15 ปี ยุทธการล้อมปราบประชาชน อย่ารอก่อนวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิดซ้ำซาก
.
ในปีนี้ครบรอบ 15 ปีของเหตุการณ์ล้อมปราบประชาชน เมษา-พฤษภา 2553 ปีที่อายุความในความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ของผู้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้จะสิ้นสุดลง และเหลืออีก 5 ปีที่อายุความสำหรับคดีอาญาจะสิ้นสุดลง แต่จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่สามารถนำผู้กระทำผิดมารับโทษได้ มีเพียงการยกฟ้องอภิสิทธิ์และสุเทพเมื่อปี 2557 เท่านั้น ด้าน ป.ป.ช. ก็มีมติยกคำร้อง ทั้งอภิสิทธิ์ สุเทพ และ พล.อ. อนุพงษ์ เผ่าจินดา ทำให้ไม่มีความผิดตามข้อกล่าวหา เนื่องจากในช่วงเวลานั้นมีประกาศใช้สถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง อีกทั้งศาลเคยระบุว่าการชุมนุมของ นปช. เป็นการชุมนุมที่ผิดกฎหมายและมีบุคคลที่ใช้อาวุธปืนที่ชุมนุมอีกด้วย
.
นี่ถือเป็นการลอยนวลพ้นผิดอีกครั้งของผู้สั่งการปราบปรามประชาชน นับตั้งแต่เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ที่หลังเหตุการณ์จอมพลถนอม กิตติขจร อดีตผู้นำทหารในขณะนั้น เดินทางบวชกลับเข้าประเทศ และได้รับการ "ฟอกขาว" จากฝ่ายอนุรักษ์นิยม ความชอบธรรมและการซักฟอกความผิดจากฝ่ายขวา ทำให้จอมพลถนอมอยู่ประเทศไทยเป็นเวลานาน รวมถึงได้รับการคืนทรัพย์สินที่ถูกยึดไปในตอนหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516
.
ต่อมาคือเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ซึ่งในปี 2521 สมัยรัฐบาล พล.อ. เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ ได้การออกกฎหมายนิรโทษกรรมที่มีผลย้อนหลังไปถึงทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ทั้งหมด พร้อมระบุเงื่อนไขที่เป็นการปิดกั้นการรับผิดชอบของผู้กระทำความผิด กล่าวคือไม่สามารถที่จะเรียกร้องการชดเชยเยียวยาและอื่น ๆ ได้หลังได้รับการนิรโทษกรรม
.
ส่วนเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535 ก่อนที่ พล.อ. สุจินดา คราประยูร นายกรัฐมนตรีผู้สั่งการปราบปรามประชาชนในขณะนั้นจะลาออกตำแหน่งหลังเหตุการณ์ความรุนแรง มีการผ่านกฎหมายพระราชกำหนดนิรโทษกรรม พ.ศ. 2535 ซึ่งมีผลบังคับต่อกลุ่มผู้ก่อความรุนแรงในเหตุการณ์ ทำให้ไม่สามารถดำเนินคดีได้ ซึ่งรวมถึงทำทำให้ พล.อ. สุจินดารอดพ้นจากความผิดด้วย
.
งานศึกษาของจิดาภา ดรุณวรรณและศิวัช ศรีโภคางกุล (2562) พบว่าความรุนแรงในปี 2553 เป็นความรุนแรงในลักษณะเดียวกับ 3 เหตุการณ์ข้างต้น โดยรัฐบาลใช้มาตรการในการปราบปรามอันผิดปกติวิสัยของการปราบปรามสลายกลุ่มผู้ชุมนุมที่จะต้องไล่ระดับจากเบาไปหาหนัก มีการกำหนดเขตใช้กระสุนจริงในปฏิบัติการปราบปราม ขณะที่รัฐบาลอภิสิทธ์ จัดตั้งคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงแห่งชาติ (คอป.) ทำหน้าที่ในการสอบสวนข้อเท็จจริงในเหตุการณ์ความรุนแรง โดยมีคณิต ณ นคร เป็นประธานคณะกรรมการ แต่พบว่าเนื้อหาของรายงานมีการกล่าวในเชิงกล่าวหากลุ่มผู้ชุมนุม และลักษณะการอ้างอิงข้อมูลของรายงานฉบับดังกล่าว ผู้จัดทำรายงานใช้แหล่งข้อมูลที่ให้น้ำหนักต่อฝ่ายรัฐบาลมากกว่า
.
เมื่อมีการพิจารณาคดีที่ฝ่ายกลุ่มผู้ชุมนุม นปช. ฟ้องรัฐบาล หลายกรณีถูกยกฟ้องแม้กระทั่งในชั้นศาลสูง ทำให้สิ้นสุดการดำเนินการในชั้นศาล กระบวนการของการลอยนวลพ้นผิดในเหตุการณ์ในเดือนพฤษภาคม 2553 มีลักษณะองค์กรอิสระเป็นกลไกหนึ่งของการ "เบี่ยงเบนการรับผิด" อันเป็นวิธีการที่มีความซับซ้อนมากขึ้นกว่า 3 เหตุการณ์ข้างต้นที่ใช้วิธีนิรโทษกรรม และดูมีความน่าเชื่อถือมากกว่าทั้งในกระบวนการและวิธีการ
.
รายงานศึกษากล่าวว่าการใช้กลไกขององค์กรอิสระนี้เองได้สะท้อนให้เห็นถึงการพัฒนาแนวทางของการลอยนวลพ้นผิดรูปแบบใหม่ที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์การเมืองไทย อันแสดงให้เห็นถึงความบกพร่องทั้งในมิติการปฏิบัติตามหน้าที่และในเชิงโครงสร้างการดำเนินการ อันนำมาสู่การลอยนวลผู้กระทำความผิด
.
ในโอกาสครบรอบ 15 ปีของเหตุการณ์เมษา-พฤษภา 2553 ที่อายุความในความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่เหตุการณ์ของผู้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้จะสิ้นสุดลง ผมขอเรียกร้องให้มีการชำระความจริงและนำผู้กระทำผิดมาลงโทษโดยเร็ว รวมถึงคืนความเป็นธรรมให้กับประชาชนที่ถูกกระทำ ก่อนที่วัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิดจะถูกสืบทอดต่อไปและคนผิดจะไม่ถูกดำเนินคดีเพราะขาดอายุความเช่นเดียวกับคดีตากใบ

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น