คดี สว. ยังฝุ่นตลบ สว. ต้องชะลอสรรหา 'กกต. - ศาล รธน.'
เมื่อ พ.ต.อ. ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่เฉพาะส่วนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เนื่องจากมีเหตุสงสัยที่จะแทรกแซงการตรวจสอบคดี "ฮั้ว สว." คำถามคือ แล้ว สว. ที่จะต้องรับรองทั้งศาลรัฐธรรมนูญและ กกต. ที่จะตัดสินคดีตน แล้วมีเหตุอะไรที่ไม่สงสัย?
.
หลังจากที่วานนี้ ศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้ พ.ต.อ. ทวี รมว. ยุติธรรม หยุดปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้กำกับดูแล DSI และรองประธานกรรมการคดีพิเศษ เนื่องจากมีข้อควรสงสัยใช้อำนาจครอบงำ กกต. ตรวจสอบการเลือก สว.
.
ประการแรก เมื่อพิจารณาจากคำวินิจฉัยแล้ว น่าจะเป็นเอกสารที่ผู้ร้องยื่นเพิ่มเติมภายหลังคือในวันที่ 7 13 และ 14 พฤษภาคมที่ผ่านมา เนื่องจากตอนที่ศาลรัฐธรรมนูญรับวินิจฉัยเมื่อวันที่ 26 มีนาคมนั้น ศาลตีตกคำขอให้นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมหยุดปฏิบัติหน้าที่
.
แสดงว่ามีความแตกต่างในตัวของภูมิธรรมกับทวีที่ถูกขอให้หยุดปฏิบัติหน้าที่เหมือนกัน แต่ทวีกลับเป็นคนเดียวที่ถูกให้หยุด และหยุดเฉพาะหน้าที่เกี่ยวกับ DSI ด้วย ซึ่งประเด็นนี้ก็มีปมเกี่ยวข้องกับเรื่องหลัก "แบ่งแยกอำนาจ" และการ "ตรวจสอบถ่วงดุล" ซึ่งผมจะไม่อภิปรายในตอนนี้
.
ประการที่สอง ที่ทวีถูกให้หยุดปฏิบัติหน้าที่นั้นเป็นคดีเกี่ยวกับการใช้อำนาจหน้าที่แทรกแซงหรือครอบงำ ไม่เกี่ยวกับกระบวนการตรวจสอบ สว. และยังไม่ได้หมายความว่าทวีมีความผิดแล้ว หากแต่ศาลเห็นว่าข้อมูลเอกสารที่ผู้ร้องยื่นเพิ่มเติมนั้น ปรากฏ "เหตุอันควรสงสัย" โดยศาลให้ผู้ถูกร้องแก้ต่างให้ตนเองอยู่
.
ประการที่สาม คดีตรวจสอบ สว. นั้นมี 2 เส้นทางด้วยกัน
.
1) เส้นทางที่ดำเนินการโดย DSI ที่ดำเนินคดีข้อหาฟอกเงิน กระบวนการนี้อาจสะดุดบ้าง แต่ไม่ได้หมายความว่าจะหยุดไปเลยหลังจากนี้ (อย่างไรก็ตามผมยังยืนยันว่าบทบาทหลักควรเป็น กกต. ที่จะดำเนินการตรวจสอบคดีเหล่านี้มากกว่า เพื่อหลักประกันความเป็นอิสระของผู้ตรวจสอบ โดยหลักการที่เชื่อว่าผู้ตรวจสอบนั้นเป็นอิสระจริง)
.
2) เส้นทางโดย กกต. ซึ่งมี ชุดที่ กกต. ร่วมกับ DSI ดำเนินการและมีการเรียก สว. 55 คน ไปวันที่ 19 - 21 พฤษภาคมนี้ ในฐานะคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลางคณะที่ 26 นั้น ก็ยังดำเนินการต่อไป และเห็นว่าจะเรียกเพิ่มด้วย
.
โจทย์สำคัญขณะนี้ คือ ในช่วงที่ สว. จำนวนมากถูกสอบสวน มีความชอบธรรมในส่วนไหนบ้างในการดำเนินการ จริงอยู่ในทางกฎหมายที่ไม่ได้ห้ามเรื่องการทำหน้าที่ต่อ แต่ก็มีหน้าที่ที่สัมพันธ์กับกระบวนการพิจารณาคดีที่ตัว สว. เหล่านี้เป็นคู่กรณี เช่น การจะต้องให้การรับรองศาลรัฐธรรมนูญ 2 คน การจะให้การรับรอง กกต. อีก 5 คนจาก 7 คนที่จะหมดวาระในปี 2568 นี้ ซึ่งทั้ง 2 องค์กรมีส่วนที่ต้องตัดสินคดีที่ สว. เหล่านั้นเป็นคู่กรณี ซึ่งอาจจะถูกมองว่าเป็นเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ส่งผลต่อความเชื่อมั่นในตัว สว. เอง จนถึงองค์กรที่ สว. ให้การรับรอง และคำตัดสินขององค์กรที่ สว. ให้การรับรองเหล่านั้น
.
ดังนั้นหากเป็นไปได้ ผมเห็นว่าการชะลอการใช้อำนาจรับรององค์กรที่จะให้คุณให้โทษต่อตนเองได้นั้นจึงเป็นเรื่องที่พึงพิจารณาเพื่อหลักประกันความเป็นอิสระและความยุติธรรมของกระบวนการตัดสินและตรวจสอบ หรืออย่างน้อยที่สุดผู้ที่มีส่วนร้องหรือถูกร้องในคดีที่ต้องถูกตัดสินก็ไม่ควรเข้ามามีส่วนในกระบวนการรับรองผู้ดำรงตำแหน่งในศาลรัฐธรรมนูญและ กกต. ในช่วงระหว่างนี้ เพราะหากเรายอมรับว่าทวีมีเหตุอันควรสงสัยที่จะแทรกแซงการตรวจสอบ สว. จริง ผมก็คิดว่าการที่ สว. จะต้องให้การรับรอง 2 องค์กรที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินในคดีของตนก็ไม่มีอะไรที่จะไม่สงสัยแล้ว เพราะชัดแล้ว เนื่องจาก สว. เองก็เคยปัดตกคนที่เคยต้องรับรองมาแล้วก็หลายคน

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น