ไปดูงานประเด็นแรงงานที่สงขลา-สตูล รับของฝากเยอะเลย
ระหว่างวันที่ 7-10 พ.ค.68 ผมได้มีโอกาสเดินทางร่วมกับคณะกรรมาธิการการแรงงาน วุฒิสภา ในฐานะกรรมาธิการไปศึกษารูปแบบการจ้างงาน การบริหารแรงงาน โดยเฉพาะแรงงานข้ามชาติ สภาพการทำงานของบริษัทและธุรกิจทั้งประมง, อุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง, ทำไม้ และท่องเที่ยว เช่น บริษัท โชติวัฒนอุตสาหกรรมการผลิต จํากัด, บริษัท วู้ดเวอร์ค จํากัด (สาขาอังสุธน), บริษัท ผลิตภัณฑ์ปลากระป๋องสยาม จํากัด และ ห้างหุ้นส่วนจํากัด เกียรติเจริญชัย การประมง, ด่าตรวจคนเข้าเมืองที่หลีเป๊ะ รวมทั้ง พูดคุยปัญหาการทำงาน อาชีพ จนถึงประเด็นที่ดินทำกินกับตัวแทนกลุ่มชาติพันธุ์ “อูรักลาโว้ย”
โดยภาพรวมในพื้นที่เนื่องจากไม่ได้มีอุตสาหกรรมเข้มข้นจึงไม่เห็นการรวมตัวเป็นสหภาพแรงงานของกลุ่มแรงงาน เมื่อเทียบกับที่อื่นที่ไปมาก่อนหน้าอย่างชลบุรี ไปจนถึงอาจมีเจ้าหน้าที่มองว่าการไม่มีการยื่นข้อเรียกร้องและพิพาทแรงงานเป็นการสะท้อนว่ามีการบริหารจัดการแรงงานสัมพันธ์ที่ดี ซึ่งผมมองว่าความเป็นจริงอาจไม่เสมอไป เพราะการที่ไม่มีการยื่นข้อเรียกร้องอาจเพราะแรงงานไม่มีการรวมกลุ่มหรือรู้สิทธิก็เป็นได้
สัดส่วนการใช้แรงงานข้ามชาติของที่นี่ค่อนข้างสูงเนื่องจากยังเป็นการใช้แรงงานเข้มข้น ไม่ว่าจะเป็นปลากระป๋อง ทำไม้ หรือแน่นอนประมงนี่แทบจะ 100% ปัญหาอย่างหนึ่งที่ได้รับเสียงสะท้อนจากตัวแทนคนงานและนายจ้างคือเรื่องความยุ่งยากของการขอใบอนุญาตทำงาน แถมยังเปลี่ยนไปตามมติ ครม. ใช้เวลนานมาก ยิ่งแรงงานประมงที่ต้องรอให้คนครบก่อนที่จะออกเรือได้นั้นยิ่งยากไปกันใหญ่ แน่นอนประมงยังมีความแตกต่างออกไปอีกเพราะมี พรก.ประมง 58 ที่ควบคุมเข้มข้น ซึ่งขณะนี้สภากำลังแก้ไขผ่อนปรน แรงงานข้ามชาติยังติดเรื่องการไม่สามารถเปลี่ยนนายจ้างได้ บางคนมองว่าการมาใช้แรงงานที่นี้อาจมาระยะยาวและอาจเติบโตในสายงานได้ การสามารถเปลี่ยนนายจ้างได้นั้นจะช่วยให้พวกเขาได้สามารถใช้ศักยภาพได้เต็มที่ ยังผลต่อความสามารถการผลิตของระบบเศรษฐกิจโดยรวมด้วยซ้ำ
เสียงจากนายจ้างคือไม่อยากให้พรรคการเมืองเข้ามามีนโยบายหาเสียงเรื่องค่าแรง เขาอยากให้เป็นเรื่องของระบบไตรภาคี และให้ฟังเสียงของไตรภาคีจังหวัดให้มาก แต่เมื่อถามลึงลงไปว่าอัตราแรกรับที่สามารถดึงดูดใจให้คนสมัครเข้าทำงานนี้เกินค่าจ้างขั้นต่ำหรือไม่ ก็พบว่าเกินอยู่ดี
ปัญหา Turnover ของคนงานมีสูง เป็นโจทย์ที่นายจ้างก็ยังอยากให้น้อยลง เพราะมองว่ามีการลงทุนเทรนนิ่งอยู่
ที่สตูลมีการเลิกจ้างใหญ่เมื่อไม่นานมานี้ เนื่องจากบริษัทแปรรูปไม่แห่งหนึ่งปิดตัวลง เห็นว่าราว 500 คน ที่ตกงาน ทำให้ตัวเลขการเลิกจ้างกระโดดมาก มีคนมาร้องสิทธิชดเชยกับคุ้มครองแรงงานไม่กี่คนเอง
มีนายจ้างเสนอนโยบาย เช่น ความชัดเจนในการจัดหาและต้นทุนในการจัดหาแรงงานข้ามชาติ นโยบายด้านการศึกษาของแรงงานรุ่นใหม่ต้องมีประสะทฺภาพ ปัญหาเรื่องหนี้สินและหนี้นอกระบบเป็นเหมือนกับดักที่ทำให้แรงงานติดกับอยู่ ควรมีกองทุนให้แรงงานกู้ยืมอื่นๆ รองรับ
ส่วนตม.ที่หลีเป๊ะส่วนมากที่เข้าออกเป็นนักท่องเที่ยว ซึ่งมาจากลังกาวี (มาเลเซีย) แต่ที่น่าสนใจคือตรงนี้ติด 2 น่านน้ำคือมาเลและอินโด จึงเป็นช่องทางการหลบหนีที่มักถูกใช้
ที่หลีเป๊ะ มีแรงงานที่เป็นประชากรแฝงราว 3,000 คน ส่วนใหญ่คือแรงงานที่มาทำงานกับโรงแรมและภาคบริการที่อยู่กับการท่องเที่ยว ส่วนชาวอุรักราโว้ยไม่ค่อยเข้าไปทำในระบบ อย่างไรก็ตามมีคนไปทำอาชีพพานักท่องเที่ยวไปดำน้ำอยู่ แต่ก็ทำได้เพียงช่วง high season ประมาาณ กลางเดือนตุลา-กลางพฤษภาา หลังจากนั้นก็จะปิดเกาะ เท่ากับช่วงปิดจะไม่มีรายได้ ส่วนประมงนั้นก็ถูกจำกัดปริมาณเนื่องจากบริเวณนี้เป็นเขตอุทยาน พวกเขาอยากให้อนุญาตกิจกรรมตกปลา เพื่อรายได้ที่เพิ่มขึ้นจากการให้บริการนักท่องเที่ยว
นอกจากนี้ค่าเดินทางจากเกาะเพื่อเข้าเมืองไปรักษาพยาบาลนั้นประมาณ 3,000 บาท ต่อคน และหากเป็นผู้สูงอายุที่อาจมีปัญหาด้านการสื่อสารก็ต้องมีลูกหลานพาไปด้วย ทำให้ค่าใช้จ่ายที่จะเดินทางไปโรงพยาบาลสูงมาก จึงมีข้อเสนอให้ยกระดับ รพ.สต.ที่เกาะ
ได้มีโอกาสคุยกับผู้ใหญ่บ้าน เป็นคนต่างถิ่นแต่มาแต่งงานกับชาวอุรักราโว้ย ที่นี้ 2 หมู่บ้าน มีประชากร 1,300 คน คนที่ประกอบอาชีพอิสระก็มีการรวมกลุ่มกันเข้าระบบประกันสังคม ม.40 ตอนนี้ได้ประมาณ 30 คน แล้ว จ่ายเดือนละ 100 บาท
มีประเด็นฝากจากเจ้าของธุรกิจประมงคือเรื่องการออกกฎหมายอยากให้ดูสภาพการทำงานจริงด้วย เพราะงานประมงต่างจากงานบนบก ที่มีความไม่เป็นเวลาชัดเจน อีกทั้งสภาพทะเลของอันดามันกับอ่าวไทยก็ต่างกัน อันดามันเป็นไหล่ทวิปออกไปจากฝั่งไม่เท่าไหร่ก็เป็นน้ำลึกแล้ว ประเด็นก็เป็นเรื่องที่ผมตระหนักเสมอ คงเป็นโจทย์ที่ควรพิจารณา โดยเฉพาะจะทำอย่างไรให้สอดคล้องกับรูปแบบการทำงานโดยยังคุ้มครองสิทธิและสวัสดิการของแรงงาน
แม้จะได้คุยกับผู้ประกอบการ แต่ก็ยังมีมุมที่สะท้อนความรู้สึกที่ประเทศไทยให้สิทธิแรงงานข้ามชาติที่สูง เสียงสะท้อนเรื่องการให้เข้าเรียนการเข้ามาแย่งโรงพยาบาลก็มี ผมคิดว่าประเด็นนี้คงหนีไม่พ้นรัฐที่ต้องทำงานสื่อสารให้มาก ไม่ใช่ทำกั๊กๆ แบบนี้ สวัสดิการพื้นฐานเหล่านี้ที่หลายคนมองว่าถูกแรงงานข้ามชาติมาแย่ง หารู้ไม่ว่าเขาก็จ่ายโดยตรงผ่านประกันสังคม จ่ายโดยอ้อมผ่านภาษีมูลค่าเพิ่มที่เขาซื้อของใช้สอย ทางอ้อมผ่านค่าทำเนียม และการเป็นกำลังสำคัญในการผลิตสินค้าและบริการให้กับระบบเศรษฐกิจไทย หากเราไม่ทำให้ประชาชนเห็นภาพรวมทั้งระบบ ผมคิดว่าจะยิ่งเปิดช่องให้ฝ่ายชาตินิยมแบบคับแคบปลุกกระแสจากความรู้สึกคับข้องใจของประชาชนที่รู้สึกถูกแย่งเอาบริการสาธารณะที่รัฐไทยก็มีปัญหาการจัดสรรที่ไม่เพียงพอด้วยเช่นกัน
เสียดายที่ได้คุยกับแรงงานหรือตัวแทนแรงงานน้อยไป
จบเบื้องต้นเท่านี้ก่อนได้ของฝากเยอะเลย ไม่ใช่อาหารหรือของที่ระลึก แต่เป็นประเด็นเชิงนโยบายและปัญหา

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น