‘ทวี’ ตอบกระทู้ถาม ‘สว.เทวฤทธิ์’ ปมคดีการเมืองลงราชกิจจานุเบกษา - ปัด ยธ. ไร้อำนาจยุ่งเกี่ยวคดีการเมือง โยนเป็นเรื่องของ ครม. รัฐสภา ศาล-อัยการ
เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2568 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่คำตอบกระทู้ถาม เรื่อง “การบังคับใช้กลไกหรือมาตรการทางกฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบันในการชะลอหรือยับยั้งการดำเนินคดีแก่ผู้มีแรงจูงใจทางการเมือง เพื่อป้องกันความเสียหายที่ไม่อาจเยียวยาได้ในภายหลังหรืออาจเยียวยาได้ยากภายใต้สถานการณ์ความขัดแย้งของสังคมไทยที่ยังไม่ได้ข้อยุติ” ซึ่งนายเทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภากลุ่มสื่อสารมวลชน ยื่นถามต่อ พ.ต.อ. ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ตั้งแต่วันที่ 13 มกราคม 2568
.
ต่อข้อคำถามที่ว่า กระทรวงยุติธรรมจะกำหนดนโยบายในการบังคับใช้กลไกทางกฎหมายเพื่อเร่งรัดการสืบสวนสอบสวนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติหรือกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ในคดีการเมืองอย่างไรนั้น พ.ต.อ. ทวี ตอบว่ากระทรวงยุติธรรมไม่มีอำนาจหน้าที่หรือภารกิจที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดนโยบายในการบังคับใช้กฎหมายเพื่อเร่งรัดกระบวนการสืบสวนสอบสวนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขณะที่ระบบการสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษในปัจจุบันไม่เอื้ออำนวยต่อการแสวงหาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่ซับซ้อน
.
ด้านคำถามถึงการกำหนดนโยบายต่อการปฏิบัติงานของพนักงานอัยการและศาลในคดีทางการเมืองนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมชี้แจงว่าสำนักงานอัยการสูงสุดเป็นส่วนราชการอิสระ พนักงานอัยการมีอิสระในการในการพิจารณาสั่งคดี กระทรวงยุติธรรมจึงไม่มีอำนาจหน้าที่หรือภารกิจที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดนโยบายในการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานอัยการต่อการดำเนินคดีแก่ผู้มีแรงจูงใจทางการเมืองแต่อย่างใด
.
ในส่วนของคำถามว่ากระทรวงยุติธรรมมีการประสานงานหรือขอความร่วมมือไปยังศาลเพื่อขอให้ศาลใช้ดุลพินิจในการเลื่อนหรือจำหน่ายคดีชั่วคราวกรณีฐานความผิดที่เข้าข่ายเป็นคดีการเมืองนั้น พ.ต.อ. ทวี ชี้ว่าการใช้ดุลพินิจในการเลื่อนคดีหรือจำหน่ายคดีชั่วคราวเป็นอำนาจหน้าที่ของศาล ซึ่งศาลมีอิสระและกระทรวงยุติธรรมไม่มีอำนาจหน้าที่หรือภารกิจที่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าวแต่อย่างใด
.
สำหรับประเด็นคำถามเรื่องนโยบายชะลอหรือยับยั้งการดำเนินคดีในฐานความผิดที่เกี่ยวข้องกับการกระทำที่เกิดจากแรงจูงใจทางการเมืองที่มีสถิติจำนวนมากและไม่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ อาทิ พรก. ฉุกเฉินฯ พรบ. จราจรทางบก พรบ. ความสะอาดฯ และ พรบ. ชุมนุมสาธารณะฯ นั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ตอบคำถามนี้ว่า หากประสงค์ให้มีแนวทางยุติหรือนิรโทษกรรมคดีในลักษณะนี้ต้องเป็นไปตามนโยบายของฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ กรณีความผิดตามจราจรทางบกสามารถใช้มาตรการทางเลือก เช่น การเปรียบเทียบปรับหรือการไกล่เกลี่ย และหากประสงค์ให้มีนโยบายยกเว้นการดำ้นินคดีในกรณีที่เกี่ยวข้องกับแรงจูงใจทางการเมืองควรเป็นการพิจารณาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานอัยการสูงสุดและรัฐสภา และสำหรับนโยบายในการบังคับใช้กลไกตามกฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบันเพื่อชะลอหรือยับยั้งการดำเนินคดีที่มีฐานความปิดตามบัญชีท้ายร่าง พรบ. นิรโทษกรรมฯ ก็เป็นอำนาจของรัฐสภา และคณะรัฐมนตรี โดยที่กระทรวงยุติธรรมไม่มีอำนาจหน้าที่หรือภารกิจที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้กฎหมายเพื่อชะลอหรือยับนั้งการดำเนินคดีในฐานความผิดที่เกี่ยวข้องกับคดีการเมืองแต่อย่างใด
.
อย่างไรก็ตามกระทรวงยุติธรรมโดยกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพได้มีการศึกษาดำเนินการยกร่างพระราชบัญญัติป้องกันการดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อระงับการมีส่วนร่วมของสาธารณชน พ.ศ. …. มีเจตนารมมณ์สำคัญในการคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชนและประชาชน และป้องกันการจัดการแก้ไขปัญหาการดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อระงับการมีส่วนร่วมของสาธารณชน รวมถึงส่งเสริมให้ประชาชนสามารถใช้สิทธิเสรีภาพในการใช้ประโยชน์สาธารณะด้วยความมั่นใจโดยปราศจากความกลัว
.
ต่อคำถามสุดท้ายเรื่องการคืนสิทธิที่ต้องสูญเสียไปโดยผลของคำพิพากษา พ.ต.อ. ทวีชี้แจงว่า กระทรวงยุติธรรมโดยกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพมีการบังคับใช้พระราชบัญญัติค่าทดแทนผู้เสียหายและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ. 2544 โดยจำเลยที่ถูกดำเนินคดีโดยพนักงานอัยการ ถูกคุมขังระหว่างพิจารณาคดี และปรากฎหลักฐานชัดเจนว่าไม่ได้เป็นผู้กระทำความผิด รวมถึงมีการถอนฟ้องในระหว่างดำเนินคดีหรือมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าจำเลยไม่ได้เป็นผู้กระทำผิด จำเลยมีสิทธิได้รับค่าทดแทนการถูกคุมขัง ค่าใช้จ่ายที่จำเป็น ค่าขาดประโยชน์ทำมาหาได้ระหว่างถูกดำเนินคดี
.
นอกจากนี้กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพได้ดำเนินการผลักดันการแก้ไขกฎหมายโดยการเสนอร่างพระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ซึ่งได้ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีและการตรวจพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว และขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ
.
อนึ่งกระทู้ดังกล่าวที่นายเทวฤทธิ์ตั้งนั้น อ้างอิงมาจาก การอำนวยความยุติธรรมโดยกลไก ตามกฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบัน ที่ปรากฏในรายงานผลการศึกษาแนวทางการตรากฎหมายนิรโทษกรรมคดีการเมือง หน้า50-51 ซึ่งจัดทำโดย กมธ.วิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการตราพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) นิรโทษกรรม ที่สภาผู้แทนราษฎรรับทราบไปเมื่อ 24 ตุลาคม 2567
.
อ่านฉบับเต็ม - https://ratchakitcha.soc.go.th/documents/69594.pdf

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น