สว.ต้องยึดหลักขัดกันแห่งผลประโยชน์ : กรณีศึกษา 13 สว. นำร่องไขก๊อก กมธ. สอบประวัติฯ ป.ป.ช.
เมื่อการประชุมวุฒิสภาวันที่ 8 เมษายน 2568 ที่ผ่านมา มีกรรมาธิการสอบประวัติฯ ผู้จะดำรงตำแหน่ง ป.ป.ช. ลาออก 13 คน โดยให้เหตุผลเพื่อป้องกันประเด็นการขัดการแห่งผลประโยชน์ระหว่างปฏิบัติหน้าที่เนื่องจากคนเหล่านี้ได้ร้องทุกข์ไว้และอยู่ในระหว่างการพิจารณาของ ป.ป.ช.
.
ซึ่งหาก “หลักการขัดกันแห่งผลประโยชน์” นี้ถูกใช้เป็นการทั่วไปจริง
.
1. ก็ต้องใช้กับ กมธ.สอบประวัติฯ ศาลรัฐธรรมนูญ ที่จะตั้งในวันที่ 30 พฤษภาคมนี้ โดย สว. 92 คนที่ร้องศาลรัฐธรรมนูญผ่านประธานวุฒิสภาเพื่อสอบภูมิธรรม เวชชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม จากกรณีเข้ามาแทรกแซงการสอบประเด็นทุจริตการได้มาซึ่ง สว. ก็จะต้องไม่อยู่ใน กมธ. สอบประวัติฯ ด้วย
.
2. อีกทั้งต้องไม่มี สว. จำนวนมากที่ถูก กกต. สอบอยู่ขณะนี้อยู่ใน กมธ.สอบประวัติฯ ผู้ดำรงตำแหน่ง กกต. รวมถึง สว. ที่ไปยื่น กกต. เพื่อสั่งให้คณะกรรมการสอบสวนฯ ชุดที่ 26 หยุดปฏิบัติหน้าที่ด้วย
.
3. ต่อมาคือ สว. 105 คนที่ยื่นคำร้องให้ ป.ป.ช. สอบทวีกับอธิบดี DSI ก็ต้องไม่ปฏิบัติหน้าที่ในการให้ความเห็นชอบ 3 แคนดิเดท ป.ป.ช. ด้วย รวมทั้ง สว. ที่ยื่น ป.ป.ช. สอบคณะกรรมการสอบสวนฯ ชุดที่ 26 ของ กกต. อีก
.
กล่าวโดยสรุป หลักการ "ขัดการแห่งผลประโยชน์ระหว่างปฏิบัติหน้าที่" นั้นไม่ได้เพิ่งมีการเสนอ ตัว สว. เองก็ยอมรับหลักนี้จากการลาออกของ 13 กมธ. สอบประวัติฯ ดังกล่าวเมื่อวันที่ 8 เมษายนที่ผ่านมา ดังนั้นในเมื่อ สว. จำนวนมากขณะนี้มีสถานะเป็นทั้งผู้ร้องและผู้ถูกร้องกับองค์กรอย่าง ศาล รธน. กกต. และ ป.ป.ช. การปฏิบัติหน้าที่ทั้ง ตั้ง กมธ. สอบประวัติฯ และให้ความเห็นชอบองค์กรอิสระเหล่านี้จึงอาจเข้าข่ายขัดการแห่งผลประโยชน์ระหว่างปฏิบัติหน้าที่ และสมควรที่ สว. ที่เกี่ยวข้องจะไม่เข้าร่วมด้วยหรือไม่ หรือชะลอกกระบวนการไปก่อนจนกว่าคดีที่ตนเองตกเป็นทั้งผู้ร้องและผู้ถูกร้องมีความชัดเจน เพื่อไม่ให้ประชนเสียความเชื่อมั่นในการปฏิบัติหน้าที่ทั้งกับตัว สว.เอง และตัวองค์กรอิสระที่ สว.ให้ความเห็นชอบ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง https://www.isranews.org/article/isranews-news/138225-politics-267.html


ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น