ่ายผู้ผลิตก็จะเป็นคนกำหนด ยังไม่รวมถึงปัญหาอำนาจผูกขาดตลาด ทั้งนี้สภาผู้บริโภคยังมีผลงานเด่นซึ่งล้วนเป็นเรื่องใกล้ตัวของเราทุกคน คือ มาตรการเปิดก่อนจ่ายเพื่อแก้ไขปัญหาสินค้าไม่ตรงปกเพื่อคุ้มครองสิทธิของคนที่ซื้อของออนไลน์ หรือว่ามาตรการหน่วงเงินโอนเพื่อแก้ปัญหาบัญชีม้า ตลอดจนเรื่องของความปลอดภัยในรถรับส่งนักเรียน
.
อย่างไรก็ดีสภาผู้บริโภคฯ ยังประสบปัญหาเรื่องยังไม่สามารถครอบคลุมทั่วทั้งประเทศได้เนื่องจากสาเหตุหลายประการ รวมไปถึงเรื่องของงบประมาณที่ยังไม่เพียงพอ หรือการที่ยังไม่สามารถเพิ่มฐานสมาชิกให้ครบทุกจังหวัด ผมจึงเสนอว่าผู้มีอำนาจควรผลักดันให้องค์กรลักษณะนี้ให้เป็นกลไกสำคัญที่จะทำให้สังคมมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เนื่องจากจะทำให้ผู้บริโภคมีอำนาจการต่อรองกับทุนหรือตลาดที่สามารถที่จะกำหนดราคาสินค้าและกำหนดคุณภาพได้ฝ่ายเดียว โดยที่เราอาจจะไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่าเสียคุณภาพหรือขาดพร่องคุณภาพไป ผมเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่าการมีองค์กรเหล่านี้จะช่วยผู้บริโภคได้
.
ผมยังได้ฝากประเด็นคำถามกับสภาองค์กรผู้บริโภค 2 ประเด็น ดังนี้
.
ประเด็นแรกคือเรื่องของการติดตามการควบรวมในกิจการโทรคมนาคม ซึ่งมีกรณีของการละเลยการกระทำด้านการคุ้มครองผู้บริโภค ในเอกสารรายงานสภาของผู้บริโภคมีการกล่าวถึงการควบรวมกิจการโทรคมนาคมซึ่งเข้าข่ายการผูกขาดตลาด มีผู้เล่นน้อยรายส่งผลกระทบต่อผู้บริโภค ซึ่งสภาฯ ได้สำรวจพบว่าการดำเนินงานของคณะกรรมการ กสทช. และสำนักงานคณะกรรมการ กสทช. ที่มีหน้าที่ดูแลโดยตรง เป็นการกระทำที่ส่งผลต่อสิทธิของผู้บริโภค ทำหน้าที่โดยมิชอบโดยกฎหมายและไม่ได้มีการกำกับดูแล
โดยสภาองค์กรของผู้บริโภคมีข้อเสนอ 8 ข้อ อาทิ เรื่องของการให้คณะรัฐมนตรีพิจารณากำหนดนโยบายการเปิดเสรีกิจการโทรคมนาคมเพื่อเป็นทางเลือกให้กับผู้บริโภคเพื่อให้มีผู้ประกอบการรายใหม่ให้มีเกิดการแข่งขันอย่างแท้จริง หรือการให้คณะกรรมการ กสทช. พิจารณาทบทวนและยกเลิกการควบรวมกิจการในธุรกิจโทรคมนาคม รวมถึงให้สำนักงาน กสทช. เปิดเผยรายงานของผู้ประกอบการและเผยแพร่ต่อสาธารณะชนพร้อมทั้งสำรวจความเสียหายที่เกิดขึ้นกับผู้บริโภคอย่างเป็นระบบเป็นต้น ซึ่งผมได้สอบถามสภาผู้บริโภคฯ ว่า ข้อเสนอเหล่านี้มีความคืบหน้าอย่างไรบ้าง
ประการสุดท้าย เรื่องประเด็นเรื่องการผลักดันบำนาญแห่งชาติ ซึ่งสภาฯ ได้มีข้อมูลสนับสนุนเป็นงานวิจัยในปี 2567 ที่มีการศึกษาปรับปรุงร่าง พรบ. ประกันสังคมฯ เพื่อรองรับสังคมสูงวัย โดยมีข้อเสนอเช่นการพัฒนาระบบประกันสังคมของประเทศโดยให้มีสิทธิการเข้าถึงการรักษาให้ตรงกับ สปสช. พร้อมเสนอให้ตั้งกองทุนบำนาญพื้นฐานแห่งชาติ ให้มีระบบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแบบภาคบังคับ รวมทั้งปรับปรุงร่าง พรบ. ประกันสังคมในภาคสมัครใจคือมาตรา 40 แต่คำถามคือเมื่อปี 2566 มีความเคลื่อนไหวในการสนับสนุนการจัดตั้งกองทุนบำนาญพื้นฐานแห่งชาติ โดยภาคประชาชนได้ล่ารายชื่อเช่นเดียวกับที่สภาองค์กรผู้บริโภคล่ารายชื่อ แต่กลับปรากฎว่าเป็นกฎหมายที่เกี่ยวด้วยการเงิน จนกระทั่งสุดท้ายแล้วนายกรัฐมนตรีไม่รับรอง แม้จะเป็นนโยบายของพรรคเพื่อไทยเองที่กล่าวถึงเรื่องของการสร้างสวัสดิการของผู้สูงอายุ
.
ทั้งหมดนี้กลายเป็นว่าสิ่งที่เป็นวิกฤตประชากรของประเทศ ปัญหาเรื่องประชากรผู้สูงอายุที่มีจำนวนมากแต่ว่าอาจจะมีสวัสดิการที่ยังไม่ครอบคลุม คำถามคือเรามีประสบการณ์จากกรณีนี้สุดท้ายแล้วเรามีกระบวนการทบทวนเหล่านี้หรือไม่ นอกจากนี้เรื่องความหวังของ 2 ร่างกฎหมายไม่ว่าจะเป็น พรบ. อาหารหรือ พรบ. คุ้มครองผู้บริโภคซึ่งเป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเงิน ต้องรอการรับรองของนายกรัฐมนตรีจึงเข้าสภาได้ ผมก็ไม่แน่ใจว่านักจะตกไปเช่นเดียวกับ พรบ. บำนาญแห่งชาติอีกหรือไม่ และเรามีมาตรการในการที่จะรับมือสิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้อย่างไร
.
ต่อมาสารี อ่องสมหวัง เลขาธิการสภาผู้บริโภค ตอบคำถามของผมว่าการติดตามการควบรวมกิจการโทรคมนาคมถือว่าติดตามได้อย่างเข้มข้นแต่ความสำเร็จน้อยมาก สภาฯ ได้ดำเนินการหลายช่องทางมาก แม้ล่าสุดประมูลคลื่นครั้งล่าสุดยื่นคุ้มครองต่อศาลปกครอง 3 รอบ สอดคล้องกับอิฐบูรณ์ อ้นวงษา รองเลขาธิการสภาผู้บริโภค ชี้แจงว่าทั้ง 8 ประเด็นที่สภาฯ ได้ตั้งไว้รองเลขาฯ สภาฯ ได้ดำเนินการเกี่ยวกับประเด็นการติดตามการควบรวมที่อยู่ภายใต้การกำกับของ กสทช. หากแต่กฎหมายในปัจจุบันนั้นประชาชนไม่สามารถเข้าชื่อถอดถอนประธาน กสทช. ได้ ดังนั้นควรมีการแก้ไขกฎหมายเพื่อให้ประชาชนถอดถอน กสทช. ได้ ไม่เช่นนั้น กสทช. จะกลายเป็นองค์กรที่เป็นอิสระจากการตรวจสอบและกำกับ
.
ส่วนประเด็นเรื่องบำนาญพื้นฐานแห่งชาตินั้นสารีตอบว่ากรณีการปรับปรุงร่าง พรบ. ประกันสังคมฯ ได้ทำงานร่วมกับคณะกรรมการประกันสังคมสัดส่วนจากภาคประชาชนโดยส่วนของบอร์ดประกันสังคมก้าวหน้า เพื่อทำให้สิทธิผู้ประกันตนที่จ่าย 2 เด้งทั้ง สปสช. และจ่ายสมทบบริการสุขภาพของตัวเอง จริง ๆ ทุกพรรคการเมืองมีข้อเสนอที่ให้ผู้ประกันตนให้มีสิทธิเลือก การปรับปรุงร่างประกันสังคมเมื่อเป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับการเงินก็จะมีข้อจำกัด สภาฯ ต้องการให้ทุกคนมีมาตรฐานการรักษาที่ใกล้เคียงกัน สำหรับเรื่องของ พรบ. บำนาญแห่งชาติเรามีปัญหาเรื่องเจตจำนงของพรรคการเมืองที่ไม่ทำจริงเมื่ออยู่ในอำนาจ



ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

เอกสารงบประมาณ 2569 (ขาวคาดแดง)

แจกเอกสารประกอบการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 69 : เศรษฐกิจ-สังคม-ความมั่นคง-ภัยพิบัติ-บริหาร

เก็บตกข้อเสนอภาควิชาการ เลือกตั้งเสรีและเป็นธรรม หน้าตาเป็นอย่างไร?