หยุดอาชญากรรมรัฐ ข้อเสนอทางกฎหมายเพื่อยุติการลอยนวลพ้นผิด
เหตุการณ์ตากใบเมื่อปี 2547 ตลอดจนเหตุการณ์เมษา-พฤษภา 2553 ถือได้ว่าเป็น "อาชญากรรมรัฐ" (State crime) หมายถึง การกระทำความผิดโดยรัฐหรือเจ้าหน้าที่รัฐที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนและกฎหมาย เป็นการกระทำที่รัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐใช้กำลังหรืออำนาจของรัฐเพื่อทำร้ายประชาชน แทนที่จะปกป้องคุ้มครอง ซึ่งทั้งสองกรณีนับเป็นความรุนแรงที่เชื่อมร้อยกันอย่างแยกกันไม่ขาด
.
[ตากใบ-ราชประสงค์ ในฐานะอาชญากรรมรัฐ]
.ในการสัมมนาวิชาการหัวข้อ “ความยุติธรรมต้องไม่มีวันหมดอายุ: ข้อเสนอทางกฎหมายเพื่อยุติการลอยนวลพ้นผิด” เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2568 ที่ทีมงาน สว. เทวฤทธิ์ มณีฉาย เข้าร่วมกิจกรรม อังคณา นีละไพจิตร ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ให้ทัศนะว่าหลังการสลายการชุมนุมปี 2535 มีทั้งคนตาย เจ็บ และสูญหาย รัฐบาลหลังจากนั้นก็มีการให้คำมั่นว่าจะคุ้มครองสิทธิมนุษยชน มีการลงนามในกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights – ICCPR และรัฐธรรมนูญ 2540 ก็นำเอาเนื้อหาของกติกานี้เข้ามาใส่ด้วย แต่เพียงแค่ 8 ปีให้หลังก็เกิดเหตุการณ์ตากใบซึ่งเป็นการสลายการชุมนุมโดยรัฐ รัฐบาลทักษิณก็ได้มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนและได้ข้อเสนอว่าการสลายการชุมนุมต้องทำโดยตำรวจ แต่ปี 2553 รัฐบาลอภิสิทธิ์ก็ใช้ข้ออ้างเพื่อสลายการชุมนุมโดยทหารจนมีคนเสียชีวิตเกือบร้อย จะเห็นว่ารัฐบาลไทยทุกยุคทุกสมัยไม่เคยเห็นความสำคัญกับเสรีภาพในการชุมนุมและชีวิตของผู้ชุมุนุม
.
ปี 2551 มีคนขององค์การความร่วมมืออิสลาม (Organisation of the Islamic Cooperation – OIC) มาสอบถามกรณีตากใบ สหประชาชาติเองก็ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากและสอบถามมาโดยตลอด ประชาชนก็ร้องขอความเป็นธรรม ปี 2555 รัฐบาลยิ่งลักษณ์ก็ให้การเยียวยาพร้อมกับเหตุการณ์ปี 2553 แต่ญาติผู้เสียชีวิต 2553 ก็ได้รับเอกสารให้เซ็นว่าจะไม่ติดใจเอาความ ซึ่งน่าละอาย ส่วนกรณีจังหวัดชายแดนภาคใต้ญาติ ๆ ก็ร้องขอความเป็นธรรมมาตลอด ดีที่ พล.ต.อ. ประชา พรหมนอก รมว. ยุติธรรมขณะนั้นไม่ได้ให้เซ็นอะไร แต่ต่อให้เซ็นก็ไม่มีผลทางกฎหมายอยู่ดี
.
การบังคับให้ผู้ชุมนุมถอดเสื้อแล้วคลานไปกับพื้นเป็นวิธีที่ไม่ปกติ เป็นอคติทางเชื้อชาติที่ทำให้ทำไปแบบนั้น รวมทั้งการสั่งให้นอนทับกันด้วย ซึ่งเจ้าหน้าที่แถวนั้นก็เตือนแล้วว่าจะตายกันหมด แต่เจ้าหน้าที่ทหารที่ขนขึ้นรถก็ไม่ฟัง การสลายการชุมนุมด้วยกระสุนจริงก็ไม่เป็นไปตามหลักสากล แม้กระสุนยางก็ยังยิงแล้วเจ็บ ตามหลักสากลต้องยิงเพื่อหยุดยั้งความไม่สงบที่ใต้เข่าเพราะหากเข้าที่จุดสำคัญก็อาจเกิดอันตรายถึงชีวิตได้ แม้น้ำแรงดันสูงก็ใช้ได้เท่าที่ความจำเป็นเพื่อสกัดความรุนแรงเท่านั้น
.
ขณะที่ นพ.เหวง โตจิราการ อดีตแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ยืนยันว่าตนมีหลักการ 3 เรื่อง คือ 1. ไม่เห็นด้วยที่รัฐจะเข่นฆ่าประชาชนเพียงเพราะเห็นต่างทางการเมือง หากประชาชนทำผิดก็ใช้กฎหมายจัดการ 2. ต้องเอารัฐที่ฆ่าประชาชนมาลงโทษทางกฎหมาย ซึ่งรัฐบาลอภิสิทธิ์ใช้ทหารทั้ง 3 เหล่าทัพเพื่อสลายการชุมนุม 3. เราต้องยุติวัฒนธรรมพ้นผิดลอยนวล เพราะตลอดชีวิตตนเห็นกรณีรัฐฆ่าประชาชนที่เห็นต่างไปต่ำกว่า 10 กรณี ไม่อยากให้เกิดขึ้นในประเทศไทยอีกต่อไป
.
ทั้งตากใบและราชประสงค์เป็นอาชญากรรมโดยรัฐชัดเจน กรณีที่เก่ากว่านี้ก็ลอยนวลไปแล้ว เกิดเป็นวัฒนธรรมความเคยชินที่เกิดซ้ำแล้วซ้ำอีกโดยไม่มีใครทักท้วงจนกลายเป็นประเพณี การฆ่าที่ถนนดินสอทำให้ตนสลดใจมาก สวาท วางามถูกยิงเพียงเพราะถือธงชาติ แสดงว่าจงรักภักดีต่อชาติ – ศาสน์ – กษัตริย์ ซึ่งผังล้มเจ้าของ พ.อ. สรรเสริญ แก้วกำเนิดก็ยอมรับในภายหลังว่าไม่จริง เช่นเดียวกับเรื่องชายชุดดำ เพราะ พ.อ. ร่มเกล้าตายเพราะระเบิดขว้าง ซึ่งบริเวณนั้นมีทหารจำนวนมาก คนเสื้อแดงไม่สามารถบุกเข้าไปขว้างถึงตัวได้ แต่คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ก็กลับบอกว่าคนเสื้อแดงทำ ทั้งตากใบและราชประสงค์เป็นอาชญากรรมโดยรัฐ
.
พวกตนเห็นว่าปี 2566 จะต้องมีการเลือกตั้งแน่จึงตั้งคณะประชาชนทวงความยุติธรรม 2553 (คปช. 53) ขึ้นในปี 2565 และเรียกร้องให้พรรคการเมืองฝ่ายค้านยุครัฐบาลประยุทธ์ให้ความยุติธรรมกับเรื่องนี้ แต่หลังเกิดการเปลี่ยนขั้วย้ายข้างทางการเมืองเรื่องนี้ก็เงียบหายไปอีก ตนจึงมาขอความเป็นธรรมกับ กมธ. การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชนอีกครั้ง ขอให้แก้ พรบ. ศาลทหารฯ ไม่ให้มีอำนาจพิจารณาคดีที่ทหารกระทำต่อพลเรือน รวมถึงแก้ให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไม่มีอำนาจพิจารณาคดีที่นักการเมืองกระทำต่อพลเรือนเช่นกัน และให้อายุความไม่บังคับใช้แก่กรณีอาชญากรรมต่อมนุษยชาติหรือการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่เกิดขึ้นในประเทศ เราจะผลักดันกฎหมาย 2 ฉบับนี้และเรื่องอายุความมาที่ กมธ. การกฎหมายฯ และ กมธ. การทหารต่อไป
.
ส่วนพรรณิการ์ วานิช กรรมการบริหารคณะก้าวหน้าเสริมว่าสถานการณ์การปิดกั้นสื่อปี 2557 เป็นความรุนแรงต่อประชาชนโดยตรงและเป็นการทำลายประชาธิปไตย ทำให้ประชาชนรู้สึกว่าไม่มีพลังอำนาจที่จะต่อต้าน รู้สึกว่าการต่อสู้ไม่มีความหมาย สื่อสังคมออนไลน์ยังไม่แพร่หลายจนทุกวันนี้ หลังจากนั้นก็มีการใช้คดีความทางการเมืองจัดการผู้เห็นต่างเช่นเดียวกับหลังรัฐประหาร 2549 และหลังการสลายการชุมนุม 2553 ซึ่งมีการใช้คดี ม.112 เป็นจำนวนมาก และมีการใช้แปะป้ายตีตราว่า “ล้มเจ้า” แต่ก็ไม่ทำให้กระแสปฏิรูปสถาบันฯ ลดลง สื่อมวลชนสามารถนำเสนอเรื่องนี้ได้ แม้ในทางหนึ่งคือความก้าวหน้าแต่ผู้พูดก็ต้องแบกรับภาระถูกดำเนินคดี หลายครั้งไม่ได้รับประกันตัวจนต้องอดอาหารประท้วงเรียกร้องสิทธินี้ทั้ง ๆ ที่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน จนต้องเสียเนติพร เสน่ห์สังคม (บุ้ง) ไป
.
แม้จะไม่มีการยิงกันตายเหมือน 14 ตุลา 6 ตุลา หรือพฤษภา 53 แล้ว แต่ก็ยังมีความรุนแรงอยู่เพราะสังคมชินชา เวลาคนอ้างว่า “ไม่ผิดจะกลัวอะไร” ตนอยากชี้ให้เห็นว่าคดี ม.112 ที่เกิดขึ้นในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาเป็นคดีบ้าบอ เช่น คดีของบุ้งคือการทำโพล คดีของ อ.สุลักษณ์ ศิวรักษ์ คือการวิพากษ์พระนเรศวร ส่วนคดีของตนคือการโพสต์เพลงยาวพยากรณ์กรุงศรีอยุธยา ซึ่งสุดท้ายตนชนะคดีแต่ก็โดนเล่นงานด้วยจริยธรรมนักการเมืองซึ่งทำได้ง่ายกว่า ยังไม่นับคดีเขียนผนังห้องน้ำหรือการแชร์ข่าวบีบีซีของจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา (ไผ่ ดาวดิน) ความรุนแรงที่สุดคือการทำให้เกิดความกลัวไม่กล้าแสดงออกอย่างเสรี เป็นความรุนแรงที่สุดแล้วในระบอบประชาธิปไตย
.
[ ปัญหา ข้อเสนอ และแง่มุมทางออกด้านกฎหมาย ]
.อังคณาระบุว่านอกจากคดีตากใบแล้วสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ยังมีการวิสามัญฆาตกรรมเป็นร้อย แต่มีการไต่สวนไม่ถึงหลักสิบ ซึ่งตำรวจมักอ้างว่าญาติไม่ติดใจ และกฎหมายไทยต้องให้ญาติยินยอมให้ไต่สวนทั้ง ๆ ที่เป็นคดีอาญาแผ่นดิน หากญาติไม่ยินยอมหรือไม่ติดใจก็จบ จึงควรแก้ไขกฎหมายให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) หรือองค์กรอื่น ๆ ยื่นขอไต่สวนได้เพื่อประโยชน์สาธารณะ ญาติบางคนก็ไม่อยากขึ้นศาลเพราะคิดว่าขึ้นไปก็แพ้ บางคนก็ไปแสวงหาความยุติธรรมด้วยวิธีอื่น ทำให้เกิดความขัดแย้งและความรุนแรงเพิ่มขึ้น
.
หลาย ๆ ประเทศไม่ได้ให้สัตยาบันกรุงโรมกับศาลอาญาระหว่างประเทศ (International Criminal Court – ICC) ไว้ แต่ประเทศในสหภาพยุโรปยอมรับ เราจึงเห็นการฟ้องคดีอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ เช่น ฟ้องรัฐบาลพม่า ในประเทศที่ยอมรับเขตอำนาจศาล ซึ่งจะทำได้ก็ต่อเมื่อเป็นอาชญากรรมร้ายแรงเช่นการอุ้มฆ่าหรือใช้ความรุนแรงอย่างเป็นระบบ เช่น การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ของนาซี ที่มีการริบทรัพย์สินและทำลายศพ กรณีตากใบก็อาจเป็นการล้างเผ่าพันธุ์ได้เช่นกันเพราะมีความเกลียดชังทางชาติพันธุ์ ต้องเกลียดชังกันมากขนาดจับคนไปนอนทับกันจนตายได้ เป็นการทำให้ตายอย่างทุกข์ทรมานแสนสาหัส เหยื่อที่รอดชีวิตก็ดำรงชีวิตอย่างยากลำบาก แม้ได้เงินเยียวยาก็ไม่ได้ทำให้วัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิดหมดไป
.
เรื่องของศาลทหารตนอยากให้ดูเรื่องหลักความยุติธรรมในศาลทหาร ซึ่งในทางสากลมีหลักการอยู่ ผู้แทนไทยที่ไปก็เห็นชอบด้วย แต่เมื่อกลับมาก็ไม่มีการปฏิรูปใด ๆ พรบ. ศาลทหารฯ 2498 ใช้มา 70 ปีแล้วก็ไม่แก้ไข พรบ. ซ้อมทรมานฯ ซึ่งเขียนไว้ดีกระทรวงกลาโหมก็ไม่ปฏิบัติตาม ทั้ง ๆ ที่ปลัดกระทรวงกลาโหมก็นั่งอยู่ในคณะกรรมการป้องกันการซ้อมทรมานฯ แต่หากเรื่องเกิดขึ้นในกองทัพก็กลับสอบสวนกันเอง ไม่นำเข้าสู่คณะกรรมการฯ ทั้ง ๆ ที่ พรบ. ศาลทหารและ พรบ. กฎอัยการศึก 2457 ซึ่งออกมาร้อยกว่าปีแล้วต้องปรับให้เข้ากับกฎหมายใหม่ เรื่องการอุ้มหาย ตาม พรบ. ซ้อมทรมานฯ บอกว่ารัฐมีหน้าที่ต้องสืบสวน แต่ พรบ. นี้ออกมา 2 ปีแล้วรัฐกลับมีแต่ไปขอให้ญาติผู้สูญหายถอนเรื่องจากสหประชาชาติ กระทรวงยุติธรรมกลับไม่ทำหน้าที่ของตน
.
ในทางสากล หลักความยุติธรรมในศาลทหารควรเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการยุติธรรมปกติและควรเป็นไปตามหลักความยุติธรรมสากล ศาลทหารไม่ควรมีอำนาจเหนือศาลพลเรือน พลเรือนที่ถูกดำเนินคดีควรถูกไต่สวนในศาลยุติธรรมปกติ ศาลทหารไม่มีอำนาจพิจารณาการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นรุนแรง เช่น การวิสามัญฆาตกรรม ซ้อมทรมาน บังคับสูญหาย และจะอ้างความลับทางการทหารเพื่อแก้ต่างไม่ได้ เรื่องใดที่ก้าวหน้าไทยรับมาหมดแต่กลับไม่ปฏิบัติตาม ทหารก็ต้องอยู่ใต้กฎหมายเดียวกันกับพลเรือน แต่ปัจจุบันนี้คดีทุจริตทหารก็กลับไม่ยอมไปขึ้นศาลพลเรือน กรณีซื้อ GT-200 ทุกองค์กรไปขึ้นศาลคดีทุจริตหมดยกเว้นทหาร
.
ในมุมมองของพรรณิการ์ไม่อยากให้ประชาชนสิ้นหวัง เพราะคดีตากใบจะเกิดขึ้นไม่ได้หากประชาชนไม่ร่วมกันสู้และศาลไม่มีใจเป็นธรรม ประชาชนฟ้องคณะรัฐประหารมาเป็นสิบครั้งแต่ไม่เคยสำเร็จ ครั้งล่าสุดคือกรณีที่พลเมืองโต้กลับฟ้อง คสช. แต่การเขียนให้ประชาชนเป็นเจ้าทุกข์ในคดี ม.113 ควรต้องทำ เพราะที่ผ่านมาศาลมักอ้างว่าคณะรัฐประหารนิรโทษกรรมตนเองไปแล้วและประชาชนไม่ใช่เจ้าทุกข์โดยตรง หากแก้กฎหมายนี้ประชาชนและตุลาการจะได้ช่วยกันต้านรัฐประหาร หากเกิดรัฐประหารขึ้นประชาชนก็สามารถไปฟ้องได้ทุกศาลทั่วประเทศ ซึ่งการต้านรัฐประหารก็สำเร็จได้ในต่างประเทศมาแล้ว ส่วนคดีเสื้อแดงหลาย ๆ คนก็สิ้นหวังไปแล้วและหวังว่า ICC จะเป็นทางเลือกสุดท้าย ถ้ากังวลว่าจะกระทบกับสถาบันฯ ก็สามารถพิจารณาคดีเป็นกรณี ๆ ไปได้ โดยต้องการจดหมายฉบับเดียวจากรัฐบาลเท่านั้น และการสลายการชุมนุมปี 2553 ก็ไม่เกี่ยวกับสถาบันฯ แต่เกี่ยวกับทหาร
.
ร่าง พรบ. ธรรมนูญศาลทหารฉบับใหม่มีทั้งของรัฐบาลและของ กมธ. การทหารที่มีวิโรจน์ ลักขณาอดิศรเป็นประธาน จะลดการตรวจสอบกันเองในหมู่ทหารและเอาทหารที่ทุจริตขึ้นศาลพลเรือน ตนไม่คิดว่าพรรคเพื่อไทยจะรับแต่ถ้าพรรคประชาชนเป็นรัฐบาลก็อาจจะผ่านไปได้ ส่วนการนิรโทษกรรมต้องมีผู้กระทำผิดก่อนแล้วค่อยนิรโทษกรรมภายหลัง ต้องมีการเยียวยา ปฏิรูปเชิงสถาบันด้วยการแก้ไขกฎหมาย ให้รัฐบาลพลเรือนมีอำนาจเหนือกองทัพ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการเข่นฆ่าประชาชนขึ้นอีก โอกาสดีที่สุดที่จะทำเรื่องนี้คือหลังเหตุการณ์พฤษภา 2535 ที่ทหารเสื่อมเสียเกียรติที่สุดและทั้งสังคมเห็นตรงกันว่าทหารต้องออกจากการเมือง แต่เราก็ปล่อยให้โอกาสหลุดลอยไปอย่างน่าเสียดายยิ่ง
.
ตนอยากเตือนว่าเหลือเวลาอีก 5 ปีที่คดีสลายเสื้อแดงจะหมดอายุความ สิ่งที่เราจะต้องทำร่วมกันให้ได้คืออย่าให้มีการนับถอยหลังคดีหมดอายุความเหมือนคดีตากใบอีก เราไม่ต้องการปาฏิหาริย์แต่ต้องการความยุติธรรม อีก 2 ปีจะมีเลือกตั้งใหม่ เรื่องทั้งหมดเริ่มต้นจากการเมือง และนักการเมืองก็มีความรับผิดชอบต่อประชาชน อย่าเชื่อคนที่พูดว่าปากท้องสำคัญกว่า คดีของพอล แชมเบอร์สก็สะท้อนแล้วว่า ม.112 สัมพันธ์กับการเมือง เราจะต้องป้องกันไม่ให้เกิดการเข่นฆ่าประชาชนในอนาคต
.
ด้านกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน เสนอว่ากฎหมายไทยบอกว่าการฟ้องคดีหลังการไต่สวนการตายแล้วจะต้องหาตัวผู้ต้องหามาให้ได้ก่อนหมดอายุความ ซึ่งเป็นจุดอ่อนของกฎหมาย ในคดีตากใบก็มีผู้ที่รับราชการอยู่ขอลาแล้วหายตัวไปจนหมดอายุความ จึงต้องแก้กฎหมายให้การที่เจ้าหน้าที่รัฐทำให้ประชาชนเสียชีวิตต้องไม่มีอายุความ หรืออาจไม่ระบุฐานความผิดก็ได้ แค่แก้ว่าหากผู้ต้องหาหลบหนีให้หยุดนับอายุความ ถึงเวลาแล้วต้องปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม พรบ. ศาลทหารฯ ห้ามราษฎรที่เป็นผู้เสียหายฟ้องเอง หากแก้ตรงนี้ก็ไม่ต้องรอให้อัยการศาลทหารฟ้องแทน แต่ตนก็เห็นว่าควรขึ้นศาลพลเรือนมากกว่าศาลทหาร กมธ. กฎหมายฯ จะเดินหน้าต่อไป คดีตากใบจะไม่สูญเปล่า
.
ศุภณัฐ บุญสด นักวิชาการจากสถาบันพระปกเกล้า เสนอทางออกด้านกฎหมายว่ากรณีตากใบ การสลายการชุมนุม 2553 และ 2563 มีทหารเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยเสมอ เพราะทหารมีลักษณะในการปกครองตนเองทำให้สามารถใช้อำนาจเช่นนี้ได้ จึงต้องทำให้พลเรือนควบคุมทหารและจำกัดอำนาจทหารผ่าน 2 หลักการคือ
.
1. เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับภารกิจของกองทัพอย่างชัดเจน เพื่อควบคุมทหารและจำกัดภารกิจของกองทัพ รัฐธรรมนูญอินโดนีเซียก็บอกว่าภารกิจในประเทศเป็นของตำรวจ การป้องกันประเทศเป็นของทหาร แต่ของไทยไม่มี ประเทศที่มีกษัตริย์อาจถวายพระเกียรติให้กษัตริย์เป็นจอมทัพได้ แต่นักการเมืองจากการเลือกตั้งจะควบคุมกองทัพเสมอ แต่ของไทยการควบคุมทหารพร่ามัว ทำให้ทหารไม่สนใจนักการเมือง รมว. กลาโหมของไทยก็เป็นเพียงสัญลักษณ์ อำนาจที่แท้จริงอยู่ที่สภากลาโหม นักการเมืองไม่ว่าจะดีจะเลวต้องมีความรับผิดชอบทางการเมือง ทุก 4 ปีต้องกลับไปเลือกตั้ง หากใช้อำนาจรุนแรงก็จะส่งผลต่อการเลือกตั้ง การให้นักการเมืองคุมกองทัพก็จะจำกัดอำนาจกองทัพไปโดยปริยาย
.
2. หลักการที่สองเป็นเพราะกระบวนการของพลเรือนมีหลักความได้สัดส่วน การตัดสินอะไรจะค่อยเป็นค่อยไป แต่กองทัพจะใช้มาตรการที่รุนแรงที่สุดและเข้มงวดที่สุดเพื่อให้ชนะให้ไว จึงมีความสุ่มเสี่ยงต่อชีวิตและร่างกายของประชาชน จึงต้องจำกัดอำนาจกองทัพให้อยู่แต่การป้องกันประเทศ
.
เงื่อนไขในแง่คดีของศาลทหารไทย คดีอาญาทั่วไปและคดีอาญาทหารให้ขึ้นศาลทหาร แต่คดีวินัยทหารกลับให้ขึ้นศาลยุติธรรม หากทหารกระทำกับพลเรือนต้องรอให้อัยการศาลทหารฟ้องซึ่งอาจเกิดการเตะถ่วงคดีได้ จึงต้องฟ้องคดีพ่วงให้มีจำเลยร่วมเพื่อไม่ให้ขึ้นศาลทหาร แต่คดีปี 2553 เมื่อฟ้องนักการเมืองเป็นจำเลยร่วมก็ไปติดที่ ป.ป.ช. จึงต้องแก้กฎหมายทั้งศาลทหารและ ป.ป.ช. ควบคู่กันไป ศาลทหารไทยมีเขตอำนาจที่ไม่สอดคล้องกับสากล ซึ่งควรตัดสินแค่คดีอาญาทหารและคดีวินัยทหาร ไม่ใช่คดีอาญาทั่วไป หลาย ๆ คดีควรไปขึ้นศาลพลเรือนแต่ผู้กระทำผิดเป็นทหารเกณฑ์จึงไปขึ้นศาลทหาร จึงควรแก้ไขกฎหมายเสีย

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น